โควิด-19: ส่อเลื่อน "กทม. แซนด์บ็อกซ์" เปิดรับชาวต่างชาติโดยไม่ต้องกักเริ่ม 15 ต.ค. หลังศบค. ยังไม่มีมติใด ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แผนการเปิดพื้นที่นำร่องทางการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามที่คาดหมายว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 15 ต.ค. หลังจากต้องเลื่อนมาแล้วจากแผนเดิมในวันที่ 1 ต.ค. เนื่องจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยังไม่มีมติใด ๆ ต่อแผนดังกล่าวในวันนี้ (17 ก.ย.)
ด้านพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยสื่อมวลชนว่า การพิจารณาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หรือไม่จำเป็นคำนึงถึงความปลอดภัย อย่างน้อยการวัคซีนเข็ม 2 ต้องให้ครอบคลุมมากกว่า 70% ประชากร
พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวันว่า เมื่อวาน (16 ก.ย.) มีการรายงานโดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ได้หารือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เสนอแผนจะจัดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว "กทม. แซนด์บ็อกซ์" โดยศบค. ชุดเล็กได้รับทราบ แต่ยังไม่ถือว่าเป็นมติที่อนุมัติในเรื่องนี้ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ 15 ต.ค. นี้ เนื่องจากในการเสนอแผนจะต้องทำเป็นขั้นตอนโดยพื้นที่ มีการหารือในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่สำคัญคือ จำเป็นต้องเสนอผ่านกระทรวงสาธารณสุขให้ตรวจสอบมาตรการอย่างรอบคอบ ประณีตรัดกุม เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ใหญ่ มีความหลายหลายในหลายพื้นที่
"เมื่อหน่วยงานสาธารณสุขพิจารณาแล้ว ก็จะมีการหารือร่วมกันกับศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) และมีการนำเสนอผ่าน ศบค. ชุดใหญ่ ซึ่งการอนุมัติพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนภายใต้มาตรการเดียวกันในทุก ๆ พื้นที่" พญ. อภิสมัยกล่าวย้ำ

โดยหลัก ๆ จะพิจารณาในแง่ของความพร้อมในพื้นที่ มาตรการควบคุมโรค และเมื่อมีการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ เกิดคลัสเตอร์แล้วจะมีมาตรการดำเนินการอย่างไร โดยจะต้องมีการประเมินความพร้อมในแต่ละพื้นที่โดยหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย และระบบสาธารณสุขจะต้องมีความพร้อม ก่อนที่จะกำหนดมาให้เป็นพื้นที่นำร่องได้เช่น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
ผู้ช่วยโฆษก ศบค. อธิบายเพิ่มเติมถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" ส่วนหนึ่งก็มาจากดึงทรัพยากรส่วนกลางทั้งในแง่ของการรักษาโรค การสอบสวนโรคที่เข้าไปช่วยให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้
คงเงื่อนไขการกักตัว 14 วัน ในกรุงเทพฯ
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่กลายเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาเรื่องการเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวในเขตกรุงเทพมหานครนั้นคือ "การกักตัว 14 วัน" สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจำเป็นต้องยกเลิกหรือไม่ หากว่าโครงการนี้ได้รับการอนุมัติ
พญ. อภิสมัยตอบคำถามนี้ว่าด้วย มติ ศบค. ในวันนี้ (17 ก.ย.) ว่า ยังให้คงมาตรการการกักตัวที่สถานที่กักตัวทางเลือกหรือ alternative quarantine ตามมาตรการสาธารณสุข 14 วัน ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะเริ่มพิจารณาเปลี่ยนไปเป็นสถานที่พักแบบ SHA+ ที่มีมาตรฐานรับรอง ว่าเป็นสถานประกอบการที่มีมาตรการทางสุขอนามัยในการควบคุมโรคโควิด-19 โดยมีพนักงานในสถานประกอบการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วเกินกว่า 70%
เลื่อนจากแผนเดิมที่คาดเริ่ม 1 ต.ค.
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. เปิดเผยว่า จากคำสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้วางแผนรองรับฤดูการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 ตามแนวทางการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับโรคได้เพื่อการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
หนึ่งในคำสั่งการดังกล่าวคือให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พิจารณาเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวปลอดภัยอย่าง จ.ภูเก็ต กำหนดมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่ที่ประชาชนมีความพร้อมและขีดความสามารถทางการแพทย์ในการรองรับการระบาดในพื้นที่
ตามแผนดังกล่าวกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงมหาดไทยกำหนด 2 ระยะนำร่อง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้จะเริ่มทดลองในพื้นที่ที่พร้อมก่อน ต่อมาหลังวันที่ 15 ต.ค. หรือต้นเดือน พ.ย. อาจมีการพิจารณาเปิดพื้นที่ที่ความพร้อมอื่น ๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยอดการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ยังเป็นประเด็นถกเถียงว่าจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้หรือไม่ เพราะล่าสุด ณ วันที่ 16 ก.ย. ทั้งหมด 43,342,103 โดส เป็นเข็มแรกคิดเป็น 39.5% ของประชากร และครบทั้งสองเข็มแล้ว 19.8% ของประชากร แต่เป้าหมายของรัฐบาลคือการฉีดวัคซีนให้ได้ทั้งหมด 100 ล้านโดส เพื่อครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 50 ล้านคน หรือ 70% ของประชากร










