โจรปล้นธนาคารที่ใช้ “คีย์บอร์ด” แทน “ปืน” ฉกเงินเกือบ 500 ล้านบาทข้ามโลก ใน 2 ชั่วโมง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

จินตนาการว่าคุณเป็นแรงงานค่าแรงต่ำในอินเดีย แล้วจู่ ๆ ก็มีคนมาว่าจ้างให้เล่นเป็นตัวประกอบให้ภาพยนตร์บอลลีวู้ดเป็นเวลา 1 วัน บทบาทของคุณคือ ให้ไปที่เครื่องกดเงินอัตโนมัติ หรือตู้เอทีเอ็ม เพื่อถอนเงินออกมา

เมื่อปี 2018 ผู้ชายหลายคนในรัฐมหาราษฏระของอินเดีย เชื่อสนิทใจว่าพวกเขาได้รับว่าจ้างให้เล่นเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์ แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาถูกล่อลวงให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแผนปล้นธนาคารที่ทะเยอทะยานอย่างมาก

แผนปล้นครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ของเดือน ส.ค. ปี 2018 เป้าหมายอยู่ที่ธนาคาร “คอสมอส โค-โอเปอเรทีฟ” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองปูเน่

ในบ่ายที่เงียบสงบของวันเสาร์ พนักงานของธนาคารสาขาใหญ่ จู่ ๆ ก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนหลายฉบับติดต่อกัน

ข้อความเหล่านี้ถูกส่งมาจากบริษัทผู้ให้บริการชำระเงินผ่านบัตร วีซ่า ในสหรัฐฯ เตือนว่า จะมีคนหลายพันคนแห่ถอนเงินเป็นจำนวนมหาศาลผ่านตู้เอทีเอ็ม โดยประชาชนที่ใช้บัตรของธนาคารคอสมอสฯ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารคอสมอสตรวจสอบระบบดู กลับไม่พบธุรกรรมที่ผิดปกติ

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ทางธนาคารได้ขอให้ทาง วีซ่า ระงับธุรกรรมทั้งหมดจากบัตรของทางธนาคาร แต่การตัดสินใจที่ล้าช้าเพียงครึ่งชั่วโมงนี้เอง นำมาซึ่งบทเรียนราคาแพง

เพราะวันต่อมา วีซ่า เปิดเผยรายการธุรกรรมต้องสงสัยทั้งหมดต่อสำนักงานใหญ่ของธนาคารคอสมอสฯ และพบว่า มีการแห่ถอนเงินกว่า 12,000 ครั้ง จากตู้เอทีเอ็มทั่วโลก

ธนาคารสูญเงินไปมากเกือบ 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 481 ล้านบาท

นี่เป็นอาชญากรรมอาจหาญครั้งใหญ่ ที่อาศัยการปฏิบัติการที่สอดประสานพร้อม ๆ กัน จนอาชญากรสามารถปล้นเงินจากตู้เอทีเอ็มใน 28 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัสเซีย

และปฏิบัติการปล้นข้ามโลกนี้ เกิดขึ้นในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 13 นาที ถือเป็นอาชญากรรมแบบ “แฟลชม็อบ” ที่ไม่ธรรมดา

BBC
คำบรรยายภาพ, ลาซารัส กรุ๊ป เชื่อว่าทำงานให้รัฐบาลเกาหลีเหนือ

เจ้าหน้าที่สืบสวนตรวจสอบพบในท้ายที่สุดว่า ผู้อยู่เบื้องหลังเป็นกลุ่มแฮกเกอร์เงา ที่ปฏิบัติการโจรกรรมลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ด้วยความเชื่อว่า พวกเขาทำตามคำสั่งของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

แต่กว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะสาวไปถึงตัวแฮกเกอร์กลุ่มนี้ สิ่งที่หน่วยปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐมหาราษฏะพบในบันทึกภาพกล้องวงจรปิด สร้างความประหลาดใจและน่าทึ่ง เพราะพวกเขาเห็นชายหลายสิบคนเดินไปยังจุดกดเงินสด ใส่บัตรธนาคาร แล้วยัดปึกธนบัตรลงในกระเป๋า

