โควิด-19 : ธนาคารโลกชี้ฉีดวัคซีนล่าช้าถ่วงเศรษฐกิจไทยโต นายกฯเปิด "สมุยพลัสโมเดล"

Women receive the Sinovac coronavirus disease (COVID-19) vaccine as the Thai resort island of Phuket rushes to vaccinate its population amid the COVID-19 outbreak ahead of a July 1 end of strict quarantine for overseas visitors to bring back tourism revenue, in Phuket

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, "วัคซีนเป็นตัวกำหนดที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาได้ รวมถึงการกระตุ้นการบริโภคภาคบริการในประเทศ"นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกกล่าว

ธนาคารโลกปรับตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ลดลงมาที่ 2.2% จากเดิม 3.4% ที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญคือ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่ทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลง ในขณะที่แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในจำนวนที่ต่ำมาก

การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "รายงานตามติดเศรษฐกิจไทย กรกฎาคม 2564: เส้นทางสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ" ซึ่งธนาคารโลกเผยแพร่ในวันนี้ (15 ก.ค.) และยังได้ระบุถึงปัจจัยหนุนและปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกด้วย

นางเบอร์กิต แฮนเซิล ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าโดยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกถือว่าฟื้นตัวแล้วทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และจะทำให้การส่งออกจะกลายเป็นปัจจัยพยุงเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลกระบุว่า ยังคงมี 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย

1) การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ

2) มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมและจำกัดการเคลื่อนย้าย ซึ่งส่งผลลบต่อการบริโภคและการดำเนินธุรกิจนับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือน เม.ย.

3) การฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ล่าช้า รวมทั้งการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอต่อการกระจายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

วัคซีนคือหัวใจสำคัญ

รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวัคซีนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

"วัคซีนเป็นตัวกำหนดที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาได้ รวมถึงการกระตุ้นการบริโภคภาคบริการในประเทศ" นายเกียรติพงศ์กล่าวย้ำ

vaccination

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ธนาคารโลกคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไม่กลับไปอยู่ในระดับก่อนการระบาดจนถึงปี 2565 และการฟื้นตัวก็น่าจะเป็นไปอย่างช้า ๆ และไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่ความน่าจะเป็นที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับเข้ามายังคงอยู่ในระดับต่ำมากจนถึงสิ้นปีนี้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเพียง 6 แสนคนเท่านั้น จากเดิมที่คาดการณ์เมื่อเดือน มี.ค. ว่าจะมีประมาณ 4-6 ล้านคน

"ตัวเลขคาดการณ์นี้ได้รวมนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านโครงการพิเศษของรัฐ เช่น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และโครงการอื่น ๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระจายวัคซีนในแต่ละพื้นที่นำร่องในไทย และการรับวัคซีนของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายด้วย" นายเกียรติพงศ์อธิบายเพิ่ม

ไทยยังฉีดวัคซีนต่ำกว่าเป้ามาก

รายงานธนาคารโลกฉบับนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการแจกจ่ายวัคซีนของรัฐบาลไทย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศไว้ว่า ภายในสิ้นปีคนไทยจะต้องได้รับวัคซีนครบโดสไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ครอบคลุม 70% ของประชากร

ธนาคารโลกวิเคราะห์ว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจทำไม่ได้จริงเมื่อพิจารณาจากอัตราการฉีดในปัจจุบัน

vaccination

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

โดยตัวเลข ณ สิ้นเดือน พ.ค. สัดส่วนการฉีดวัคซีนครบโดสมีเพียง 1.6% ของประชากร แต่อัตราการฉีดวัคซีนเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเดือน มิ.ย. โดยฉีดได้ 200,000 - 300,000 คนต่อวัน และคาดว่าภายในสิ้นเดือนมิ.ย. จะอยู่ที่ราว 4% ของประชากร

"ถ้าอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี ตามสมมติฐานที่คาดการณ์ประมาณ 70% ของประชากรจะได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มภายในสิ้นปี 2564 และจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ภายในกลางปี 2565"" รายงานดังกล่าวระบุ และคาดว่าสถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลทางลบต่อการเดินทางภายในประเทศ การบริโภค และการท่องเที่ยว

คาดไทยฟื้นตัวในปีหน้า

ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยน่าจะเห็นในปี 2565 โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.1% โดยจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ประกอบด้วย 1) ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนภายในประเทศ 2) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ดีขึ้นทั้งโลกเพียงพอที่จะทำให้การท่องเที่ยวระหว่างประเทศสามารถฟื้นตัวได้บางส่วน และ 3) การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทที่เพิ่งผ่านการอนุมัติอย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางแฮนเซิลแนะนำว่า รัฐบาลไทยควรใช้นโยบายเยียวยาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะทรัพยากรทางการคลังก็เริ่มมีจำกัดมากขึ้นเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นางแฮนเซิลแนะนำว่า รัฐบาลไทยควรใช้นโยบายเยียวยาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะทรัพยากรทางการคลังก็เริ่มมีจำกัดมากขึ้นเช่นกัน

ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากโควิด-19 ได้ส่งผลต่อการจ้างงาน รายได้ และความยากจน แต่การรับมือด้วยมาตรการความคุ้มครองทางสังคมที่ครบถ้วนของรัฐบาลส่งผลเป็นที่น่าพอใจในการบรรเทาผลกระทบโดยเฉพาะอัตราความยากจน

