กทม. จับมือภูมิสถาปนิกชุบชีวิตคลองเมืองกรุง เชื่อมถนน-สวนสาธารณะ นำร่องที่คลองช่องนนทรี

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์ กทม.
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
ฝนใกล้หมดแล้ว คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยคงจะรู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องคอยกังวลว่าน้ำจะท่วมบ้านหรือหวาดหวั่นว่ารถจะติดแหง็กอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยน้ำ แต่อีกไม่นานปัญหาน้ำท่วม-น้ำรอการระบายก็จะกลับมาอีกครั้งในฤดูฝนหน้า
ปัญหาซ้ำซากเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เริ่มกลับมาคิดถึงการพัฒนาเมืองในช่วงที่ผ่านมาและพบว่าสิ่งที่ถูกละเลยไปก็คือคลอง ทั้งที่คลองมีบทบาทสำคัญในการระบายน้ำ-หน่วงน้ำในช่วงฤดูฝน ช่วยป้องกันบรรเทาอุทกภัยในเมืองหลวงได้
กทม. จึงมีแผนการที่จะหันกลับมาให้ความสำคัญกับคลอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของกชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบพื้นที่สาธารณะหลายแห่งในไทย
"พื้นฐานของกรุงเทพฯ เป็นเมืองน้ำ แต่การพัฒนาที่ผ่านมาพูดถึงน้ำน้อยมาก ว่าเราจะอยู่กับน้ำได้ยังไง...เป็นเมืองน้ำแต่ไม่ได้สนใจว่าคลองหายไป แต่ก่อน (กรุงเทพฯ) มีคลอง 4,000 กว่าสาย ตอนนี้เหลือแค่ประมาณครึ่งเดียวเอง" กชกรกล่าวกับบีบีซีไทย
จากการสำรวจของสำนักการระบายน้ำ กทม. ในปี 2563 กรุงเทพฯ มีคลองเหลืออยู่ 1,980 สาย ในพื้นที่ 50 เขต รวมระยะทาง 2,700 กม. โดยประมาณ
กรุงเทพฯ ในอดีตเป็นเมืองเกษตรกรรม เคยใช้สายน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยถนนคอนกรีตและตึกสูง ในทัศนะของภูมิสถาปนิก การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเมืองไปสู่ยุคสมัยใหม่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ปัญหาคือมันเป็นการพัฒนาที่ "ละเลยศักยภาพของเมือง"
ด้วยกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นทีดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ การจัดการน้ำจึงต้องคำนึง 3 ปัจจัยสำคัญ คือ "น้ำหนุน น้ำเหนือ น้ำฝน" ซึ่งล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัยได้ทั้งสิ้น
กชกรมองว่า การทำความเข้าใจลักษณะทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติของเมืองเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเมือง เพื่อไม่ให้สวนทางกับพลวัตของระบบนิเวศ
"ฟื้นเมืองด้วยต้นทุนที่มี คำว่าต้นทุนมันมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เมืองไม่ได้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า แต่อยู่มาเป็นร้อยปี ผ่านการสร้างทับ ๆ กันไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มองว่าระบบนิเวศจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว"

