โควิด-19: ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ผ่านครม. แล้ว เริ่ม 1 ก.ค. ขณะยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่า 4 พันราย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ท่ามกลางการรายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ยังเพิ่มขึ้นและการพบคลัสเตอร์ใหม่ในจังหวัดยะลา แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว โดยนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 1 ก.ค. ตามการเสนอของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
ทว่า หลายฝ่ายต่างแสดงความวิตกกังวลว่า การเปิดประเทศถือเป็นความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้น ในขณะที่มีรายงานการระบาดในคลัสเตอร์จังหวัดยะลาที่มีผู้ติดเชื้อกว่า 402 ราย กระจายใน 12 จังหวัด และการระแพร่บาดของเชื้อกลายพันธุ์อย่างสายพันธุ์อินเดียหรือเดลตาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นายอนุชา บูรพชัยศรี เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและให้มีการดำเนินการตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว เริ่มนำร่องที่จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ผ่านการทำ "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" และการเปิดพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า
- นายกฯ สั่งเปิดประเทศใน 120 วัน ภาคธุรกิจเชื่อว่าทำได้ แต่หมอหวั่นใจ
- ไฟแนนเชียลไทมส์ชี้แอสตร้าเซนเนก้าส่งมอบช้ากระทบหลายชาติในเอเชีย
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จับตาการระบาดในภาคใต้ หลังเกิดคลัสเตอร์ยะลามีผู้ติดเชื้อกว่า 400 ราย กระจาย 12 จังหวัด
- พบสายพันธุ์อินเดีย ใน 10 จังหวัด สธ. ห่วงแซงหน้าสายพันธุ์อังกฤษในไทย
เรื่องดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการหารือในประเด็นการเปิดประเทศในระยะเวลา 120 วัน ภายในเดือน ต.ค. นี้ ที่ประชุมมีมติและพูดคุยกันใน 3 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก คือการพิจารณานำร่องต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดภูเก็ต หรือในเกาะต่าง ๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจและประชาชนในพื้นที่ โดยคำนึงถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ จำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน และความพร้อมทางด้านสาธารณสุข โดยจะต้องมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ประเด็นที่สอง คือการเปิดพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นผู้พิจารณาเสนออีกครั้ง ผ่านการปรึกษาหารือของภาคส่วนในพื้นที่ ก่อนที่จะเสนอให้ ศบค. พิจารณาอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, Reuters
ประเด็นสุดท้าย คือเกณฑ์การรับนักท่องเที่ยวจะดำเนินการตามมาตรฐาน เช่น การได้รับวัคซีนครบกำหนดคือสองเข็มที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และเป็นตามที่กระทรวงสาธารณสุขไทยกำหนดทั้งนี้ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. ระบุว่าที่ประชุมยังไม่มีการทบทวนมาตรการแนวทางการเปิดประเทศภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ หลังพบคลัสเตอร์ใหญ่ที่จังหวัดยะลา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อ 402 ราย และกระจายออกไปอีก 11 จังหวัดภาคใต้ โดยมาตรการทั้งหมด จะขอรอประเมินสถานการณ์ หลังจากที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ส่วนฝ่ายสาธารณสุขอยากให้ ศบค. ทบทวนเรื่องการเปิดประเทศ เนื่องจากพบการแพร่ระบาดสายพันธุ์อินเดีย และสายพันธุ์แอฟริกาใต้เป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันเพิ่มความเข้มข้นอยู่แล้ว
ปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ต้องยุติลง
นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวในการแถลงข่าวรายวันเกี่ยวกับประเด็นการเดินหน้านโยบายเปิดประเทศผ่านภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และอีก 3 เกาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่า เมื่อพิจารณาในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายด้านการท่องเที่ยว เช่น เกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า ในวันนี้มีผู้ติดเชื้อเพียง 9 ราย แนวโน้มยังเป็นตัวเลขหลักเดียว
"ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานีและขอให้ดูแลให้ได้อย่างดี เพื่อให้การทำการท่องเที่ยวในลักษณะแซนด์บ็อกซ์ยังสามารถทำได้"

ที่มาของภาพ, Reuters
ส่วนภูเก็ตในวันนี้อยู่ระดับที่ 28 และพบผู้ป่วยที่ 4 ราย และยังเป็นตัวเลขหลักเดียวเช่นกัน ก็ยังคงนโยบายแซนด์บ็อกซ์ได้
อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศผ่าน ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ "เปิดได้ ก็ต้องปิดได้" โดยยึดตามมาตรการและแผนชะลอหรือยกเลิกดังนี้
สำหรับกรณีภูเก็ต
- จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 ราย/สัปดาห์
- ลักษณะการกระจายโรคในจังหวัดทั้ง 3 อำเภอ และมากกว่า 6 ตำบล
- มีการระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์หรือมีการระบาดในวงกว้าง หาสาเหตุหรือความเชื่อมโยงไม่ได้
- ความพร้อมในการรองรับผู้ป่วย มีผู้ติดเชื้อครองเตียง ตั้งแต่ 80% ของศักยภาพจังหวัด
- มีการพบการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์แบบวงกว้างควบคุมไม่ได้
โดยสามารถมีมาตรการปรับเปลี่ยน 4 ระดับ คือ ปรับลดกิจกรรม ควบคุมเส้นทางการเดินทาง (sealed route) มาตรการกักตัวในโรงแรม (Hotel Quarantine) และทบทวนยุติภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
ส่วนกรณีเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่านั้น หากเกิดการระบาดจนเกิดศักยภาพในการรองรับของโรงพยาบาลเกาะสมุยจะดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยงที่วางไว้
สายพันธุ์อินเดีย สัดส่วนยังเพิ่มขึ้น ยอดสุ่มตรวจเจอ 661 ราย
นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผ่านเครือข่ายห้องปฏิบัติการดำเนินงานเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ พบว่าข้อมูลจนถึงสัปดาห์นี้ ประเทศจากการสุ่มตรวจราว 6,000 ตัวอย่าง สายพันธุ์เดลตาหรืออินเดีย ในช่วงสัปดาห์นี้เพิ่มมาอีกราว 160 ราย ทำให้สัดส่วนของสายพันธุ์นี้ยังพุ่งขึ้น
รายงานผลการเฝ้าระวัง ตั้งแต่เดือน เม.ย. - 20 มิ.ย. 2564 สายพันธุ์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นสายพันธุ์อัลฟา หรือสายพันธุ์อังกฤษ โดยแบ่งเป็นสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) จำนวน 5,641 ตัวอย่าง สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน 661 ตัวอย่าง และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 38 ตัวอย่าง
นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวต่ออีกว่า ข้อมูลล่าสุด พบว่า สายพันธุ์เดลตา มีการพบเพิ่มในเขตสุขภาพที่ 4 จากเดิมจำนวน 40 ราย เป็น 65 ราย รวม 105 ราย ส่วนเขตสุขภาพที่ 13 จากเดิม 404 ราย เพิ่มอีก 87 ราย รวมเป็น 491 ราย
สายพันธุ์เบตา จากข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขณะนี้ยังพบในภาคใต้ จำนวน 38 ราย โดยพบในเขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 2 ราย และเขตสุขภาพที่ 12 จากเดิม 28 ราย เพิ่มอีก 5 ราย รวม 33 ราย
สำหรับการสุ่มตรวจสายพันธุ์เบตาหรือแอฟริกาใต้ พบที่ จ.สมุทรปราการ 3 ราย ภูเก็ต 2 ราย นราธิวาส 28 ราย ปัตตานี 4 ราย และยะลา 1 ราย
นพ. ศุภกิจ กล่าวด้วยว่า จากการติดตามเด็กนักเรียนใน จ.ยะลา เบื้องต้นพบมีทั้งสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) ซึ่งขณะนี้หน่วยงานสาธารณสุขกำลังติดตามหาต้นตอการติดเชื้อ และกำลังเร่งติดตามว่าเชื้อมีการกระจายไปจังหวัดอื่นๆ หรือไม่
สำหรับผลการตรวจเด็กนักเรียนที่ จ.สมุทรปราการและตราด ที่กลับมาจาก จ.ยะลา ผลตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกักตัวเฝ้าระวัง
คาดอีก 4-5 เดือน สายพันธุ์อินเดียระบาดในไทยมากขึ้น
ในการแถลงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา หรือสายพันธุ์อินเดีย ศ. นพ. ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญ เฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการระบาดระลอกที่สามเป็นสายพันธุ์อังกฤษ เกิดขึ้นครั้งแรกในย่านทองหล่อหลังจากนั้นพบว่า 96-98% เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ทว่าตอนนี้ สายพันธุ์เดลตาที่ในไทยเริ่มต้นพบสายพันธุ์นี้แถวหลักสี่ก่อนแพร่กระจายไปนั้น เป็นสายพันธุ์ที่แพร่ง่ายกว่าสายพันธุ์อังกฤษ 1-10 เท่า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ตามวัฏจักรของสายพันธุ์เดลตา ถ้าเราพยากรณ์ต่อไปในอีก 4-5 เดือนข้างหน้า สายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย จะค่อย ๆ เพิ่มเป็นสายพันธุ์เดลตามากขึ้น ๆ แล้วในที่สุดของทั่วโลกสายพันธุ์เดลตาก็จะกลบสายพันธุ์อังกฤษ แล้วพอหมดสายพันธุ์เดลตาแล้ว เราก็เชื่อว่าจะมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นอีก ตามวัฏจักรของมัน"
ศ. นพ. ยง กล่าวว่า แต่ไม่ว่าสายพันธุ์อัลฟา เดลตา หรือเบตา ความรุนแรงของโรคไม่ได้รุนแรงขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังสร้างความกังวลคือ ประสิทธิภาพของวัคซีน เนื่องจากวัคซีนส่วนใหญ่ทุกบริษัทในโลกนี้ พัฒนามาจากสายพันธุ์ดั้งเดิมของจีน คือ สายพันธุ์อู่ฮั่น เมื่อมาเจอสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็เป็นไปได้ที่ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงไปทีละเล็กละน้อย จนกว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนในระยะที่สอง เพื่อนำมาใช้กับไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ ซึ่งการพัฒนาวัคซีนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน
"เดลตาที่เกิดการระบาดในอังกฤษ มีการศึกษาในสกอตแลนด์ เห็นได้ชัดว่า ใช้ไฟเซอร์ ร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้า ประสิทธิภาพของ ทั้งสองตัวลดลงประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าถามว่ากันได้ไหม กันได้ แต่ประสิทธิภาพลดลง" นพ.ยงกล่าว
หวั่นเปิดประเทศแล้วเจอการระบาดใหญ่ระลอก 4
แนวทางการเปิดประเทศของรัฐบาล รวมทั้งโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ กำลังสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย วานนี้ (21 มิ.ย.) กรรมการบริหารราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย วาระ 2563-2565 ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ออกประกาศ ที่ รอ.ทั่วไป 74/2564 เรื่อง วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ฉบับที่ 3) เนื้อความบางส่วนระบุว่า
"ตามที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 'เปิดประเทศใน 120 วัน' ขณะที่ สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังไม่มีแนวโน้มว่าผู้ป่วยใหม่ในระบบรักษาพยาบาลจะลดลง นโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบการรักษาพยาบาล หากทำให้เกิดการระบาดใหญ่ 'ระลอกที่ 4' และนำ 'เชื้อกลายพันธุ์' ซึ่งมีการระบาดอย่างรวดเร็ว มีความรุนแรง ทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวัคซีนลดลงเข้ามาในประเทศ"

ที่มาของภาพ, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย มีความห่วงใยต่อนโยบายเปิดประเทศใน '120 วัน' ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การควบคุมโรคที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การคัดกรองเชิงรุกที่ครอบคลุม การใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การจัดหาวัคซีนต้านโควิดอย่างพอเพียง มีมาตรการต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันการระบาดระลอกที่ 4 และมีการประเมินทบทวนความเหมาะสมอีกครั้งก่อนตัดสินใจเปิดประเทศในอีก 120 วัน
หลายรพ. แจ้งเลื่อนรับวัคซีนเข็ม 2 เร็วขึ้น
