โควิด-19 : "กรุงเทพแซนด์บ็อกซ์" พร้อมรับผู้มาเยือนจากต่างแดนหรือยัง อะไรยังเป็นข้อกังวล

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, บีบีซีไทย
การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทางการไทย หลังการระบาดระลอกที่ 3 ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมากำลังทรงตัว
หมุดหมายสำคัญรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยลั่นวาจาไว้เมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ภายใน 120 วันต้องเปิดประเทศระยะที่สองให้ได้ โดยคาดว่าจะครบกำหนดภายในช่วงกลางเดือนต.ค. นี้ แต่มีแนวโน้มต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อยสองสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศจะเกิดขึ้นผ่านพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมทั้งความปลอดภัยของคนไทยเป็นสิ่งสำคัญ
ปัจจัยที่ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานครเห็นพ้องตรงกันก่อนที่จะพิจารณาเปิดมี 3 ประการหลัก ๆ เช่นเดียวกันกับที่เคยนำมาใช้กับโครงการ "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" ดังนี้
1. อัตราการฉีดวัคซีนครบโดสครอบคลุม 70% ในพื้นที่แล้วหรือไม่
นัยสำคัญของการฉีดวัคซีนครบโดสหรืออย่างน้อยสองเข็ม 70% ของประชากร หมายถึงการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการระบาดของโรคโควิด-19

ที่มาของภาพ, Reuters
หากย้อนไปพิจารณากรณีของ "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" ก่อนการเดินหน้าเปิดเกาะต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ภูเก็ตต้องได้รับวัคซีนจากส่วนกลางในจำนวนที่ครบโดสที่ครอบคลุมจำนวนชาวภูเก็ตที่มีอยู่ประมาณ 540,000 คน รวมถึงประชากรแฝงระดมฉีดก่อนตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมาและสามารถฉีดได้ครบตามเป้าหมาย 70% ภายใน มิ.ย. เพื่อให้สามารถสร้างภูมคุ้มกันได้ทันก่อนเปิดเมืองอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ค.
ส่วนความพร้อมของกรุงเทพมหานครยังเป็นข้อกังวล พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายครั้ง ย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยของคนในพื้นที่เป็นอันดับแรก ต้องการให้ 70% ของประชากรผู้ใหญ่ในเมืองหลวงได้รับวัคซีนครบโดส โดยคาดว่าจะครบตามเป้าหมายที่กำหนดราววันที่ 22 ต.ค. แต่ตามหลักทางการแพทย์อาจจะต้องรอต่อไปอีก 7-14 วัน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน

ที่มาของภาพ, EPA
การหารือระหว่างกทม. และ หน่วยงานทางการท่องเที่ยวเรื่องการเปิดเมืองเมื่อ22 ก.ย. ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ยอมรับว่ากรุงเทพฯ มีความพร้อมเพียง 51.64% เมื่อพิจารณาจากความก้าวหน้าในการได้รับวัคซีนของคนกรุงเทพฯ ที่ยังอยู่ที่ 44.09% ควรได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 70% ขึ้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 608 ที่ควรถึง 80% ก่อน
ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็เร่งฉีดวัคซีนอย่างหนักเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ อย่างในวันนี้ 24 ก.ย. ซึ่งตรงกับวันมหิดล วันรำลึก "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย" กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าว่าจะฉีดทำสถิติสูงสุดให้ได้ 1 ล้านโดส

2. แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
นับตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. เป็นต้นมา จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมยอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังสูงกว่า 10,000 รายต่อวัน โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการติดเชื้อภายในประเทศ
สำหรับกลุ่มแรกคือกรุงเทพฯ และชลบุรี มีแนวโน้มลดลงจากต้นเดือนก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยอดผู้ติดเชื้อยังคงสูง ในกรุงเทพฯ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังสูงกว่า 2,000 ราย ขณะที่ชลบุรียังมีรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายวันมากกว่า 700 ราย
สำหรับกลุ่มที่สองประกอบด้วย เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่ แม้ยอดผู้ติดเชื้อจะอยู่ในระดับ 100 ราย แต่หากพิจารณาแนวโน้มนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เป็นต้นมายังตัวเลขยังคงผกผันอย่างมากจนไม่สามารถระบุได้ถึงแนวโน้มว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง
3. ระบบสาธารณสุขรองรับการส่งตัวและรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพียงพอหรือไม่
ก่อนการเปิด "โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" หนึ่งในมาตรการที่จังหวัดภูเก็ตเตรียมการไว้ในด้านการรักษาพยาบาลคือ การเตรียมเตียงและห้องไอซียูรองรับผู้ป่วยประสิทธิภาพสูง เทียบเท่า รพ. ขนาดใหญ่ และ cohort อีกทั้งยังมีความพร้อมในการจัดตั้ง รพ.สนาม ได้ภายใน 48 ชม. เพื่อรองรับกรณีที่มีการติดเชื้อของนักท่องเที่ยวภายใต้โครงการ
นพ. เควตสรร นามวาท ผอ. กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ว่า ในแง่การครองเตียงโดยภาพรวมของไทยยังมีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ แม้ว่าผู้ป่วยใส่ท่อหายใจที่มีแนวโน้มคงตัวอยู่ก็ไม่น่าเป็นปัญหา
แนวโน้มดังกล่าวสอดรับทิศทางก่อนหน้านี้ ที่ นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยในปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์โควิด 19 ขณะนี้มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้อัตราครองเตียงในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลเริ่มผ่อนคลาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยสีเหลืองและเขียว
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวพร้อมหรือไม่
ผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรมในพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัดต่างรอคอยการปลดล็อกจากภาครัฐและหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้ธุรกิจได้เดินหน้าหลังจากรอคอยมานานเกือบหนึ่งปีครึ่งหรือเกือบ 18 เดือน เนื่องจากเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศกว่า 16-17% ของจีดีพี มาจากธุรกิจท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักไปนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศปิดประเทศในปลายเดือนมี.ค. 2563 ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Delivering Asia Communications
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทยบอกกับบีบีซีไทยว่า ร้านอาหารที่มีขนาดตั้งแต่ 50 -200 ต.ร.ม. ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ถือว่าได้รับการฉีดครบแล้ว โดยในวันที่ 22 ก.ย. จะสามารถฉีดครบ 100,000 คน ขณะที่บางส่วนผู้ประกอบการก็ได้ซื้อวัคซีนเพื่อฉีดให้กับพนักงานเองด้วย
"ในส่วนของร้านอาหารเราฉีดไปเยอะแล้ว แต่สำหรับกลุ่มแผงลอยอาหารต่างๆ ที่มีลูกจากชาวต่างด้าวอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่สมาคมฯ พยายามดำเนินการช่วยฉีด" นางฐนิวรรณ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการร้านอาหารต่าง ๆ เริ่มปรับตัวและดำเนิน มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (Covid Free Setting) ไปแล้ว แต่สิ่งที่จะต้องสร้างความเข้าใจนอกจากสถานประกอบการแล้ว กลุ่มผู้เข้าใช้บริหาร เช่น ลูกค้า หรือรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวการรับรองการฉีดวัคซีน หรือการแสดงผลตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ที่สถานพยาบาลรับรองด้วย
นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทยเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า โรงแรมในเขตกรุงเทพฯ ราว 70-90% ที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่พนักงานได้รับวัคซีนครบโดสไปแล้วและคิดว่าพร้อมในการให้บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้
"ถ้าถามว่าทำไมไม่กลัว เพราะว่านักท่องเที่ยวต่างชาติก่อนจะเดินทางเข้ามาในไทยจะต้องฉีดวัคซีนครบโดสแล้วและตรวจหาเชื้อล่วงหน้า 72 ชั่วโมง และฉีดวัคซีนครบโดสจากประเทศต้นทาง" นางมาริสากล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงสนามบินที่ไทยก็จำเป็นต้องตรวจหาเชื้ออีกครั้งด้วยวิธี RT-PCR ก่อนและยังมีการตรวจหาเชื้อเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 2 ครั้งระหว่างการพำนักในไทยและพวกเขายังต้องพักในโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ รับรอง ว่าเป็นสถานประกอบการที่มีมาตรการทางสุขอนามัยในการควบคุมโรคโควิด-19 โดยมีพนักงานในสถานประกอบการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วเกินกว่า 70%
"ไม่กลัวต่างชาติจะเอาเชื้อมาติด แต่กลัวคนไทยเอาเชื้อไปติดเขา นั่นจะเสียหน้ามากกว่า หนึ่งในสาเหตุก็มาจากเราไม่สามารถทำให้การเข้าถึงชุดตรวจ ATK และทำความเข้าใจ แม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม" นางฐนิวรรณกล่าว
โปรดรอ
ปลดล็อกเคอร์ฟิว-นั่งดื่มในร้านได้จริงหรือไม่
ตัวแทนจากธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมให้ความเห็นว่านอกจากความพร้อมฝ่ายผู้ประกอบการแล้ว หนึ่งในปัจจัยหลักที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางในท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น คือ การปลดล็อกเคอร์ฟิว รวมทั้งการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ในร้านอาหารและโรงแรม
แม้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตัดสินใจเลื่อนการนำเสนอแผนการเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวระยะที่สองออกไปจากกำหนดเดิม 1 ต.ค. เป็น 1 พ.ย. เพื่อรอความพร้อมใน 3 ปัจจัยข้างต้นและความปลอดภัยของคนในพื้นที่ แต่เงื่อนปมที่ผูกกับการบังคับประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับการเปิดพื้นที่นำร่องในกรุงเทพฯ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และชลบุรี ซึ่งยังคงถูกจัดให้เป็นพื้นที่สีแดงเข้ม