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์ กทม.
สำหรับกชกร "ต้นทุน" ของกรุงเทพฯ ก็คือความเป็นเมืองน้ำและการมีคลองจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้ คลองต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
สอดคล้องกับความเห็นของนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษก กทม. ที่ยอมรับว่า ปัญหาของการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งเกิดจากละเลยการพัฒนาคลองให้เติบโตไปพร้อมกับการขยายของเมือง
"คลองถูกใช้เป็นท่อ แต่ท่อไม่ได้ถูกใช้" โฆษก กทม. ผู้มีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นบุตรชายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่า กทม.
น้ำและคลองในมุมมองภูมิสถาปนิก
กชกรมองว่าการฟื้นฟูคลองในกรุงเทพฯ จะต้องเชื่อมโยงกับส่วนอื่น ๆ ของเมืองด้วย
"เราจะมองมิติเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เช่น ถนนไว้เดิน ต้นไม้ก็อยู่ไป หรือคลองไว้ระบายน้ำอย่างเดียว แต่ตอนนี้ต้องมองภาพว่าเวลาจะพัฒนาอะไรต้องเอื้อกับส่วนอื่น อย่างเราพัฒนาทางเดิน ก็ต้องคิดถึงพื้นที่สีเขียว แล้วคิดต่อว่าต้นไม้นั้นรับน้ำได้มั้ย หรือช่วยกรองน้ำก่อนลงคลองได้มั้ย"
อีกประเด็นหนึ่งที่กชกรให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนกรุงเทพฯ กับน้ำและคลอง ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตว่าคนกรุงเทพฯ มีอาการ "กลัวน้ำ" ซึ่งอาจมาจากปัญหาหลาย ๆ ที่เกิดขึ้นจากน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำเน่าเสียหรือแม้แต่อุบัติเหตุทางน้ำ
กชกรเห็นว่าโจทย์ที่ยากที่สุดของการออกแบบพื้นที่เพื่อนำคลองกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนกรุง ก็คือทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ "เลิกกลัวน้ำ" และสิ่งหนึ่งที่ภูมิสถาปนิกรายนี้ทำก็คือการเสนอให้นำรั้วกั้นออกจากริมฝั่งคลองในจุดที่เหมาะสมและไม่เกิดอันตรายเพื่อให้คนมีปฏิสัมพันธ์กับคลองมากขึ้น
"นี่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนทางกายภาพ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด มันคือความสัมพันธ์ อย่างเราอยู่กับคน ๆ หนึ่ง แต่มีผนังกั้นอยู่ เราจะรู้จักเข้าใจและเห็นคุณค่าของคนนั้นได้ยังไง"
นอกจากนี้ สิ่งที่กชกรเสนอว่าต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองให้กลับมาใสสะอาด เพราะเธอเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่คนกรุงส่วนมากไม่อยากเข้าใกล้คลองก็เพราะน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น แต่ถ้ามีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี น้ำใสสะอาด ประชาชนก็จะอยู่ใกล้ชิดริมคลองได้อย่างสะดวกใจ
โครงการนำร่องเชื่อมคลอง-ถนน-สวนสาธารณะ
จากแนวคิดดังกล่าวของ กทม. และภูมิสถาปนิก กทม.ได้เลือกคลองช่องนนทรีเป็นพื้นที่นำรองในการฟื้นฟูคลองโดยเชื่อมโยงกับพื้นที่ข้างเคียงภายใต้โครงการ "ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต" (Regenerative Bangkok) ซึ่งมีพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ (28 ต.ค.)
หากใครผ่านไปมาแถวแยกสาทร-นราธิวาส หรือที่เรียกกันว่าสะพานช่องนนทรีตอนนี้จะเห็นว่ามีการใช้เครื่องมือหนักปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้าง "สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี" ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งคลอง ถนน ทางเท้า และสวนสาธารณะเข้าด้วยกัน ได้แก่ ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ ถ.สีลม ถ.สาทร ถ.พระราม 1 คลองผดุงกรุงเกษม และสะพานเขียวซึ่งเป็นทางที่เชื่อมสวนลุมพินีและสวนเบญจกิตติ
โครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรีจะเริ่มต้นจาก ถ.สุรวงศ์จรดแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร แบ่งโครงการออกเป็น 5 ช่วง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในช่วงที่ 2 ระยะทาง 200 เมตร งบประมาณ 80 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการได้บางส่วนในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ ก่อนที่โครงการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ส.ค. 2565

ที่มาของภาพ, Smitanan Yongstar/BBC Thai
กชกรซึ่งเป็นผู้ออกแบบโครงการอธิบายว่า การพัฒนาคลองครั้งนี้ไม่เพียงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบการบริหารจัดการคลอง โดยมีระบบแยกน้ำเสียจากครัวเรือนออกมาบำบัดที่โรงบำบัดน้ำเสียคลองช่องนนทรี ก่อนจะปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
"ช่องนนทรีเชื่อมโยงกับสาทร สาทรเชื่อมโยงกับสวนลุมพินี ซึ่งมักมีปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถนำน้ำจากคลองมาใช้ได้เพราะน้ำเน่า" กชกรกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และย้ำว่าการปรับปรุงคลองครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการปรับปรุงคุณภาพน้ำทั้งระบบ เพื่อให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ และยังใช้คลองเหล่านี้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมได้อีกด้วย
ของขวัญปีใหม่คนกรุงเทพฯ
ในพิธีเปิดตัวโครงการ "ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต" วันนี้ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าสวนสาธารณะคลองช่องนนทรีจะเป็นเหมือน "ของขวัญปีใหม่ให้คนกรุงเทพฯ"
เขาย้ำเช่นกันว่าเป้าหมายที่สำคัญของการสร้างสวนสาธารณะช่องนนทรีที่มากไปกว่าการปรับปรุงภูมิทัศน์เชื่อมโยงคลอง ถนนและสวนสาธารณะเข้าด้วยกันก็คือ "ประโยชน์ของการบริหารจัดการน้ำ"

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์ กทม.
"เวลาหน้าแล้ง สวนลุมพินีมีน้ำไม่พอใช้ แต่ต่อไปเราจะเชื่อม ผลักดันน้ำ เอาน้ำดีไปผลักน้ำเสียออก จากสวนลุมฯ เราจะเชื่อมคลองไผ่สิงโต เราจะเอาน้ำจากเจ้าพระยาไปคลองไผ่สิงโต สาทร"
พล.ต.อ. อัศวินบอกว่าเมื่อโครงการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ช่วงกลางปี 2565 สวนลุมฯ จะมีน้ำผ่าน 140,000 ลิตรต่อวัน จากเดิมที่มีเพียง 7,000 ลิตรต่อวัน
พล.ต.อ. อัศวิน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ประกาศท่าทีชัดเจนว่าจะลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะขึ้นในปีหน้าหรือไม่ บอกด้วยว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ด้วยที่จะต้องพัฒนาแบบเชื่อมโยงไปพร้อม ๆ กัน ทั้งทางน้ำ ทางเท้า ระบบสาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียว
"ต่อไปเราจะทำอะไรเราจะทำพร้อมกันทีเดียว...เราจะไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แล้วมันจะทำไม้หยุดไม่หย่อนเลย เดี๋ยวก็ขุด เดี๋ยวก็ขุด" ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว










