อภิปรายไม่ไว้วางใจ : เศรษฐกิจไทยประกาศเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” ก่อนศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายของรัฐบาลประยุทธ์

ธรรมนัส

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเศรษฐกิจไทย

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 11 คน กำลังจะเกิดขึ้นตลอดสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นศึกซักฟอกหนสุดท้ายก่อนที่แต่ละพรรคการเมืองต้องลงสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

นักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อ 22 พ.ค. และผลการเลือกตั้งซ่อมลำปาง เมื่อ 10 ก.ค. เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่าประชาชนไม่ไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นานแล้ว

นอกจากนี้ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เป็นหนที่ 4 ยังเกิดขึ้นท่ามกลางคะแนนเสียงในสภาของพรรคร่วมรัฐบาลที่ขาดหายไปบางส่วน หลังพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ซึ่งมี ส.ส. 16 เสียง ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ว่าห่วงหรือไม่ว่าเสียงของ ศท. จะไม่ยกมือโหวตให้รัฐบาล โดยกล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงเลยเสียทีเดียว เพราะเสียง ศท. มีมากถึง 10 กว่าเสียง

"ก็กังวล เสียงรัฐบาลอาจจะมีปริ่มหน่อย แต่ยังเกินกึ่งหนึ่ง" ประธานวิปรัฐบาลกล่าว

ศท. กับบทบาทใหม่ในฐานะ "ฝ่ายค้านอิสระ"

พรรค ศท. ภายใต้การนำของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เพิ่งแพ้ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 ทั้งที่ส่ง "ผู้แทนฯ คนเดิม-คนล่าสุด" ลงสมัครรับเลือกตั้ง

นี่ถือเป็นการทดสอบแบรนด์ ศท. ในสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรก หลังจากผู้กองธรรมนัสกับพวกรวม 18 ชีวิต ย้ายออกจาก พปชร. แล้วไปก่อร่างสร้าง "บ้านหลังใหม่"

แกนนำ ศท. สรุปบทเรียนความพ่ายแพ้เอาไว้ว่าเกิดจาก "ความไม่ชัดเจนในจุดยืนของพรรค" และ "ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคสนุนรัฐบาลที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ"

ร.อ. ธรรมนัสช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้งซ่อม จ.ลำปาง ก่อนสรุปบทเรียนว่า "ประชาชนภาคเหนือตอนบน อาทิ จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง ไม่เอารัฐบาล

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเศรษฐกิจไทย

คำบรรยายภาพ, ร.อ. ธรรมนัสช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้งซ่อม จ.ลำปาง ก่อนสรุปบทเรียนว่า "ประชาชนภาคเหนือตอนบน อาทิ จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง ไม่เอารัฐบาล

ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ก่อนฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล ร.อ. ธรรมนัสประกาศว่า ศท. "เตรียมตัวไปทำงานร่วมกับฝ่ายค้านอย่างชัดเจน" โดยให้ 2 ส.ส. ของพรรคคือ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรค ลาออกจากวิปรัฐบาลตั้งแต่ 12 ก.ค.

นอกจากนี้ยังมีนัดหมายเข้าพบ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า พปชร. ในวันที่ 17 ก.ค. เพื่อกราบลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล และบอกว่ายังรักและเคารพเช่นเดิม หลังตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

ถึงขณะนี้หัวหน้าพรรค ศท. ให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็น "ฝ่ายค้านอิสระ" เพราะพรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้ตอบรับให้เข้าร่วมกิจกรรมการเมืองอย่างเป็นทางการ

"อาจหาเวลาพูดอภิปราย (ไม่ไว้วางใจ) ด้วย แต่ขณะนี้ติดปัญหาว่ายังไม่ได้เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ และยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะให้เข้าร่วมทำงาน หรือจัดสรรเวลาให้พรรคเศรษฐกิจไทยด้วยหรือไม่" ร.อ. ธรรมนัสกล่าวกับไทยรัฐ

สลับคิวใหม่ ซักฟอกนายกฯ วันสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล และตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเป็นเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 19-22 ก.ค. แบ่งสัดส่วนเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปราย 45 ชม. (วันละ 11 ชม.) และฝ่าย ครม. และ ส.ส.รัฐบาล ชี้แจง 19 ชม. (วันละ 2 ชม.) ก่อนลงมติในวันที่ 23 ก.ค.

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พท. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ขณะนี้ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เตรียมการอภิปรายไว้หมดแล้ว หาก ศท. ประสงค์จะขอร่วมอภิปรายด้วย อาจพิจารณาดู แต่ขณะนี้ยังไม่มีการประสานงานเข้ามา

ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า ได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของสภาแล้ว ในข้อบังคับการประชุมสภา ไม่ได้ปิดกั้นการอภิปรายของ ส.ส. ที่ไม่ร่วมลงชื่อในญัตติแต่อย่างใด

สำหรับ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ร่วมกันเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 11 รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคไทยศรีวิไลย์

ส.ส. จาก 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคไทยศรีวิไลย์ ร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 15 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

คำบรรยายภาพ, ส.ส. จาก 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 15 มิ.ย.

