เหตุใดรัฐบาลจีนจึงยอมทุ่มเงินหลายพันล้านเพื่อให้ประชาชนควักเงินจากกระเป๋าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

Beijing hopes that welfare measures and deep discounts can encourage spending

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลจีนหวังว่ามาตรการด้านสวัสดิการและการลดราคาสินค้าอย่างกระหน่ำจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน

รัฐบาลจีนให้คำมั่นสัญญาว่าจะเพิ่มเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร ขึ้นค่าแรง และให้สิทธิลาหยุดโดยได้รับค่าจ้างที่ดีขึ้น เพื่อกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว นี่เป็นมาตรการล่าสุดนอกเหนือจากโครงการลดราคาสินค้ารวมมูลค่ากว่า 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.37 ล้านล้านบาท ซึ่งลดราคาตั้งแต่เครื่องล้างจาน ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าและนาฬิกาสมาร์ทวอทช์

รัฐบาลจีนกำลังจะใช้จ่ายเม็ดเงินก้อนใหญ่เพื่อกระตุ้นให้คนจีนยอมควักเงินจากกระเป๋าของตัวเองออกมาใช้จ่าย ด้วยเหตุที่ว่า ตอนนี้ชาวจีนใช้จ่ายไม่มากพอ (ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้)

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 มี.ค.) มีข่าวดีออกมาให้เห็นอยู่บ้าง ตัวเลขอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่ายอดการขายสินค้าปลีกเติบโตขึ้น 4% ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2025 ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีของข้อมูลการบริโภค ทว่านั่นยกเว้นแค่เมืองบางแห่ง อย่าง นครเซี่ยงไฮ้ ที่ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองยังคงลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ขณะที่สหรัฐอเมริกาและชาติมหาอำนาจอื่น ๆ กำลังดิ้นรนกับปัญหาเงินเฟ้อหลังโรคระบาด จีนกลับเผชิญกับสถานการณ์ตรงกันข้ามนั่นคือ เงินฝืด จากการที่อัตราเงินเฟ้อตกลงมาต่ำว่าศูนย์ ซึ่งนั่นหมายความว่าราคาสินค้าต่าง ๆ จะลดลง ในจีนราคาสินค้าและบริการตกลงมาเป็นเวลา 18 เดือนติดต่อกันในช่วงสองปีที่ผ่านมา

ราคาสินค้าที่ถูกลงอาจดูเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค แต่การบริโภคซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าครัวเรือนใช้จ่ายเงินซื้ออะไรบ้างที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้ส่งสัญญาณถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกขึ้น เมื่อผู้คนหยุดการใช้จ่าย ธุรกิจต่าง ๆ ก็ลดราคาเพื่อดึงดูดให้คนซื้อ ยิ่งสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมากเท่าใด พวกเขาก็จะหาเงินได้น้อยลงเท่านั้น การจ้างงานก็จะชะลอตัวลง ค่าจ้างค่าแรงไม่ขยับ และเศรษฐกิจก็หยุดชะงัก

วงจรเหล่านี้เป็นสิ่งที่จีนต้องการหลีกเลี่ยง เนื่องจากจีนกำลังต่อสู้กับการเติบโตที่ชะลอตัวจากวิกฤตในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงหนี้รัฐบาลที่สูง และการว่างงาน

สาเหตุของการบริโภคที่ตกต่ำลงนั้นตรงไปตรงมา นั่นคือผู้บริโภคชาวจีนไม่มีทั้งเงินที่จะมาใช้จ่ายมากเพียงพอและไม่รู้สึกมั่นใจมากพอเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาที่จะใช้จ่าย ทว่าความลังเลของผู้บริโภคชาวจีนมาในจังหวะที่พอดีกับช่วงเวลาวิกฤต เพราะด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตถึง 5% ภารกิจสำคัญอันดับแรกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงเป็นการกระตุ้นการบริโภค เขาหวังว่าการบริโภคภายในประเทศที่สูงขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อภาคการส่งออกของจีน

แต่แผนการเช่นนี้ของจีนจะได้ผลหรือไม่ ?

