องค์การอนามัยโลกชี้โรงพยาบาลอัล-ชีฟา เป็น “เขตมรณะ” ขณะที่คนหลายร้อยต้องอพยพ

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
- Author, โอลิเวอร์ สโลว์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี นิวส์
องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกโรงพยาบาลอัล-ชีฟาว่าเป็น "เขตมรณะ" ภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ที่โรงพยาบาลซึ่งเคยเป็นโรงพยาบาลหลักของฉนวนกาซา
เจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ (UN) และ WHO ใช้เวลาราว 1 ชม. ในการตรวจสอบและประเมินโรงพยาบาลอัล-ชีฟา ก่อนกล่าวว่า พวกเขาเห็นร่องรอยกระสุน การยิงต่อสู้ และสังเกตเห็นหลุมศพจำนวนมากที่ทางเข้าโรงพยาบาล ซึ่งใช้ฝังร่างผู้เสียชีวิต 80 ศพ
ภายหลังกองทัพอิสราเอลมีคำสั่งให้อพยพผู้คนโดยด่วน พบว่า ผู้ป่วยหนัก 300 รายยังคงอยู่ในอัล-ชีฟา ซึ่งเดิมเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในฉนวนกาซา
เจ้าหน้าที่ WHO กล่าวว่า กำลังเตรียมความพร้อมในการอพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เหลืออยู่อย่างเร่งด่วนไปยังสถานที่อื่น ๆ ในฉนวนกาซา
ผู้คนหลายร้อยคน รวมถึงผู้ป่วยต้องออกจากโรงพยาบาลอัล-ชีฟา เมื่อวันเสาร์ (18 พ.ย.) บางส่วนเดินอยู่ตามท้องถนนซึ่งเต็มไปด้วยเศษอิฐ หิน ปูน ขณะที่เสียงปืนยังดังขึ้นต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวที่โรงพยาบาลบอกกับบีบีซีว่า มีเพียง "ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และแพทย์จำนวนน้อยมาก" ที่ยังเหลืออยู่
“เรายกมือขึ้นและชูธงขาว” คาเดอร์ ผู้สื่อข่าวที่ปักหลักรายงานข่าวที่โรงพยาบาลอัล-ชีฟา กล่าวกับบีบีซี
“เมื่อคืนนี้ลำบากมาก เสียงระเบิดและเสียงปืนดังจนน่ากลัว รถเกลี่ยดินขุดหลุมขนาดใหญ่ในลานโรงพยาบาลและรื้อถอนอาคารบางส่วนออกไป”

ที่มาของภาพ, Reuters
ก่อนหน้านี้ กระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า มีผู้ป่วย 120 รายยังอยู่ภายในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับทารกคลอดก่อนกำหนด แต่ไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด
ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ปฏิเสธว่า ไม่ได้ออกคำสั่งอพยพ โดยอ้างว่ากองทัพเห็นด้วยกับคำร้องขอของผู้อำนวยการโรงพยาบาลอัล-ชีฟา เพื่อให้ชาวกาซาที่อยู่ในโรงพยาบาลและต้องการอพยพ ได้อพยพออกไปโดยใช้ "เส้นทางที่ปลอดภัย"
“IDF ไม่ได้สั่งการให้อพยพผู้ป่วยหรือทีมแพทย์แต่อย่างใด และโดยข้อเท็จจริง คำร้องขออพยพทางการแพทย์ใด ๆ ก็ตาม จะได้รับการอำนวยความสะดวกจาก IDF” แถลงการณ์ระบุ
ดร.ราเมซ รัดวาน แพทย์โรงพยาบาลอัล-ชีฟา กล่าวว่า เขาได้รับคำสั่งให้ออกจากอัล-ชีฟาโดยทางการอิสราเอล พร้อมบรรยายสถานการณ์ที่โรงพยาบาลว่า "ยากแค้นลำเค็ญ" ไม่มียาแก้ปวดหรือยาปฏิชีวนะ และผู้ป่วยบางรายมี "พยาธิออกมาจากบาดแผล" แล้ว
ไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลบุกโจมตีโรงพยาบาลแห่งนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิบัติการมุ่งเป้าโจมตีกลุ่มฮามาส" แต่ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานสำคัญที่ว่าฮามาสใช้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการ
กองทัพอิสราเอลแจ้งให้ชาวปาเลสไตน์ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาเร่งอพยพออกไปเพื่อความปลอดภัยของตนเอง และขณะนี้ เริ่มบอกประชาชนในเมืองข่าน ยูนิส ทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งมีผู้คนหลายพันคนที่หนีภัยสู้รบมาจากตอนเหนือมาอาศัยอยู่ ให้ออกจากพื้นที่ด้วย

ที่มาของภาพ, ฺBBC
เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขซึ่งควบคุมโดยกลุ่มฮามาสกล่าวว่า เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งในเมืองจาบาเลีย ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 80 ราย
ขณะที่ทางการอิสราเอลกล่าวกับบีบีซีว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการโจมตีโรงเรียนที่ถูกใช้เป็นค่ายผู้อพยพของยูเอ็น แต่กำลังสืบสวนอยู่
บีบีซีแวรีไฟร์ระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของโรงเรียน al-Fakhoura ในเมืองจาบาเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นตามส่วนต่าง ๆ ของอาคาร
ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย และครึ่งหนึ่งอยู่ในห้องแห่งหนึ่งที่ชั้นล่าง ซึ่งอยู่ในสภาพเสียหายอย่างหนัก
ฟิลิปเป ลาซซารินี หัวหน้าองค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (UNRWA) กล่าวว่า ได้เห็น “ภาพวิดีโออันน่าสยดสยองของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก” ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่หน่วยงานของเขา “ให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นหลายพันคน”
“การโจมตีเหล่านี้ไม่สามารถกลายเป็นเรื่องปกติได้ พวกเขาจะต้องหยุด” เขากล่าว
กระทรวงสาธารณสุขของกลุ่มฮามาสเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 รายจากครอบครัวเดียวกันในสถานที่อื่น ๆ ในจาบาเลีย พร้อมระบุว่าเป็นการโจมตีของอิสราเอล
ด้าน IDF ไม่ได้แสดงความเห็นทันทีต่อรายงานข่าวที่ออกมา แต่บอกว่า พวกเขากำลังขยายการปฏิบัติการในฉนวนกาซา รวมถึงในจาบาเลีย เพื่อล็อกเป้ากลุ่มฮามาส
นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. อิสราเอลระบึว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,200 คน และอีก 240 คนถูกจับเป็นตัวประกัน
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาเพิ่มเป็น 12,300 ราย และเกรงว่าจะมีอีกกว่า 2,000 รายถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ที่มาของภาพ, Getty Images