การจำลองสถานการณ์ของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าหากปราศจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล อัตราความยากจนจะเพิ่มจาก 6.2% ในปี 2562 เป็น 7.4% ในปี 2563 ซึ่งหมายความว่าจะมีคนจนเพิ่มขึ้นกว่า 700,000 คน ก่อนที่จะลดลงเป็น 7% ในปีนี้

นอกจากนี้ ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลยังเห็นชอบกับการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาอุดหนุนช่วยเหลือครัวเรือนต่อไปอีกและอาจจะกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอีกด้วย

เจ้าของร้านแห่งหนึ่งกำลังปิดร้านก่อนเวลาเคอร์ฟิวที่รัฐบาลประกาศในพื้นที่จังหวัดสีแดง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เจ้าของร้านแห่งหนึ่งกำลังปิดร้านก่อนเวลาเคอร์ฟิวที่รัฐบาลประกาศในพื้นที่จังหวัดสีแดง

อย่างไรก็ตาม นางแฮนเซิลแนะนำว่า รัฐบาลไทยควรใช้นโยบายเยียวยาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะทรัพยากรทางการคลังก็เริ่มมีจำกัดมากขึ้นเช่นกัน

น.ส. รานเชสกา ลามานนา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกอธิบายว่า ในปีนี้ไทยจะมีเพดานหนี้สาธารณะเป็น 59.3% ของจีดีพี หลังจากใช้ พ.ร.บ.เงินกู้มาแล้วถึงสองครั้ง และคาดว่าในปีหน้าหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 62.1% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ

ในวันนี้ (15 ก.ค.) ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่าได้จับมือสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติออกมาตรการพักชำระหนี้ (เงินต้น-ดอกบี้ย) 2 เดือน ช่วยเหลือลูกหนี้ SME-รายย่อยที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของรัฐ เริ่มตั้งแต่งวดก.ค. นี้ โดยลูกหนี้แจ้งความจำนงกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ได้ตั้งแต่ 19 ก.ค.นี้

นายกฯ เปิด "สมุยพลัสโมเดล"

ช่วงเย็น ของ 15 ก.ค. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดเกาะสมุยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้โครงการ "สมุยพลัสโมเดล" ซึ่งจัดที่ SEEN BEACH CLUB SAMUI อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านการ Live streaming จากกทม. ไปยัง เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า

โครงการสมุยพลัสโมเดล เปิดพื้นที่นำร่อง 3 เกาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัวอยู่แต่ในโรงแรม เป็นหนึ่งในแผนเปิดประเทศภายใน 120 วันของรัฐบาล และถือเป็นภาคต่อของโครงการ "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่เข้ามาในสมุยวันนี้ นำคณะสื่อมวลชนต่างประเทศจำนวน 5 คน ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญมาทดสอบระบบ จากประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สิงคโปร์ และเกาะฮ่องกง และนักท่องเที่ยวทั่วไปอีก 4 คน เข้าไปในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินอื่น ๆ ที่บินไปสมุยในวันดีเดย์ รวมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันแรก 9 คน

อย่างไรก็ตามสมุยพลัสมีทั้งความเหมือนและแตกต่างจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ สิ่งที่เหมือนกันคือนักท่องเที่ยวต้องตรวจหาเชื้อโควิด-ๅต ทั้งหมด 3 ครั้งสำหรับการพักอยู่ 14 วัน ซึ่งกรณีภูเก็ต หากผลเป็นลบ สามารถออกท่องเที่ยวได้ทั่วเกาะ ขณะที่กรณีสมุย จะออกจากโรงแรมได้ก็ในวันที่ 4 เป็นต้นไป โดยมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

  • วันที่ 1 นักท่องเที่ยวไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้อง
  • วันที่ 2-3 ออกจากห้องพัก แต่พักผ่อนได้แค่ภายในบริเวณโรงแรม (Area Quarantine)
  • วันที่ 4-7 สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในเส้นทางที่กำหนด (Sealed Route)
  • วันที่ 8-14 สามารถเที่ยวได้ทั่วเกาะสมุย หรือข้ามไปเที่ยวเกาะพะงัน เกาะเต่าได้

ขณะที่ภาพรวมของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หลังครบ 2 สัปดาห์ มีรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาที่ภูเก็ตแล้ว 5,473 คน โดยทุกวันจะมีเที่ยวบินจากต่างประเทศเข้ามา 2-5 เที่ยวบิน และมียอดจองโรงแรมผ่านโครงการสะสม 196,766 รูมไนท์

คำบรรยายวิดีโอ, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์วันแรก

วันนี้ยังเป็นวันที่นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่เดินทางเข้าภูเก็ตตั้งแต่ 1 ก.ค. สามารถออกนอกพื้นที่ จ.ภูเก็ตได้ด้วย บีบีซีไทยได้ติดต่อโรงแรมในพื้นที่บางแห่งพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางกลับประเทศหลังครบ 14 วัน แต่มีบางส่วนเลือกเดินทางต่อไปยัง จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ และมีบางรายที่เดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสานเพื่อพบปะสมาชิกครอบครัว

ศูนย์ข้อมูลโควิด จ.ภูเก็ต รายงานว่า ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (1-14 ก.ค.) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันรายใหม่ 72 ราย แบ่งเป็นคนในพื้นที่ 62 ราย และนักท่องเที่ยวจากโครงการ 10 ราย โดยทางจังหวัดยืนยันว่ายังไม่พบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) แต่อย่างใด