“เราไม่เคยรู้เลยว่า มีเครือข่ายขบวนการรับกดเงินแบบนี้อยู่ด้วย” จเรตำรวจ บริเจช สิงห์ ผู้นำการสืบสวน กล่าว

เขาอธิบายว่า อาชญากรกลุ่มหนึ่งจะมีผู้ควบคุมดูแล ได้เจาะเข้าระบบกล้องวงจรปิด และคอยสังเกตการณ์ธุรกรรมของตู้เอทีเอ็มแบบเรียลไทม์ ผ่านคอมพิวเตอร์พกพา หากใครพยายามยักยอกเงินเก็บไว้ ผู้ควบคุมจะสังเกตเห็นได้ และลงโทษ

ภาพจากกล้องวงจรปิด และข้อมูลโทรศัพท์มือถือจากในพื้นที่ใกล้ตู้เอทีเอ็ม ทำให้เจ้าหน้าที่อินเดียสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 18 ราย หลังเกิดเหตุไปนานหลายสัปดาห์ ส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่ในเรือนจำ รอการพิจารณาคดี

จเรตำรวจ สิงห์ เล่าต่อว่า ชายเหล่านี้ที่ถูกล่อลวงให้มากดเงินให้แก็งอาชญากร ไม่ได้เป็นโจรมีประวัติ ส่วนใหญ่คนที่ถูกจับได้จะเป็นพนักงานบริหารในร้านอาหาร คนขับรถ คนทำร้องเท้า โดยมีคนหนึ่งจบปริญญาด้านเภสัชศาสตร์ด้วย

“พวกเขาเป็นคนอ่อนโยนด้วยซ้ำ” เขากล่าวแม้กระนั้น จเรตำรวจเชื่อว่า ตอนที่เกิดปฏิบัติการปล้นเงิน ชายเหล่านี้ที่ถูกหลอกว่าจ้างมาเป็น “ตัวประกอบ” ทราบดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

แต่คำถามคือ พวกเขารู้หรือไม่ว่า กำลังทำงานให้ใคร

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือที่แยกตัวโดดเดี่ยว และดำเนินการอะไรอย่างลับ ๆ อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ คิม จองอึน

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ คิม จองอึน

เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ถูกทุ่มไปที่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอานุภาพสูง ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติสั่งห้าม ด้วยเหตุนี้ สหประชาชาติจึงบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้เกาหลีเหนือทำการค้าขายกับประเทศอื่นได้ยาก

นับแต่ขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 11 ปีก่อน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ได้บังคับบัญชาการทดสอบอาวุธจำนวนมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน รวมถึงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ และการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปในเชิงยั่วยุ ภายใต้หน้ากากของการซ้อมยิง

ทางการสหรัฐฯ เชื่อว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้กลุ่มแฮกเกอร์ศักยภาพสูง เจาะเข้าไปในธนาคารและสถาบันทางการเงินหลายแห่ง เพื่อโจรกรรมเงินที่รัฐบาลเกาหลีเหนือจะนำมาอัดฉีดเข้าประเทศ ให้เศรษฐกิจคงอยู่ได้ รวมถึงนำไปใช้ลงทุนในโครงการพัฒนาอาวุธ

กลุ่มแฮกเกอร์ที่มีชื่อว่า ลาซารัส กรุ๊ป (Lazarus Group) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่าอยู่ภายใต้การสั่งการของหน่วยข่าวกรองทางทหารที่ทรงพลังของเกาหลีเหนือ ที่มีชื่อเรียกว่า สำนักงานตรวจการณ์ทางทหาร

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ ตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์นี้ ตามสาวกพระเยซูในคัมภีร์ไบเบิล ชื่อ ลาซารัส ผู้ฟื้นคืนชีพจากความตาย เหตุผลเพราะ เมื่อไวรัสคอมพิวเตอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์นี้ เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดมันออกไป

กลุ่มแฮกเกอร์ลาซารัส กลายเป็นที่โจษจันระดับโลก หลังอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ กล่าวหาเกาหลีเหนือว่า เจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของ โซนี พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในปี 2014 โดยสำนักสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ระบุว่า การเจาะระบบครั้งนั้น กระทำไปเพื่อตอบโต้ภาพยนตร์แนวตลกขบขันเรื่อง “The Interview” ที่ล้อเลียนถึงการลอบสังหารคิม จองอึน

แรงงานถอดป้ายโฆษณาภาพยนตร์​ "The Interview" หลังโซนี พิคเจอร์ส ประกาศยกเลิกการฉายหลังถูกแฮก

ที่มาของภาพ, Robyn Beck

คำบรรยายภาพ, แรงงานถอดป้ายโฆษณาภาพยนตร์​ "The Interview" หลังโซนี พิคเจอร์ส ประกาศยกเลิกการฉายหลังถูกแฮก

นับแต่นั้น ลาซารัส กรุ๊ป ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังความพยายามโจรกรรมเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 34,000 ล้านบาท จากธนาคารกลางแห่งบังกลาเทศในปี 2016, การโจมตีไซเบอร์ด้วยแรนซัมแวร์ ชื่อ “วานนาคราย” (WannaCry) เพื่อเรียกค่าไถ่เหยื่อจำนวนมากทั่วโลก รวมถึงบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ เอ็นเอชเฮส ด้วย

เกาหลีเหนือปฏิเสธการมีอยู่ของ ลาซารัส กรุ๊ป และข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือสั่งการกลุ่มแฮกเกอร์ให้ก่อเหตุเหล่านี้

แต่องค์กรผู้บังคับใช้กฎหมาย ระบุว่า การแฮก หรือการเจาะระบบของเกาหลีเหนือ ล้ำหน้ามาก อาจหาญมาก และทะเยอทะยานมากกว่าที่แล้ว ๆ มา

สำหรับการปล้นธนาคารคอสมอสฯ กลุ่มแฮกเกอร์ใช้เทคนิกเรียกว่า “เอทีเอ็ม แจ็คพอตติง” คือการทำให้เครื่องเอทีเอ็มปล่อยเงินออกมา เหมือนคุณเล่นสล็อตแมชชีนแล้วถูกแจ็คพอต

แล้วระบบธนาคารถูกปล้นด้วยวิธีนี้ได้อย่างไร ต้องอธิบายวิธีการว่า เริ่มจาก กลุ่มแฮกเกอร์ส่ง “อีเมลฟิชชิง” หรือ อีเมลหล่อลวงไปให้พนักงานธนาคาร ทำให้เมื่อพนักงานเปิดอีเมลและกดลิงค์ในนั้น จะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ถูกมัลแวร์โจมตี

เมื่อมัลแวร์เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว แฮกเกอร์ก็จะปรับเปลี่ยนซอฟแวร์ที่เรียกว่า “เอทีเอ็ม สวิช” ที่จะส่งข้อความไปยังธนาคาร ให้อนุมัติการถอนเงิน ณ ตู้กดเงิน

วิธีการนี้ จะทำให้แฮกเกอร์มีอำนาจที่จะทำให้ใครก็ได้ในโลก สามารถถอนเงินสดออกมาได้ สิ่งเดียวที่แฮกเกอร์ปรับแก้ไม่ได้ คือ ปริมาณเงินสดที่ถอนออกมาได้ในแต่ละครั้ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มแฮกเกอร์ต้องใช้บัตรเอทีเอ็มจำนวนมาก และคนอีกมากในพื้นที่ จะได้กดเงินออกมาได้ในปริมาณมาก

การเตรียมการนั้น กลุ่มแฮกเกอร์จะทำงานร่วมกับผู้สมรู้ร่วมคิด “โคลน” หรือ สำเนาบัตรเอทีเอ็มออกมา ผ่านการใช้ข้อมูลบัญชีธนาคาร ให้กลายเป็นบัตรปลอมที่ใช้ได้จริงกับตู้เอทีเอ็ม

บริษัทด้านความมั่นคงชื่อ บีเออี ซีสเต็มส์ เชื่อในทันทีว่านี่เป็นฝีมือของ ลาซารัส กรุ๊ป เพราะทางบริษัทได้สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มาหลายเดือนแล้ว และทราบว่าทางกลุ่มวางแผนโจมตีธนาคารในอินเดีย เหลือเพียงไม่รู้ว่าเป็นธนาคารไหนกันแน่