ที่มาของภาพ, ที่มา: ศบค.
ขณะที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งต่ออายุมาแล้ว 13 ครั้ง ยังมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะขยายระยะเวลาอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ.2558 พ.ศ..... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อแยกการจัดการกรณีโรคติดต่อในสถานการณ์ปกติออกจากโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่มีลักษณะของการเป็นโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่ออุบัติซ้ำ ซึ่งต่อไปจะได้ไม่ต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นพ. เควตสรร กล่าวยอมรับในระหว่างการแถลงข่าวรายวันของ ศบค. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่า ขั้นตอนหลังจากการที่ ครม. เห็นชอบแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำรายละเอียด ข้อเสนอแนะจากที่ประชุม ครม. ไปปรับปรุงเนื้อหาสาระให้มีความเหมาะสมถูกถ้วนตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง
"ไม่สามารถกำหนดชัดได้ว่า ประมาณเมื่อไหร่ อยากจะย้ำว่า อย่าเข้าใจว่า พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมนี้มีผลแล้ว ไม่ใช่นะครับยังไม่มีผลในตอนนี้ คาดว่า 1 ต.ค. ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะต้องใช้ระยะเวลาอย่างรอบคอบสักระยะหนึ่ง" นพ. เควตสรรกล่าว
จากคำตอบของผอ. กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน จึงทำให้มีแนวโน้มที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินยังคงมีผลบังคับต่อไปและอาจจะทำให้จังหวัดสีแดงเข้ม ต้องตกอยู่ภายใต้มาตรการเคอร์ฟิว หรือการห้ามออกจากเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. และงดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้านอีก
อย่างไรก็ตาม บทสรุปทั้งหมดนี้ ศบค. จะให้คำตอบอีกครั้งในวันจันทร์ (27 ก.ย.) นี้
โปรดรอ







