เหตุใดเซเลนสกีไม่ยอมและไม่สามารถยกไครเมียให้รัสเซีย ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, พอล เคอร์บี
- Role, บรรณาธิการข่าวดิจิทัล ประจำภูมิภาคยุโรป
ในตอนแรก ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการยึดครองไครเมียของรัสเซียในเดือน ก.พ. 2014 เมื่อหน่วยคอมมานโดสวมหน้ากากลึกลับในเครื่องแบบสีเขียวที่ไม่ปรากฏชื่อ เข้ายึดครองรัฐสภาท้องถิ่นและกระจายกำลังไปทั่วคาบสมุทรไครเมีย
"ชายตัวเล็กในชุดสีเขียว" (little green men) เหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามของรัสเซียต่อยูเครน ซึ่งปฏิบัติการนี้ลงเอยด้วยการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022
ในตอนนี้ อนาคตของไครเมียถือว่าเป็นศูนย์กลางของแผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และยังกระตุ้นให้นายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ไม่ยอมรับการควบคุมคาบสมุทรไครเมียของรัสเซียด้วย
เงื่อนไขที่ชัดเจนของแผนการของเขายังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่มีรายงานจำนวนหนึ่งระบุว่า หนึ่งในเงื่อนไขของแผนการนี้จะประกอบด้วยการที่สหรัฐฯ ยอมรับไครเมียเป็นส่วนหนึ่งโดยนิตินัยของรัสเซีย ซึ่งตรงคำว่า "de jure" ในภาษาละติน
สำหรับทรัมป์ คาบสมุทรทางใต้ของยูเครน "สูญหายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน" และ "ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการหารือ" ในการเจรจาสันติภาพด้วยซ้ำ
แต่การที่เซเลนสกีจะยอมสละไครเมียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากยูเครนได้ จะเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจยอมรับได้" ดังคำพูดของอิรินา เกราสเชนโก สส. ฝ่ายค้านของยูเครนที่กล่าวว่า "บูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยถือว่าเป็นขีดจำกัดสำหรับยูเครนและประชาชนชาวยูเครน"
ทรัมป์ชี้ให้เห็นว่า "ถ้า [โวโลดิมีร์ เซเลนสกี] ต้องการไครเมีย ทำไมพวกเขาไม่ต่อสู้เพื่อดินแดนแห่งนี้เมื่อ 11 ปีก่อน ตอนที่มันถูกส่งมอบให้กับรัสเซียโดยไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว"
มีการยิงปืนไปไม่กี่นัด แต่ไครเมียถูกบังคับหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่นระหว่างช่วงสุญญาการทางอำนาจ
ต่อมาปูตินยอมรับว่าเป็นผู้วางแผนการแย่งชิงดินแดนนี้ในการประชุมข้ามคืนกับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่วันหลังจากผู้นำยูเครนที่สนับสนุนรัสเซียถูกขับออกจากตำแหน่งในรัฐบาล

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไครเมียเป็นอุปสรรคต่อทรัมป์
สำหรับผู้นำสหรัฐฯ ที่มีความเร่งรีบที่อยากจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ คาบสมุทรไครเมียอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ [สำหรับเขา] ได้
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เองพูดถูกที่ว่ามีโอกาสน้อยมากที่ยูเครนจะได้ไครเมียคืนในอนาคตอันใกล้นี้ และในความเป็นจริงแล้ว ในทางพฤตินัยไครเมียอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย แต่ยังดูห่างไกลจากการยอมรับเรื่องดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะที่เซเลนสกีได้หยิบยก "ปฏิญญาไครเมีย" (Crimea declaration) ของไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของทรัมป์ในปี 2018 ขึ้นมา ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธ "ความพยายามในการผนวกภูมิภาคไครเมียของรัสเซีย" และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการต่อไปจนกว่าบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครนจะได้รับการฟื้นฟู
