โควิด-19: ทำความเข้าใจมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์รอบ 1 ก.ย.

พนักงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าทำความสะอาดร้านเตรียมต้อนรับลูกค้า ในวันนี้ (1 ก.ย.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พนักงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าทำความสะอาดร้านเตรียมต้อนรับลูกค้า ในวันนี้ (1 ก.ย.)

ยอดการติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลง ความพยายามที่จะเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแนวคิดที่ว่าคนไทยต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติม ซึ่งเริ่มต้นในวันนี้ (1 ก.ย.)

แม้จะมีการผ่อนคลายบางมาตรการบางอย่างลง แต่ ศบค. บอกว่าการดำเนินกิจการและกิจกรรมต่าง ๆ ในการคลายล็อกดาวรอบนี้จะคงอยู่ภายใต้มาตรการหลัก 2 ข้อ คือ 1) มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบบบครอบจักรวาล (Universal Prevention)ซึ่งหมายถึงการป้องกันตัวเองขั้นสูงสุดตลอดเวลาเสมือนว่าทุกคนรวมทั้งตัวเองเป็นผู้ติดเชื้อ และ 2) มาตรการองค์กร "ปลอดโควิด" (Covid-free setting) ซึ่งประกอบด้วยการรักษาสุขอนามัย มีระบบระบายอากาศดี มีการเว้นระยะห่าง บุคลากรได้รับวัคซีนต้านโควิดครบตามเกณฑ์และได้รับการตรวจหาเชื้อด้วย ATK เป็นประจำ เป็นต้น

รายละเอียดการผ่อนปรนมาตรการในครั้งนี้ปรากฏอยู่ในข้อกำหนดฉบับที่ 32 ตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งระบุเหตุผลของการออกข้อกำหนดว่า "สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบัน ฝ่ายสาธารณสุขได้ประเมินว่าค่อนข้างทรงตัวและมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทำงที่ดีขึ้น แม้จำนวนของผู้ป่วยอาการรุนแรงจะยังคงมีระดับสูงอันเป็นผลจากการสะสมของผู้ติดเชื้อในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันมีจำ นวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้ที่ได้รับการรักษาพยาบาลจนหายป่วยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย"

บีบีซีไทยประมวลข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการคลายล็อกดาวน์ครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน ตามที่ปรากฏในข้อกำหนดนี้มาไว้ดังนี้

มีอะไรเหมือนเดิมบ้าง

การจัดกลุ่มจังหวัดตามระดับความรุนแรงและความเสี่ยงของสถานการณ์การระบาดยังคงเดิม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดรวม 29 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา, กาญจนบุรี, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ตาก, นครนายก, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, เพชรบุรี, เพชรบูรณ์, ระยอง, ราชบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สมุทรสงคราม, สระบุรี, สุพรรณบุรี และอ่างทอง
  • พื้นที่ควบคุมสูงสุด รวม 37 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์, กำแพงเพชร, ขอนแก่น, จันทบุรี, ชัยนาท, ชัยภูมิ, ชุมพร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตรัง, ตราด, นครศรีธรรมราช, นครสวรรค์, บุรีรัมย์, พัทลุง, พิจิตร, พิษณุโลก, มหาสารคาม, ยโสธร, ระนอง, ร้อยเอ็ด, ลำปาง, ลำพูน, เลย, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สตูล, สระแก้ว, สุโขทัย, สุรินทร์, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์, อุทัยธานี, อุดรธานี, อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ
  • พื้นที่ควบคุมรวม 11 จังหวัด ประกอบด้วย กระบี่, นครพนม, น่าน, บึงกาฬ, พะเยา, พังงา, แพร่, ภูเก็ต, มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน และสุราษฎร์ธานี

อีกประการที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือ มาตรการทำงานจากบ้านหรือ (work from home) และมาตรการเคอร์ฟิว หรือการห้ามออกจากเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00 - 04.00 น. ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ยังมีผลบังคับใช้ไปอย่างน้อย 14 วัน

สถานที่ใดบ้างที่ได้รับการผ่อนคลายจากมาตรการล็อกดาวน์

ร้านอาหารในพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด

  • ร้านอาหารที่อยู่นอกอาคารที่มีอากาศไหลเวียนได้ หรือในอาคารแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ อนุญาตให้ลูกค้านั่งรับประทานในร้านได้ 75% ของพื้นที่ รวมถึง ร้านอาหารขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย รถเข็น ให้ผู้บริการและผู้รับบริการปฏิบัติตามเกณฑ์ (ไม่เกิน 25 คน) ในกรณีที่นั่งบริโภคอาหารในร้าน (ส่วนกรณีพื้นที่ควบคุมสูงสุดนั่งบริโภคได้ตามปกติแต่ไม่เกิน 50 คน และพื้นที่ควบคุมนั่งได้ปกติแต่ไม่เกิน 100 คน)
  • ร้านอาหารที่เป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ให้นั่งรับประทานได้ 50% ของพื้นที่
  • เปิดให้บริการได้ไม่เกิน 20.00 น. งดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน

ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตีมอลล์

อนุญาตให้เปิดได้ถึง 20.00 น. ทุกแผนกภายใต้มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบบบครอบจักรวาลและมาตรการองค์กรตามหลักการ Covid-free setting

พนักงานในห้างสรรพสินค้าทำความสะอาดร้านเตรียมกลับมาเปิดให้บริการในวันที่ 1 ก.ย. นี้

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, พนักงานในห้างสรรพสินค้าทำความสะอาดอุปกรณ์และสถานที่เตรียมกลับมาเปิดให้บริการในวันที่ 1 ก.ย. นี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มกิจการที่สามารถเปิดได้แบบมีเงื่อนไข เช่น ร้านเสริมสวย ร้านตัดผมหรือแต่งผม สามารถให้บริการไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อคน ร้านนวด (เปิดได้เฉพาะนวดเท้า) คลินิกเสริมความงามให้เปิดสำหรับการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น

กิจการที่ยังไม่เปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้า ประกอบด้วย สถาบันกวดวิชา โรงภาพยนตร์ สปา สวนสนุก สวนน้ำ ฟิตเนส ห้องออกกำลังกายหรือสระว่ายน้ำ และห้องจัดประชุมสัมมนา

กิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา

runners in a park

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สนามกีฬาและสวนสาธารณะ รวมทั้งสนามกีฬาในที่ร่มที่เป็นที่โล่งอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีระบบปรับอากาศเปิดบริการได้ โดยกำหนดระยะเวลาเปิดถึง 20.00 น. เท่านั้น ส่วนการแข่งขันกีฬาไม่อนุญาตให้มีผู้ชมในสนามและต้องจำกัดจำนวนคนที่เข้าร่วมเท่าที่จำเป็น

park

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

จำเป็นต้องมีเอกสารรับรองการปลอดเชื้อโควิด-19 หรือไม่

จากมาตรการองค์กร "ปลอดโควิด" (Covid-free setting) ที่ ศบค. กำหนด ซึ่งประกอบด้วยการรักษาสุขอนามัย มีระบบระบายอากาศดี มีการเว้นระยะห่าง บุคลากรได้รับวัคซีนต้านโควิดครบตามเกณฑ์และได้รับการตรวจหาเชื้อด้วย ATK เป็นประจำ รวมทั้งมีแนวคิดที่จะให้ประชาชนใช้หลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดสหรือ "บัตรสีเขียว" หลักการติดโควิด-19 และมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือ "บัตรสีเหลือง" และผู้ที่มีผลเป็นลบจากการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจนแบบรู้ผลเร็ว (ATK) ภายใน 7 วัน เข้าใช้บริการกิจการต่าง ๆ ได้ในสถานประกอบการที่มีความพร้อม ทำให้หลายคนมีคำถามเกี่ยวกับกรณีที่จะเข้าใช้บริการในห้างสรรพสินค้าหรือในร้านอาหารว่าจำเป็นต้องมีเอกสารยืนยันการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หรือเอกสารแสดงผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 หรือไม่ รวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการก็อาจมีข้อสงสัยว่าหากลูกจ้างยังไม่ได้วัคซีนครบทุกคนจะต้องทำอย่างไร

พนักงานในห้างสรรพสินค้ากำลังตรวจหาเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมพร้อมการผ่อนคลายเปิดกิจการวันนี้ (1 ก.ย.)

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, พนักงานในห้างสรรพสินค้ากำลังตรวจหาเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมพร้อมการผ่อนคลายเปิดกิจการวันนี้ (1 ก.ย.)

นพ. เศวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ (31 ส.ค.) ว่าในส่วนของการฉีดวัคซีนให้บุคลากรครบทุกคนและการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ให้พนักงานเป็นประจำทุกสัปดาห์นั้นยังไม่ถือเป็นข้อบังคับ แต่พนักงานจะต้องปฏิบัติใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคล

"ส่วนพี่น้องประชาชนต้องแสดงบัตรหรือใบรับรองการฉีดวัคซีนไหม ก็ยังไม่ต้องแสดง ไม่ได้มีข้อบังคับไว้" นพ. เศวตสรรกล่าวย้ำ

มาตรการปลอดภัยสำหรับร้านอาหารหรือองค์กรต้องทำอย่างไร

จากการแถลงข่าวประจำวันนี้ (1 ก.ย.) นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้อธิบายถึงมาตรการปลอดภัยสำหรับร้านอาหารและองค์กรว่า เจ้าของกิจการจำเป็นต้องรักษาความสะอาดและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยดังนี้