“มันคงเป็นเรื่องบังเอิญมากเกินไป หากเป็นการก่ออาชญากรรมของกลุ่มอื่น” เอเดรีน นิช นักวิจัยด้านความมั่นคงของบีเออี ระบุ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คนเกาหลีเหนือเดินทางไปต่างแดนได้ยาก

เขาเสริมต่อว่า ลาซารัส กรุ๊ป เป็นกลุ่มที่คล่องตัว และทะเยอทะยานมาก ในขณะที่ “กลุ่มอาชญากรส่วนใหญ่ จะพอใจที่ได้เงินมาไม่กี่ล้านก็พอแล้ว” แต่กลุ่มนี้ หวังเงินมหาศาลยิ่งกว่านั้น

แล้วกลุ่มแฮกเกอร์นี้ ควานหาผู้สมคบคิดในพื้นที่ต่าง ๆ ใน 28 ประเทศทั่วโลกได้อย่างไร ทั้งที่คนเกาหลีเหนือเดินทางออกนอกประเทศ ไปตามชักชวนคนเหล่านี้อย่างถูกกฎหมายไม่ได้

เจ้าหน้าที่สอบสวนด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยีจองสหรัฐฯ เชื่อว่า ลาซารัส กรุ๊ป ได้พบกับผู้อำนวยความสะดวกคนสำคัญในเว็บมืด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เต็มไปด้วยห้องฟอรัม หรือห้องสนทนาว่าด้วยการแลกเปลี่ยนทักษะการแฮกกิง รวมถึงแหล่งรวมอาชญากรที่มาขายบริการของตัวเอง

เมื่อเดือน ก.พ. 2018 ผู้ใช้เว็บมืดคนหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า “บิ๊กบอส” ได้โพสต์เคล็ดและวิธีการฉ้อโกงบัตรเครดิต เขายังระบุว่า ครอบครองอุปกรณ์ผลิตบัตรเอทีเอ็มปลอม เขายังอ้างว่า มีช่องทางเข้าหามิจฉาชีพที่รับถอนเงินในสหรัฐฯ และแคนาดา ด้วย

โพสต์ลักษณะนี้ เป็นบริการที่ ลาซารัส กรุ๊ป ต้องการเพื่อโจรกรรมธนาคารคอสมอส และพวกเขาก็ทำงานร่วมกับ “บิ๊กบอส” ด้วย

บีบีซีได้สอบถามไปยัง ไมค์ เดโบลต์ เจ้าหน้าที่บริหารด้านข่าวกรองของบริษัท อินเทล 471 บริษัทด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับผู้สมคบคิดเหล่านี้

ทีมของเดโบลต์พบว่า บิ๊กบอส มีการเคลื่อนไหวมาอย่างน้อย 14 ปีแล้ว และมีนามแฝงมากมาย ไม่ว่า จี, ฮาบิบิ, และ แบ็ควู้ด โดยนักสืบด้านความมั่นคง สามารถเชื่อมโยงเขากับชื่อบัญชีผู้ใช้เหล่านี้ได้ เพราะเขาใช้ชื่ออีเมลเดียวกัน แม้จะในฟอรัมที่ต่างกัน

“พูดง่าย ๆ เขาขี้เกียจ” เดโบลต์ ระบุ “เราเห็นแบบนี้ได้บ่อย ๆ นักแสดงเปลี่ยนนามแฝงในฟอรัม แต่พวกเขายังใช้ที่อยู่บัญชีอีเมลเดิม”

ในปี 2019 บิ๊กบอสถูกจับในสหรัฐฯ และพบว่าตัวตนของเขานั้นคือ กาเลบ อะลอมารี ชาวแคนาดาวัย 36 ปี เขายอมรับผิดตามข้อหาต่าง ๆ รวมถึงการฟอกเงินที่มาจากการจากกรรมธนาคารโดยกลุ่มแฮกเกอร์ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ และถูกตัดสินจำคุก 11 ปี กับอีก 8 เดือน

