ส่งออกไทยจะดีขึ้นทันตาหรือไม่ หากแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย แก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เงินบาทที่แข็งตัวอย่างรวดเร็วจาก 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ช่วงต้นเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน ก.ย. อาจทำให้คนไทยที่วางแผนแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศยิ้มได้อยู่ไม่น้อย

ทว่าสถานการณ์นี้กลับทำให้รัฐบาลและภาคการส่งออกของประเทศต้องกุมขมับจนกระทรวงการคลัง นั่งไม่ติดและต้องการนัดคุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาพูดถึงปัญหาเรื่องเงินบาทแข็งค่าเช่นเดียวกันโดยชี้ว่าตนเองเข้าใจถึงความลำบากของเกษตรกรผู้ส่งออก แม้จะบอกว่ารัฐบาล “ก็จะใช้ข้อดีในช่วงที่เงินบาทแข็ง” สำหรับกลุ่มผู้นำเข้า เธอยังย้ำว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ภาคการคลังจะต้องเข้าไปคุยกับผู้ว่าฯ ธปท. เพื่อให้เห็นเป้าหมายเดียวกัน

นอกเหนือจากนายกฯ แล้ว ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เผ่าภูมิ โรจนสกุล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พิชัย นริพทะพันธุ์ ต่างก็ออกมากดดัน ธปท. อย่างหนัก ผ่านบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ กับสื่อ อาทิ กับการสัมภาษณ์กับไทยโพสต์

เผ่าภูมิชี้ว่าด้วยสถานการณ์ตอนนี้ หาก ธปท. ยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก “ก็จะเป็นสัญญาณที่ไม่ดี” ขณะที่ พิชัย กล่าวว่า “โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แต่ควรทำให้ค่าเงินบาทอ่อน เป็นสิ่งที่ผมต้องการ หากท่านบอกว่าไม่ลดดอกเบี้ยเพราะกลัวคนจะกู้เงินเยอะ ไม่เกี่ยวกัน กลัว NPL กลัวหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เชื่อว่าแบงก์ชาติก็มีระบบควบคุมหนี้ครัวเรือนอยู่แล้ว ท่านกำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ย้ำว่าไม่ได้อยากมาทะเลาะ เพียงแต่อยากเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนและเศรษฐกิจให้ไปด้วยดี”

ในบทความชิ้นนี้บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งฝั่งภาคการส่งออกเองและนักวิชาการเศรษฐศาสตร์อิสระเพื่อหากคำตอบว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าส่งผลต่อภาคการส่งออกอย่างไร แล้วมีแค่ปัจจัยด้านค่าเงินหรือไม่ที่เป็นปัญหา

บาทแข็งค่ากระทบส่งออกอย่างไร?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาคการส่งออกของไทยคิดเป็น 65% ของจีดีพี

ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นองค์กรผู้แทนของผู้ส่งออกไทย อธิบายว่า ราว 77% ของธุรกรรมการส่งออกของไทยทำในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะฉะนั้นจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน

ตามปกตินั้น เราจะได้ยินว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่า สินค้าของไทยในสายตาต่างชาติก็จะแพงขึ้น และเป็นผลให้ผู้ซื้อหันไปหาทางเลือกอื่น ๆ ที่ถูกกว่า แต่ปัญหาของภาคการส่งออกเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น

การซื้อขายสินค้ากับต่างประเทศนั้น โดยมากแล้วก็จะต้องมีการวางบิลเพื่อกำหนดวันจ่ายเงินในอนาคต ดร.ชัยชาญ ชี้ว่า ในช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของไทยถือว่าเติบโตทั้งในเชิงปริมาณและตัวเลข (ในรูปเงินบาท) ได้ดี คือสูงถึง 15.2% และ 21.8% ตามลำดับ