บีบีซีไทยสำรวจสื่อออนไลน์ของโรงพยาบาลหลายแห่งพบกว่าในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีโรงพยาบาลหลายแห่งได้แจ้งไปยังผู้ที่รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วว่า สำหรับการรับวัคซีนเข็มที่ 2 จะนัดวันเร็วขึ้นจาก 16 สัปดาห์หลังเข็มแรก มาเป็น 12 สัปดาห์แทน โดยระบุว่าเป็นไปตามคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
วานนี้ ( 21 มิ.ย.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ได้ประกาศแจ้งข้อมูลเปลี่ยนแปลงระยะห่างการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจาก 16 สัปดาห์ มาเป็น 12 สัปดาห์ ตามคำแนะนำจากคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติดังกล่าว ประกอบกับจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม รวมถึงมีการพบสายพันธุ์เดลตาในพื้นที่ จึงต้องควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
โดยหนึ่งในข้อความแจ้งมีความว่า "จึงขอแจ้งให้ประชาชน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่โรงพยาบาล ตั้งแต่ วันที่ 7 มิถุนายน-20 มิถุนายน 2564 กรุณาติดต่อขอทราบนัดหมายฉีดวัคซีนเข็ม 2 ที่ปรับระยะห่างใหม่เร็วขึ้น จากโรงพยาบาลที่ท่านได้รับนัดหมายฉีดวัคซีนไว้"
นอกจากนี้ยังมี สถาบันโรคทรวงอก โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมการแพททย์ทหารเรือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน และโรงพยาบาลพระรามเก้า เป็นต้น

ที่มาของภาพ, Reuters
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในการกำหนดระยะห่างของการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 1 และ 2 ให้ห่างกันเหลือ 10-12 สัปดาห์ และสามารถขยายได้ถึง 16 สัปดาห์ในกรณีที่จำเป็น พร้อมมอบหมายให้โรงพยาบาลเอกชน มีส่วนร่วมในการฉีดวัคซีน เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนโควิดให้ประชาชนได้ตามเป้าหมาย โดยให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดแล้ว
ก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ค. มีหลายโรงพยาบาลได้เคยประกาศขยายระยะเวลารับวัคซีนโควิด-19 สามารถรับเข็มที่ 2 ได้ 16 สัปดาห์ จากเดิม 10 สัปดาห์ ขณะที่ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า การขยายระยะเวลาดังกล่าวมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น
สถานการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โฆษก ศบค. รายงานว่าในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 4,059 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 3,963 ราย ติดเชื้อจากต่างประเทศ 21 รายและติดเชื้อภายในเรือนจำอีก 75 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีทั้งหมด 225,365 ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่เกิดขึ้นหลังจากระลอกเดือน เม.ย. จำนวน 196,502 ราย
สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุด 10 อันดับประกอบด้วย กรุงเทพฯ (1,154 ราย) ตามมาด้วยสมุทรปราการ (696 ราย) ชลบุรี (335 ราย) สงขลา (293 ราย) สมุทรสาคร (250 ราย) ปทุมธานี (211 ราย) นนทบุรี (169 ราย) นครปฐม (162 ราย) ปัตตานี (81 ราย) และระยอง (63 ราย)
Nope
ส่วนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 35 ราย มาจากกรุงเทพฯ (15 ราย) สมุทรสาคร (6 ราย) สมุทรปราการ (5 ราย) ฉะเชิงเทรา (2 ราย) และจากชลบุรี นนทบุรี นครศรีธรรมราช พระนครศรีอยุธยา ภูเก็ต สุพรรณบุรี และอุดรธานี จังหวัดละ 1 ราย ทำให้ยอดรวมทั้งหมดเพิ่มเป็น 1,693 ราย ส่วนจำนวนที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 2,047 ราย
การฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 227,639 ราย แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 152,809 ราย เข็มที่สอง 74,830 ราย และยอดสะสมรวมตั้งแต่เริ่มฉีดมาเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มียอดสะสมรวม 7,906,696 ราย แบ่งเป็นเข็มที่แรก 5,678,848 ราย และเข็มที่สอง 2,227,848 ราย จากวัคซีนที่จัดสรรแล้ว 8.5 ล้านโดส ท
ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนทั้งหมดคิดเป็นเพียง 7.88% ของกลุ่มเป้าหมาย จากที่ตั้งไว้ 70% ของประชากร