สิ่งที่แปลกไปในศึกซักฟอกหนนี้ตามมติของพรรคร่วมฝ่ายค้านคือลำดับการอภิปราย จากเดิมเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีก่อน แล้วค่อยไล่เรียงไปอภิปรายรัฐมนตรีรายอื่น ๆ แต่ครั้งนี้จะเริ่มอภิปรายนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นคนแรก และสลับเอา พล.อ. ประยุทธ์ ไปปิดท้าย

แกนนำพรรคฝ่ายค้านให้เหตุผลว่า "คาดว่าจะช่วยเพิ่มความสนุก ทำให้ประชาชนเฝ้าติดตามการอภิปรายตลอดทั้ง 4 วัน"

สำหรับลำดับการอภิปราย 11 รัฐมนตรี ที่ฝ่ายค้านเปิดเผยไว้เบื้องต้น มี ดังนี้

  • รัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถูกยื่นอภิปราย 2 คน เริ่มจากรองนายกฯ อนุทิน
  • รัฐมนตรีสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกยื่นอภิปราย 3 คน
  • รัฐมนตรีในโควต้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 5 คน
  • นายกรัฐมนตรี

ทีม "เด็ดหัว สอยนั่งร้าน" VS ทีม "ปราบมาร"

ในส่วนของ 10 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ทางวิปรัฐบาลจัดสรรเวลาให้ชี้แจงคนละ 1 ชม. ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ ได้รับการจัดสรรเวลาถึง 5 ชม. เพราะประเมินว่านายกฯ จะถูกอภิปรายพ่วง-พาดพิงเกือบตลอดเวลา

เฉพาะในส่วนของ พปชร. ได้จัดเตรียม ส.ส. อย่างน้อย 11 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.หน้าใหม่ เป็นทีมองครักษ์พิทักษ์นายพล 3 ป. โดยตั้งชื่อว่า "ทีมปราบมาร" ที่น่าสนใจคือครั้งนี้ไม่มีชื่อของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า พปชร. ร่วมทีม

นายนิโรธ ประธานวิปรัฐบาล แจกแจงหน้าที่ของ 11 ส.ส. เอาไว้ว่าไม่ได้ตั้งทีมขึ้นมาเพื่อสกัดการอภิปรายของฝ่ายค้าน แต่ต้องการให้การอภิปรายเป็นไปตามญัตติและข้อบังคับการประชุมสภา

สำหรับศึกซักฟอกหนสุดท้ายของสภาชุดที่ 25 ถูกฝ่ายค้านตั้งชื่อเอาไว้ว่า "ยุทธการเด็ดหัว สอยนั่งร้าน" โดยพุ่งเป้าอภิปรายกลุ่มอำนาจหลักของรัฐบาลคือนายพล "3 ป." ได้แก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และรื้อถอนพรรคร่วมรัฐบาลที่ฝ่ายค้านเปรียบเปรยเป็น "นั่งร้าน"

ส.ส. ที่เข้าร่วมทีม "เด็ดหัว สอยนั่งร้าน" อาทิ เพื่อไทย 26 คน ก้าวไกล 14 คน

พล.อ. ประวิตร กับ พล.อ. ประยุทธ์ ระหว่างศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2563

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประวิตร กับ พล.อ. ประยุทธ์ ระหว่างศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2563

มือไม่พอล้มรัฐบาล?

แม้ประธานวิปฝ่ายค้านเชื่อว่า การปรับบทบาทของกลุ่ม ร.อ. ธรรมนัส จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ "มันขึ้นกว่าเดิม" แต่เมื่อนับมือในสภา ก็ยังไม่พอที่จะล้มรัฐบาลได้

ขณะเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวจากบรรดาพรรคเล็ก ซึ่งรวมกลุ่มกันและเรียกตัวเองว่า "กลุ่ม 16" มีนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. เป็นหัวหน้ากลุ่ม ได้ปล่อยข่าวเรื่องการนัดเข้าพบ พล.อ. ประวิตร และนัดหารือร่วมกับ ร.อ. ธรรมนัส ก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้น

นักการเมืองในกลุ่มนี้กล่าวอ้างว่า มีเสียงในมืออยู่ 16 เสียง หากไปรวมกับอีก 16 เสียงของ ศท. แล้วยกมือไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายใด จะสะเทือนถึงขั้นหลุดเก้าอี้

นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม ได้เปิดชื่อ "รัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายเสี่ยงตกเก้าอี้" เอาไว้ 2 ชื่อคือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการ พปชร. อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

ในการผ่านญัตติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ต้องอาศัยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 239 เสียง จาก 477 ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ คน

บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านมีเสียงในสภารวมกัน 208 เสียง (ยังไม่หัก ส.ส. "งูเห่า" หรือ "ฝากเลี้ยง" ที่อยู่ในฝ่ายค้าน แต่มักโหวตสนับสนุนรัฐบาล) เมื่อรวมกับ 16 เสียงของ ศท. ในฐานะ "ฝ่ายค้านอิสระ" ก็ยังมีเสียงไม่ถึงเกณฑ์คว่ำรัฐบาลกลางสภาได้ เว้นแต่ไปรวมกับกลุ่ม 16 จึงจะมีเสียงเท่ากับ 240 เสียง

อย่างไรก็ตามพรรคจิ๋วที่ยังอยู่ซีกรัฐบาลมีเพียง 8 พรรค ได้แก่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคไทรักธรรม พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลเมืองไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคเพื่อชาติไทย

เสียงในสภา. . .