ทว่าปัญหาคือ ตัวเลขในรูปเงินบาทนั้นเป็นตัวเลขที่คำนวณเมื่อช่วงที่บาทยังอ่อนอยู่ (ราว 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) แต่เมื่อถึงวันที่ต้องจ่ายเงินจริง ๆ ซึ่งก็คือช่วงนี้ สมมติว่า ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินทั้งหมด 100 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับผู้ขาย จากที่เคยคำนวณไว้ว่าจะได้เงิน 3,600 บาท มาวันนี้ที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ขายจะได้เงินเพียง 3,240 บาท หรือขาดทุนถึง 360 บาท

“สินค้าไหนที่ตกลงราคากันไปแล้ว เขาไม่ได้เตรียมการว่าค่าเงินบาทของไทยจะลดลงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นความเสียหายเกิดขึ้น บางรายอาจจะถึงขั้นติดลบ ขาดทุนจากการส่งมอบเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกรายย่อย” ดร.ชัยชาญ ชี้

เมื่อวันที่ได้เงินมาจริง ๆ แล้วขาดทุนเช่นนี้ ผลกระทบจะต่อเนื่องไปที่สภาพคล่องบริษัท และส่งผลต่อเป็นทอด ๆ ไปสู่ความสามารถในการรับคำสั่งซื้อใหม่ ๆ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะไปให้ยอดการส่งออกของไทยลดลง

ต้องไม่ลืมว่าภาคการส่งออกของไทยคิดเป็น 65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ดังนั้น ตัวเลขที่ลดลงไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของผู้ประกอบการ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าการเกษตรและอาหาร แต่ยังส่งผลต่อรายได้ของประเทศเช่นเดียวกัน

ส่งออกมีปัญหา ธปท. ต้องรับผิดชอบ?

ในขณะที่กระทรวงการคลังสามารถออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หลากหลายมิติ ธปท. ในฐานะธนาคารกลางมี “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญ ซึ่งทำได้อยู่สามอย่างคือ ปรับขึ้น ปรับลง หรือคงไว้

ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยเคยเขียนไว้แล้วว่าหากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย 1% ประชาชนจะได้รับผลกระทบอะไร อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวโดยสรุปนั้น การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยก็จะมีฝั่งที่ได้และฝั่งที่เสียเสมอ

คำถามสำคัญคือ แล้วธนาคารกลางจะเลือกหรือตัดสินใจบนพื้นฐานอะไร เวลาจะปรับขึ้นหรือลด สำหรับธนาคารกลางแห่งประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดของพวกเขาคือการใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ เพื่อรักษาระดับเงินเฟ้อไว้ให้อยู่ไม่เกินกรอบ 1-3%

ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่งกล่าวสุนพจน์ในประเด็นนี้ไปเมื่อ 20 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า “ถึงแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจจะสามารถทําได้ผ่านการกําหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้รวดเร็วในระยะสั้น แต่มักต้องแลกมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ และอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจจากการก่อหนี้เกินตัวหรือพฤติกรรมเก็งกําไรของนักลงทุน ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาวหรือนําไปสู่วิกฤตร้ายแรงได้”

ในช่วงรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งมีการกดดันธนาคารกลางให้ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น บีบีซีไทย ได้เขียนอธิบายไว้แล้วเช่นเดียวกัน ว่าแล้วถ้าจะต้องปรับขึ้นหรือลดแบบไหนถึงจะเรียกว่า “เป็นกลาง”

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่ออธิบายมาถึงตรงนี้ก็จะเกิดคำถามว่าแล้วธนาคารกลางจะมาเกี่ยวอะไรกับค่าเงินบาท และภาคการส่งออก ประเด็นนี้ ผศ.ดร.ปิยภัสร ธาระวานิช หัวหน้าสาขาการเงิน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายกับบีบีซีไทยว่า แม้ว่าตามปกติแล้ว การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางจะต้องรออย่างน้อยปีครึ่งกว่าจะส่งผลในเศรษฐกิจจริง แต่จะส่งผลแทบจะทันทีกับค่าเงิน