นัยที่ต้องการสื่อของเซเลนสกีก็คือ การที่ทรัมป์สนับสนุนยูเครนในประเด็นไครเมียในตอนนั้น และควรยึดมั่นกับเรื่องนี้ในตอนนี้ด้วย
หากการแย่งชิงดินแดนเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับ แต่กลับได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ ว่าถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจะส่งผลต่อกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างไร
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากสงครามเต็มรูปแบบของรัสเซียเริ่มขึ้น มีข้อเสนอเบื้องต้นในนครอิสตันบูล ของตุรกีที่ต้องการจะระงับประเด็นนี้ไว้ เพื่อให้รัสเซียและยูเครนตั้งเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหานี้ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า
แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นที่ยอมรับ แต่เป็นเพียงหนทางหนึ่งในการก้าวข้ามอุปสรรคเท่านั้นเอง
เซเลนสกีถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญยูเครน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เซเลนสกียืนกรานว่า เขาไม่มีอำนาจที่จะสละไครเมีย
"ไม่มีอะไรจะพูดที่นี่ เรื่องนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญของเรา" เขาระบุ
มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญยูเครน บัญญัติไว้ว่า อำนาจอธิปไตยของยูเครน "ขยายไปทั่วทั้งดินแดน" ซึ่ง "ภายในพรมแดนปัจจุบันนั้นแบ่งแยกและละเมิดไม่ได้"
การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต่อดินแดนของยูเครนจะต้องผ่านการลงประชามติระดับชาติ ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาของยูเครน
ไม่ใช่แค่ประธานาธิบดีทรัมป์เท่านั้นที่มีปัญหากับยูเครน รัสเซียเองยังมองว่ารัฐธรรมนูญของยูเครนเป็น "อุปสรรค" ต่อความพยายามสร้างสันติภาพด้วย
รัฐธรรมนูญสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ในขณะที่ยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก
การอนุมัติการผนวกดินแดนโดยผิดกฎหมายของรัสเซียจะไม่เพียงแต่เป็นเส้นแดงที่ไม่ควรข้ามสำหรับยูเครนเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างที่น่ากลัวสำหรับประเทศต่าง ๆ เช่น โรมาเนียที่ติดกับทะเลดำอีกด้วย และแบบอย่างดังกล่าวจะส่งผลไปไกลเกินกว่าทะเลดำ
รัสเซียอ้างสิทธิในไครเมียได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ชาวรัสเซียมองว่าคาบสมุทรไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตนมานานแล้ว และปูตินได้พูดถึง "สายสัมพันธ์ที่คงอยู่และไม่มีวันแตกสลาย" กับคาบสมุทรแห่งนี้ โดยกล่าวถึงรีสอร์ตริมทะเลดำและภูมิอากาศฤดูร้อนที่อุ่นสบาย
แต่ในอดีตไครเมียและพื้นที่ส่วนที่เหลือของยูเครนได้ลงคะแนนเสียงเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียตที่กำลังล่มสลายในปี 1991 และยูเครนยังอนุญาตให้รัสเซียเช่าท่าเรือเซวาสโทโพลเป็นฐานทัพสำหรับกองเรือทะเลดำด้วย
หลังจากผนวกไครเมียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในปี 2014 ปูตินพยายามทำให้รัสเซียยึดครองไครเมียได้อย่างมั่นคง โดยเริ่มจากการสร้างสะพานข้ามช่องแคบเคิร์ช (Kerch Strait) ด้วยระยะทาง 12 ไมล์ (ราว 19 กิโลเมตร) ในปี 2018 และยึดสะพานบกตามแนวชายฝั่งทะเลอาซอฟในปี 2022 ด้วย
ปูตินเองรู้สึกว่า เขากำลังแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับรัสเซียในอดีต เมื่อนิกิตา ครุสชอฟ ผู้นำโซเวียตในขณะนั้นได้โอนดินแดนไครเมียให้ยูเครนในปี 1954 และเขากล่าวว่า รัสเซีย "ไม่ได้ถูกขโมยเพียงเท่านั้น แต่นั่นคือ การปล้นสะดม"
ไครเมียถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิรัสเซียเป็นครั้งแรกภายใต้การปกครองของแคทเธอรีนมหาราชในปี 1783 และพื้นที่ส่วนใหญ่ของไครเมียยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียจนกระทั่งครุสชอฟตัดสินใจโอนดินแดนดังกล่าวไปให้ยูเครน
รัสเซียและยูเครนต่างก็เป็นสาธารณรัฐโซเวียต ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับทำเนียบเครมลินในปี 1954
ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของไครเมียเป็นชาวรัสเซีย เพราะประชากรชาวตาตาร์ไครเมีย (Crimean Tatars) ที่เคยตั้งรกรากส่วนใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้ถูกเนรเทศออกไประหว่างที่สหภาพโซเวียตอยู่ใต้การปกครองของสตาลิน ผู้นำเผด็จการในปี 1944
ต่อมาชาวตาตาร์สามารถกลับจากการลี้ภัยมายังไครเมียได้ในปี 1989 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย และปัจจุบันจำนวนประชากรกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของประชากรไครเมียเท่านั้น
ทางการรัสเซียจัดให้มีการลงประชามติอย่างรวบรัดในเดือน มี.ค. 2014 แต่ถูกชุมชนระหว่างประเทศปฏิเสธว่าเป็นการหลอกลวง และต่อมาสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน
ศาลอาญาระหว่างประเทศตัดสินว่ากิจกรรมของรัสเซียในไครเมียเท่ากับ "การยึดครองอย่างต่อเนื่อง"
เรฟัต ชูบารอฟ ประธานเมจลิส ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของชาวตาตาร์ไครเมีย ยืนกรานว่ายูเครนต้องปฏิเสธการประนีประนอมดินแดนใด ๆ อย่างเด็ดขาดเพื่อแลกกับสันติภาพ
"ไครเมียเป็นบ้านเกิดของชนพื้นเมืองชาวตาตาร์ไครเมียและเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน" เขากล่าว
ไครเมียอาจไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ในตอนนี้ แผนสันติภาพของทรัมป์ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่จากรายงานและคำกล่าวต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายคน ทำให้ทราบว่า ยูเครนจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ยากลำบากอื่น ๆ
การยึดครองของรัสเซียเกือบ 20% ในดินแดนยูเครนอาจจะได้รับการยอมรับโดยพฤตินัยภายใต้แนวรบที่มีอยู่ ซึ่งจะมีผลทำให้ความขัดแย้งใน 4 ภูมิภาคของยูเครน ได้แก่ โดเนตสค์ ลูฮันสค์ เคอร์ซอน และซาโปริซเซีย หยุดชะงักลงด้วย
สิ่งนี้จะได้รับการสนับสนุนจาก "การรับประกันความปลอดภัยที่มั่นคง" ตามรายงานของ Axios สื่อสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก "พันธมิตรที่เต็มใจ" (coalition of the willing) ที่มีอังกฤษ ฝรั่งเศส เข้าร่วม แต่ไม่มีสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการให้สัญญาว่าจะไม่ยอมรับยูเครนเข้าร่วมนาโต แม้ว่ายูเครนอาจเข้าร่วมสหภาพยุโรปก็ตาม
มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทั้งหมดจะถูกยกเลิก ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ด้วย
สื่อ Axios ยังเสนอว่า รัสเซียจะคืนพื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในภูมิภาคคาร์คิฟที่รัสเซียยึดครอง และอนุญาตให้ยูเครน "สัญจรผ่านแม่น้ำดนีเปอร์ได้โดยไม่มีการปิดกั้น" ในขณะที่สหรัฐฯ จะดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในซาโปริซเซีย ซึ่งรัสเซียยึดครองไว้ในปี 2022
นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และยูเครนในการแบ่งปันผลกำไรจากแร่ธาตุ ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรีเดนิส ชมีฮาล ของยูเครนจะลงนามกับสหรัฐฯ ภายในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (26 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น