  • ทำความสะอาดโต๊ะ ที่นั่งทันทีหลังใช้บริการ
  • ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและห้องน้ำทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง
  • จัดอุปกรณ์รับประทานอาหารเฉพาะบุคคล
  • งดจัดบริการอาหารรูปแบบผู้บริโภคบริการตนเอง หรือ บริการแบบบุฟเฟต์
  • จัดจุดบริการแอลกอฮอล์ประจำโต๊ะ
  • เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลและโต๊ะรับประทานอาหาร 1-2 เมตร หากพื้นที่จำกัด มีระยะไม่ถึง 1 เมตรให้ทำฉากกั้น
  • พื้นที่มีเครื่องปรับอากาศเว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะ 2 เมตร
พนักงานต้องทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พนักงานต้องทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง
  • จัดพื้นที่ไม่ให้แออัด ไม่นั่งตรงกันข้าม
  • จำกัดระยะเวลาการรับประทานไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  • เปิดประตู หน้าต่างอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก่อนเปิดและปิดระบบปรับอากาศ และเปิดระบายอากาศในพื้นที่รับประทานอาหารอย่างน้อยทุก 1 ชั่วโมง
  • ผู้ที่ให้บริการหรือพนักงานบริการจำต้องดำเนินการดังนี้
  • พนักงานทุกคนต้องฉีดวัคซีนครบโดส หรือมีประวัติเคยติดเชื้อ 1-3 เดือน
  • ไม่พบเชื้อโดยการคัดกรอง และจะต้องคัดกรองความเสี่ยงพนักงานทุกวันด้วยแอปพลิเคชัน Thai Save Thai หรือแอปอื่น ๆ เจ้าของกิจการต้องจัดหาชุดตรวจ ATK ให้พนักงานตรวจทุก 7 วัน
food court

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

มาตรการสำหรับด้านผู้รับบริการ

ผู้รับบริการหรือลูกค้าจะต้องให้ความสำคัญทั้งหมด 3 ด้าน ดั้งนี้

  • ต้องคัดกรองความเสี่ยงก่อนเข้าร้านด้วยแอปพลิเคชัน Thai Save Thai หรือแอป อื่น ๆ
  • ต้องมี Covid Free Pass ก่อนรับบริการ โดยเฉพาะร้านที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือไม่ได้รับวัคซีนครบโดส หรือมีประวัติเคยติดเชื้อครบ 1-3 เดือน หรือตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ไม่พบเชื้อ
  • ต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

มาตรการต่าง ๆ ข้างต้นสามารถดำเนินได้ใน "ร้านอาหารที่มีความพร้อมเท่านั้น" นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.

ส่วนในอีก 1 เดือนถัดมาคือวันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป มาตรการดังกล่าวจะ "มีผลบังคับใช้ในร้านอาหารและพื้นที่เสี่ยง"

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการโรคติดต่อในแต่ละจังหวัดอาจจะมีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมสถานการณ์ได้

หากต้องเดินทางข้ามจังหวัดต้องทำอย่างไร

แม้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัดจะสามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ และสายการบินก็เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ ศบค. ขอก็ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเดินทางเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น

คนเดินทางกลับภูมิลำเนา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ศบค. กำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งจำกัดอัตราบรรทุกผู้โดยสารต้องไม่เกิน 75% และผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา ห้ามรับประทานอาหารระหว่างการเดินทาง สำหรับรถโดยสารหรือรถตู้ระยะทางไกลควรแวะพักทุก 2-3 ชั่วโมงเพื่อระบายอากาศ

การเดินทางไปทำงานของแรงงาน ต้องใช้เส้นทางที่กำหนดและห้ามออกนอกเส้นทาง (seal route) ตามมาตรการ bubble and seal ที่ให้แรงงานทำงาน เดินทางและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เฉพาะ

ศบค. กำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งจำกัดอัตราบรรทุกผู้โดยสารต้องไม่เกิน 75%

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศบค. กำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งจำกัดอัตราบรรทุกผู้โดยสารต้องไม่เกิน 75%

ส่วนผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางด้วยเครื่องบิน จำเป็นต้องตรวจสอบมาตรการของแต่ละจังหวัดปลายทางที่เว็บไซต์ ศบค. กระทรวงมหาดไทย พร้อมกับการเตรียมเอกสารประกอบการเดินทางอย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ

  • เอกสารยืนยันการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หรือ ให้แสดงผลการฉีดวัคซีนที่ได้รับจากโรงพยาบาล หรืออาจใช้หลักฐานจากแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้
  • เอกสารแสดงผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR หรือ Antigen Test Kit (ATK)
  • เอกสารที่แสดงถึงการได้รับการยกเว้น ตามที่จังหวัดปลายทางกำหนด เช่น ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วไม่เกิน 90 วัน ผู้ผ่านการกักตัวแล้ว หรือผู้โดยสารตามโครงการพื้นที่นำร่องเปิดประเทศ (Sandbox)