จีนกำลังเอาจริงเอาจังเรื่องกระตุ้นผู้บริโภคใช้จ่าย

เพื่อต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบางและความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ รัฐบาลจีนมีข้อสรุปในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (National People's Congress: NPC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าให้เพิ่มการลงทุนในโครงการด้านสวัสดิการสังคมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของปี 2025

ถัดมาในสัปดาห์นี้รัฐบาลจีนประกาศคำมั่นสัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้แก่ แผนสนับสนุนการจ้างงาน ทว่ายังคงไม่มีรายละเอียดออกมา

บางคนออกมาแสดงความเห็นด้วยกับมาตรการชุดนี้โดยแนะว่าผู้นำจีนจำเป็นต้องดำเนินการมากกว่านี้เพื่อเพิ่มการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเพื่อทำให้ตลาดผู้บริโภคจีนแข็งแกร่งขึ้น รวมทั้งค่าจ้างที่สูงขึ้น นโยบายและโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่แข็งแรงขึ้นที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพียงพอที่จะใช้จ่ายแทนที่จะออมเงินไว้

A near empty shopping mall in China, where people are not spending enough to revive the economy

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ห้างที่แทบจะร้างในจีน ขณะที่ชาวจีนไม่ได้ใช้จ่ายมากเพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาใหม่

1 ใน 4 ของกำลังแรงงานในจีนเป็นแรงงานข้ามชาติค่าแรงต่ำ แรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมในเขตเมืองได้ทั้งหมด จึงทำให้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปราะบางในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจประสบกับความไม่แน่นอน อย่างเช่นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

การขึ้นค่าจ้างในช่วงทศวรรษที่ 2010 ช่วยซุกปัญหาเหล่านี้บางส่วนไว้ โดยรายได้เฉลี่ยในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นราว 10% ต่อปี แต่การขึ้นค่าจ้างก็ชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษที่ 2020 การเก็บออมจึงกลับกลายมาเป็นสิ่งสำคัญอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกลับดำเนินนโยบายด้านการขยายสวัสดิการทางสังคมอย่างล่าช้า แต่กลับเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคผ่านมาตรการระยะสั้นแทน เช่น โครงการแลกเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เจอร์ราร์ด ดิพิพโพ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมองแรนด์บอกว่า มันไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่สาเหตุ

"รายได้ของครัวเรือนลดลง แต่การเก็บออมนั้นสูงขึ้น" เขาระบุ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ใกล้จะล้มละลายยังทำให้ผู้บริโภคชาวจีนตกอยู่ในความเสี่ยงที่พวกเขาไม่ชอบนัก และนั่นนำไปสู่การตัดการใช้จ่ายลง

"ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่เพียงสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังสำคัญกับความรู้สึกของครัวเรือนด้วย ตั้งแต่ครัวเรือนจีนได้ลงทุนไปอย่างมากเพื่อความมั่งคั่งและบ้านของพวกเขา ดิพิพโพ กล่าว "ผมไม่คิดว่าการบริโภคของจีนจะกลับมาฟื้นตัวได้ทั้งหมดจนกว่าภาคอสังหาจะลงไปจนถึงจุดต่ำสุด และเมื่อนั้นทรัพย์สินของครัวเรือนจำนวนมากก็จะเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง"

นักวิเคราะห์บางรายสนับสนุนให้รัฐบาลจีนจริงจังในการมุ่งเป้าหมายไปที่ความท้าทายระยะยาว เช่น อัตราการเกิดต่ำของประชากรในประเทศ เนื่องจากมีคู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเลือกที่จะตัดค่าใช้จ่ายของการเป็นพ่อแม่ออกไป

รายงานศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2024 ของสถาบันคลังสมองจีน ยูหวา (YuWa) ประเมินว่าการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งในจีนจนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่มีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ต่อหัวของประชากร 6.8 เท่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในที่ที่แพงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 4.1 เท่า ญี่ปุ่น 4.3 เท่า และเยอรมนี 3.6 เท่า

ความกดดันทางการเงินเหล่านี้ได้ส่งเสริมให้วัฒนธรรมการเก็บออมเงินยิ่งฝั่งแน่นขึ้น แม้กระทั่งในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ครัวเรือนชาวจีนก็ยังเก็บออมรายได้หลังจากหักภาษีแล้วสูงถึง 32% ในปี 2024

นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในจีน ซึ่งการบริโภคไม่เคยสูงเป็นพิเศษอยู่แล้ว และหากเปรียบเทียบกับชาติอื่น ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร อัตราการบริโภคภายในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 80% ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนในอินเดียคิดเป็น 70% ขณะจีนจีนการบริโภคมักจะเป็นสัดส่วนราว 50-55% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาที่มากนัก กระทั่งถึงในช่วงปัจจุบัน

เมื่อการจับจ่ายน้อยลง แต่การออมเงินกลับสูงขึ้น

เคยมีช่วงเวลาที่นักช็อปชาวจีนเคยกล่าวติดตลกเกี่ยวกับความต้านทานไม่ไหวต่อการเย้ายวนของดีลซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซ พวกเขาเรียกตัวเองว่า "นักสับมือ" ที่มีแต่การตัดแขนเท่านั้นที่จะสามารถหยุดพวกเขาจากการกระหน่ำกดปุ่มคิดเงินในการซื้อของออนไลน์ได้

เมื่อรายได้สูงขึ้นยิ่งเพิ่มอำนาจการใช้จ่ายให้แก่พวกเขา วันที่ 11 พ.ย. ในเมืองจีน หรือที่เรียกว่า 11.11 กลายเป็นวันแห่งการช็อปปิ้งที่มีการซื้อมากที่สุดในโลก ในปี 2019 มียอดขายอย่างถล่มทลายกว่า 410,000 ล้านหยวน หรือกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ภายใน 24 ชั่วโมง

แต่ผู้ขายเมล็ดกาแฟออนไลน์ในกรุงปักกิ่งบอกกับบีบีซีว่า สินค้าชิ้นสุดท้าย "เป็นสินค้าห่วย" และ "หากจะให้พูดถึงจริง ๆ ก็คงสร้างปัญหาให้มากกว่ามูลค่าของมัน"

ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มมัธยัสถ์มากขึ้นตั้งแต่ยุคโรคระบาดเป็นต้นมา และสัญญาณเตือนนี้ยังคงอยู่แม้ว่ามาตรการควบคุมโรคจะถูกยกเลิกในช่วงปลายปี 2022 แล้วก็ตาม ซึ่งในปีนั้นเอง อาลีบาบา และเจดี ดอท คอม (JD.com) ได้ยุติการเผยแพร่ตัวเลขยอดขายของบริษัท ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการพาดหัวข่าวว่าทำรายได้ทุบสถิติ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับกรณีเหล่านี้กล่าวกับบีบีซีว่า ทางการจีนได้เตือนแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ให้เผยแพร่ตัวเลขออกมา เพราะเกรงว่าผลลัพธ์ที่ต่ำกว่าความคาดหวังจะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

วิกฤตการจับจ่ายยังกระทบสินค้าแบรนด์ไฮเอนด์ด้วยเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งหลุยส์ วิตตอง เบอร์เบอรี่ และริชมอนต์ ต่างรายงานว่า ยอดขายในจีนลดลง แม้จีนจะเคยเป็นตลาดสินค้าหรูแห่งหลักของโลกก็ตาม

ในแพลตฟอร์มโซเชียลที่ชื่อว่า เรดโน้ต ของจีน โพสต์ต่าง ๆ ที่ติดแท็กคำว่า "consumption downgrade" หรือ "หันมาซื้อสินค้าราคาย่อมเยาแทนสินค้าหรูหรา" เพิ่มสูงขึ้นจนมียอดคนดูหลายพันล้านวิวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานต่างแลกเปลี่ยนเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการเปลี่ยนการซื้อของราคาแพง มาเป็นการซื้อสินค้าตัวเลือกอื่นที่ประหยัดกว่า ผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งบอกว่า "ไทเกอร์บาล์ม (หรือยาหม่องตาเสือ) คือกาแฟชนิดใหม่" และอีกคนพูดติดตลกว่า "ฉันฉีดน้ำหอมระหว่างจมูกกับริมฝีปาก เพื่อประหยัดน้ำหอมไว้ให้เพียงฉันคนเดียวที่ได้กลิ่นเท่านั้น"

Double 11 sales have lost their lustre as Chinese consumers have stopped spending like they used to

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยอดขายของการช็อปของวัน 11.11 ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนเลิกจับจ่ายเหมือนแต่ก่อน

แม้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว การบริโภคของจีนก็ไม่เคยเติบโตเท่ากับการส่งออก การค้าก็ยังเป็นจุดสนใจของการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่น ถนนทางหลวง ท่าเรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ จีนนั้นพึ่งพาแรงงานค่าแรงถูกและการเก็บออมของครัวเรือนในระดับสูง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตแต่ก็ทำให้ผู้บริโภคมีรายได้หลังหักภาษีที่จำกัด

แต่ในตอนนี้ เมื่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ประเทศต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนซัพพลายเชนโดยหนีจากจีนไปยังแห่งอื่นและลดการพึ่งพาการส่งออกของจีน รัฐบาลท้องถิ่นในหลายประเทศท่วมท้นไปด้วยภาระหนี้สินหลังจากกู้ยืมมาลงทุนอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ประกาศว่า "จะทำให้ความต้องการภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนหลักและเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวหลักที่มีเสถียรภาพของการเติบโต" ไฉ่หยุน หวัง สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติกล่าวว่า "ด้วยประชากร 1.4 พันล้านคน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นแม้มีเพียง 1% ก็สามารถสร้างตลาดที่มีผู้คนถึง 14 ล้านคนได้"

China's President Xi Jinping has made boosting consumption a priority for 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ประกาศให้การกระตุ้นการบริโภคเป็นหมุดหมายของปี 2025

ทว่ามันอาจมีกับดักหลุมพรางในแผนการของจีน

นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ในการใช้การบริโภคมาขับเคลื่อนการเจริญเติบโต พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้องฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในคนรุ่นที่เป็นเด็กจบใหม่ยุคโควิด ซึ่งดิ้นรนกับการมีบ้านหรือไม่ก็หางานทำ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมจากเดิมที่จะเก็บออมให้เปลี่ยนมาเป็นการใช้จ่าย

"ระดับการบริโภคที่ตกต่ำที่ไม่ธรรมดาของจีนไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ" ไมเคิล เพตทิส นักวิจัยรับเชิญอาวุโสแห่งมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) กล่าว "มันเป็นหลักการพื้นฐานของตัวแบบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมาที่การเมือง การเงิน กฎหมาย สถาบันทางธุรกิจในจีนได้พัฒนาสืบเนื่องมา การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ง่าย"

ยิ่งภาคครัวเรือนใช้จ่ายมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมีเงินออมลดลงเท่านั้น ซึ่งเงินออมเหล่านี้เป็นแหล่งที่ธนาคารจีนที่รัฐควบคุมพึ่งพาและใช้เป็นเงินทุนให้กับอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ โดยเฉพาะล่าสุดที่เกี่ยวกับการเทคโนโลยีนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ซึ่งจะทำให้จีนนำหน้าเหนือสหรัฐฯ ทั้งในทางเศรษฐกิจและทางยุทธศาสตร์

นี่คือเหตุผลที่ทำไมนักวิเคราะห์บางส่วนจึงตั้งคำถามกับผู้นำจีนที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจที่มีการบริโภคเป็นตัวขับเคลื่อน

"ทางเดียวที่จะมองเรื่องนี้ได้คือ เป้าหมายหลักของจีนไม่น่าจะเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้กับครัวเรือนของประชาชนชาวจีน แต่เป็นการเพิ่มสวัสดิการให้กับชาติจีนมากกว่า" เดวิด ลูบิน นักวิจัยรับเชิญสถาบันคลังสมอง แชทแฮม เฮาส์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กล่าว

การเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐมาสู่ปัจเจกชนอาจไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องการ

บรรดาผู้นำจีนทำเช่นนั้นมาแล้วในอดีตตอนที่จีนเริ่มค้าขายกับโลก พวกเขาสนับสนุนภาคธุรกิจต่าง ๆ และเชื้อเชิญการลงทุนจากต่างประเทศ และนั่นได้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไป แต่คำถามก็คือ สี จิ้นผิง ต้องการจะทำสิ่งนั้นอีกหรือไม่