ด้าน ดร.ชัยชาญ เสริมว่า แม้การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางจะต้องมีช่วงเวลากว่าจะส่งผลในเศรษฐกิจจริงตามที่ ผศ.ดร.ปิยภัสร กล่าวไว้แล้วนั้น แต่การลดก็จะนับเป็นการส่งสัญญาณออกไป ซึ่งมีผลทันทีกับตลาดได้เลย เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน หรือตลาดหุ้น

“มันเป็นเรื่องของความรู้สึก” เขากล่าว

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ธนาคารกลางของสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เฟด” เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของตัวเองลง ดังนั้น นักลงทุนจึงเริ่มขายสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไปถือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ดังนั้น สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจึงอ่อนค่าลง เป็นผลให้สกุลเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ดร.ชัยชาญ ชี้ว่า หากสมมติว่าตอนนี้ ธปท. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ก็อาจจะเป็นการส่งสัญญาณถึงนักลงทุนได้ในทันที และช่วยไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปหรือแข็งค่าต่อไปอีกเป็นระยะเวลานานจนอาจส่งผลร้ายต่อภาคการส่งออก

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ปิยภัสร ย้ำว่า เทรนด์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นอาจไม่ส่งผลกับภาคการส่งออกมากเท่าที่หลายคนกังวล เนื่องจากกลุ่มธุรกิจมีการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว หรือหากไม่ได้ทำประกันไว้ เขาเสริมว่าผู้ประกอบการยังอาจถือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เอาไว้ก่อนเพื่อรอจังหวะที่เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง แล้วค่อยขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกลับมาเป็นเงินบาท

“การส่งออกมันไม่ได้ทำกันวันสองวัน มันต้องเซ็นสัญญา คนชอบบอกว่าเงินบาทแข็ง อย่างนี้ภาคการส่งออกตาย มันไม่ใช่ เพราะว่าการส่งออก เขาก็ทำรักษาความเสี่ยงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันจะมีผลก็ต่อเมื่อมันแข็งค่าระดับนี้เป็นเวลานาน”

“ถ้ามันจะมีผลก็คือ เอาเลขจากกระทรวงพาณิชย์ เอาดอลลาร์สหรัฐ มาคูณเป็นเงินบาท เพราะฉะนั้น เงินบาทน้อยลง เวลาเราดูต้องระวัง”

ทว่าในประเด็นเรื่องการประกันความเสี่ยงที่ ผศ.ดร.ปิยภัสร พูดไว้นั้น เมื่อบีบีซีไทยถามไปยัง ดร.ชัยชาญ ซึ่งใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ส่งออกนั้น เขาตอบเราว่า แม้บริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดกลางจะตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว “แต่ถ้าเป็นเอสเอ็มอีส่วนมากจะยังไม่ทราบ”

บีบีซีไทย ตรวจสอบไม่พบข้อมูลสถิติว่ามีสัดส่วนผู้ส่งออกในไทยเท่าไหร่ที่ทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ตัวเลือกไม่ได้มีแค่การลดดอกเบี้ย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ดร.ชัยชาญ ชี้ว่า ตัวเลือกสำหรับผู้ประกอบการเอง นอกเหนือจากการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งควรมีเพิ่มขึ้นนั้น คือการหันมาทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้สกุลเงินท้องถิ่นแทน ในที่นี่หมายความว่า หากทำการค้ากับจีนก็หันมาใช้สกุลเงินหยวนแทน ซึ่งมีความเสี่ยงจากความผันผวนน้อยกว่ามาก และยังมีช่องทางให้เติบโตอีกเยอะ เนื่องจากปัจจุบัน มีเพียง 23% ของธุรกรรมทางการเงินเท่านั้นที่ไม่ใช่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ ในเดือน ส.ค. พบว่า ตลาดส่งออกสำคัญของไทยปัจจุบันนี้ มีสหรัฐฯ รั้งอันดับที่หนึ่ง ด้วยสัดส่วนเกือบ 30% รองลงมาคือ จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 37%