เกาหลีเหนือไม่เคยยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นธนาคารคอสมอส หรือการแฮกกิงต่าง ๆ โดยบีบีซีได้สอบถามสถานทูตเกาหลีเหนือประจำกรุงลอนดอน ถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รับคำตอบ

บีบีซีได้ติดต่อไปยังเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือ โช อิล โดยตรง ซึ่งตอบว่า ข้อกล่าวหาว่าเกาหลีเหนือดำเนินการแฮกข้อมูล และฟอกเงินนั้น เป็น “เรื่องโกหก” และเป็นความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อ “ทำลายภาพลักษณ์ของเกาหลีเหนือ”

เมื่อเดือน ก.พ. 2021 สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ประกาศข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิก ลาซารัส กรุ๊ป 3 คน คือ จอน ชาง ฮย็อก, คิม อิล และ ปัก จิน ฮย็อก ซึ่งทั้งหมดระบุว่า เคยทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองของกองทัพเกาหลีเหนือ และตอนนี้ เชื่อว่า ได้กลับไปอยู่ในเกาหลีเหนือแล้ว

ผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิก ลาซารัส กรุ๊ป

ที่มาของภาพ, DOJ

คำบรรยายภาพ, ผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิก ลาซารัส กรุ๊ป

ทางการสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ประเมินว่า เกาหลีเหนือมีแฮกเกอร์ราว 7,000 คนที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี และมีความเป็นไปได้สูงที่ไม่ใช่ทุกคนจะปฏิบัติการอยู่ภายในประเทศ เพราะในเกาหลีเหนือนั้น มีประชาชนส่วนน้อยเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อินเทอร์เน็ต แฮกเกอร์จึงมักถูกส่งไปปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศ

ริว ฮยอน วู อดีตนักการทูตเกาหลีเหนือ และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดที่แปรพักตร์ หนีออกจากเกาหลีเหนือ ได้อธิบายถึงวิธีการทำงานของแฮกเกอร์ในต่างประเทศ

ในปี 2017 เขาทำงานให้กับสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือในคูเวต ช่วยเรื่องการจัดหางานให้แรงงานเกาหลีเหนือกว่า 10,000 คนในภูมิภาค หลายคนทำงานก่อสร้างในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เชีย และเช่นเดียวกับแรงงานเกาหลีเหนือในประเทศทุกคน พวกเขาต้องส่งมอบเงินที่หามาได้เกือบทั้งหมดให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ

ริว ระบุว่า สถานทูตที่เขาทำงานด้วย ทุกวัน จะมีสายโทรศัพท์โทรมาจากผู้ควบคุมแฮกเกอร์ 9 คนที่อาศัยและทำงานอยู่ในที่พักอาศัยที่แออัดในนครดูไบ “พวกเขาต้องการแค่นั้น คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต”

เกาหลีเหนือปฏิเสธการวางตัวแฮกเกอร์ไว้ในต่างแดน ระบุเพียงว่าพวกเขาเป็นพนักงานสายเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีวีซ่าถูกต้อง แต่คำให้การของริว ตรงกับข้อกล่าวหาของเอฟบีไอว่า หน่วยงานไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ ปฏิบัติงานอยู่ตามหอพักทั่วโลก

เมื่อเดือน ก.ย. 2017 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งรุนแรงที่สุดต่อเกาหลีเหนือ จำกัดการนำเข้าเชื้อเพลิง และจำกัดการส่งออกเพิ่มเติม พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกสหประชาชาติส่งแรงงานเกาหลีเหนือกลับประเทศ ภายใน ธ.ค. 2019

แต่กระนั้น กลุ่มแฮกเกอร์เหล่านี้ยังคงเคลื่อนไหว ตอนนี้ พวกเขาพุ่งเป้าไปที่บริษัทด้านสกุลเงินดิจิทัล และประเมินว่า พวกเขาโจรกรรมเงินคริปโตไปแล้วกว่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทางการสหรัฐฯ เรียกแฮกเกอร์เหล่านี้ว่า “โจรปล้นธนาคารระดับโลก” ที่ใช้ “คีย์บอร์ดแทนปืน”