ดังนั้นหากผู้ส่งออกของไทยสามารถหันมาทำธุรกรรมทางการเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นเหล่านี้ ก็จะลดปัญหาความเสี่ยงจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้อย่างมาก โดย ดร.ชัยชาญ เผยว่า ที่ทุกวันนี้ยังไม่มีการทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่นน้อยนั้นเพราะว่าสกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินสากลที่มีกันใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกยังถือว่าง่ายต่อการทำธุรกรรมอยู่มาก และการเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นต้องอาศัยการเจรจามากกว่า

ตั้งแต่ช่วงปี 2020 ธนาคารแห่งประเทศไทยเองออกนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกเรื่องการใช้สกุลเงินท้องถิ่นแทนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยอมรับถึงความผันผวนสูงของค่าเงินบาทจากปัจจัยภายนอก

การหันใช้สกุลเงินท้องถิ่นแทนดอลลาร์สหรัฐนั้นก็เป็นแนวทางที่กลุ่มพันธมิตรด้านเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างบริกส์ (BRICS) พยายามผลักดันเช่นเดียวกัน อ่านมิติความสำคัญของบริกส์เพิ่มเติมได้ที่นี่

นอกจากนี้ ดร.ชัยชาญ ยังชี้ว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการต้องแบกภาระต้นทุนสูงซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลโดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง แต่เขาก็เสริมว่านโยบายล่าสุดในการพยายามขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของฝั่งรัฐบาลเป็น 400 บาท จะซ้ำเติมผู้ประกอบการมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับกลุ่มเอสเอ็มอีที่กำลังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าและขนาดสภาพคล่อง

แผนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทนั้น เดิมมีกำหนดว่าจะเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ท่ามกลางเสียงประท้วงอย่างหนักจากกลุ่มผู้ประกอบการ ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิพัฒน์ รัชกิจประการ กล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ว่าจะพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในเดือน ต.ค. นี้ แม้ที่ผ่านมาการประชุมหารือครั้งสำคัญจะล่มและหลายคนมองว่าหลายฝ่ายพยายามถ่วงเวลา และจะมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบด้วย โดยรัฐบาลแก้เกมด้วยการบอกว่ามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีคือจะกำหนดให้ขึ้นค่าแรงแค่เฉพาะกับเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้าง 200 คนขึ้นไป ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปเรื่องการขึ้นค่าแรง 400 บาท

ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ ‘ข้ออ้าง’ ทางการเมือง?

ในช่วงรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีสองคนล่าสุดจากพรรคเพื่อไทย ความขัดแย้งระหว่างจุดยืนของธนาคารกลางและฝั่งรัฐบาลมีให้เห็นได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องการกดดันให้ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจ มีจนถึงภาคการส่งออกรอบนี้

บีบีซีไทยถาม ดร.ชัยชาญ ว่าในฐานะตัวแทนของภาคการส่งออกนั้น เขามองว่าตัวเองถูกดึงเข้าไปสู่เกมทางการเมืองหรือไม่ โดย ดร.ชัยชาญ ตอบกลับมาว่าสำหรับเขาคือการเอาข้อเท็จจริงมาพิจารณา

“ผมตอบได้ง่าย ๆ ด้วยวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ การลดมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องกัน เพราะมันสอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องหาจุดที่ ‘optimisation’ [เหมาะสม] ที่สุด เราก็เอาข้อมูลจริงใส่ลงไป ให้ กนง. [คณะกรรมการนโยบายการเงิน] พิจารณา”

ตามกำหนดการแล้ว กนง.จะแถลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 16 ต.ค. นี้

แต่เขาเสริมว่า สุดท้ายแล้วก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทั้งองคาพยพมีทิศทางเดียวกันแบบ “single policy”

ขณะที่ ผศ.ดร.ปิยภัสร ทิ้งท้ายว่า “ทุกคนที่อยู่วงการนี้มีผลประโยชน์หมด ไม่ว่าจะเป็น แบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง รัฐบาล นักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นผม ทุกคนมีผลประโยชน์หมด มีส่วนในเกม”