ฝีดาษลิง : วัคซีนโควิด ล็อกดาวน์ บิล เกตส์ และสารพัดข่าวลือเกี่ยวกับโรคนี้

ที่มาของภาพ, Facebook/ An0maly/ NTI
ตั้งแต่โรคฝีดาษลิงเริ่มแพร่ระบาดในหลายประเทศ มีความเท็จต่าง ๆ ถูกเผยแพร่มากมายบนโลกออนไลน์ซึ่งดูเหมือนเป็นการเอาข้อมูลเรื่องโรคโควิด-19 มาใช้ซ้ำ
ไม่มีล็อกดาวน์
ผู้ใช้ติ๊กต็อก (TikTok) จำนวนมากบอกว่าทางการจะเริ่มห้ามไม่ให้คนเดินทาง โดยบางคนบอกว่าจะมี "monkeypox lockdowns" หรือการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรคฝีดาษลิง
เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่คนกังวลกันเรื่องนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่านี่ไม่ใช่โควิด และผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ตรงกันว่าจะไม่มีการระบาดของโรคนี้เป็นวงกว้าง
ฝีดาษลิงแพร่ระบาดยากกว่าโควิดมาก และเราก็มีวัคซีนและวิธีรักษาโรคนี้ นอกจากนี้ คนจะสามารถแพร่เชื้อได้ก็ต่อเมื่อเริ่มมีอาการแล้วเท่านั้น ทำให้สามารถหาและแยกตัวผู้ติดเชื้อได้ง่าย
ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ฮอร์นบี ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การระบาดใหญ่ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า การล็อกดาวน์และการฉีดวัคซีนหมู่ไม่ใช่วิธีในการรับมือกับเรื่องนี้
เขาบอกว่าควรให้คนที่เสี่ยงติดเชื้อจากการสัมผัสกักตัวและให้วัคซีนเฉพาะคนในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังบอกอีกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนหมู่ และก็ไม่ได้ห้ามคนเดินทาง
ไม่มีหลักฐานว่าถูกสร้างในห้องทดลอง
บัญชีโซเชียลมีเดียทั้งในยูเครน รัสเซีย จีน และสหรัฐอเมริกา หลายราย ล้วนพยายามอ้างว่าโรคฝีดาษลิงเริ่มแพร่ระบาดเพราะหลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ดี เป็นไปได้ที่เราจะหาว่าไวรัสนั้น ๆ มาจากไหนโดยดูจากลำดับดีเอ็นเอ หรือลำดับพันธุกรรม จากข้อมูลที่มี ผู้เชี่ยวชาญสามารถสืบสาวที่มาของโรคกลับไปยังสายพันธุ์ฝีดาษลิงที่แพร่ระบาดกันโดยทั่วไปในภูมิภาคตะวันตกของแอฟริกา ไม่ได้มาจากการสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด
กรณีคนที่ติดเชื้อในภูมิภาคอื่นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2018 และ 2021 หรือสหรัฐฯ ในปี 2021 ล้วนมาจากมนุษย์และสัตว์ที่นำเข้ามาในประเทศ
ศ.ฮอร์นบี บอกว่าเป็นไปได้มากที่การระบาดในครั้งนี้ก็มาจากสาเหตุเดียวกัน เขาบอกว่า ข่าวลือที่ว่าเชื้อนี้หลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ไม่มีหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น

ที่มาของภาพ, UKHSA
ไม่มีหลักฐานว่ามีการวางแผนให้เชื้อระบาด
หลายคนในโลกออนไลน์บอกว่าคนอย่าง บิล เกตส์ และแอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังแผนการทำให้เชื้อนี้ระบาด
ความเชื่อซึ่งไร้หลักฐานนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วสื่อรัสเซีย บนเวยป๋อ (หรือ เวยโป๋) โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีน และบนอินสตาแกรม นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลลักษณะนี้บนเฟซบุ๊กในภาษาโรมาเนีย เยอรมัน อังกฤษ อารบิก ฝรั่งเศส สโลวีเนีย ฮังการี และปัญจาบ
ข้อมูลเท็จนี้อิงจากเอกสารโดยสถาบัน Nuclear Threat Initiative (NTI) ในสหรัฐฯ ย้อนไปเมื่อปี 2021 NTI จัดเวิร์กช็อปโดยให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ลองวางแผนรับมือสถานการณ์การระบาดโดยแค่สมมติสถานการณ์ขึ้นมาว่าโลกต้องเผชิญการระบาดของโรคฝีดาษลิง
ฝีดาษลิงไม่เกี่ยวกับวัคซีนโควิด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข่าวลือหนึ่งพยายามบอกว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าใช้ไวรัสที่พบในลิงชิมแปนซี ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเลยพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนโควิดกับการระบาดของโรคฝีดาษลิง
อย่างไรก็ดี โรคฝีดาษลิงเกิดจากไวรัสที่ต่างกันจากที่พบในวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าโดยสิ้นเชิง โดยคิดกันว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นไวรัสที่พบในสัตว์จำพวกหนู ไม่ใช่ลิง
อีกข่าวลือหนึ่งบอกว่าวัคซีนโควิดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันคนเราต่ำลง ส่งผลให้ติดเชื้อโรคอื่นได้ง่ายขึ้น
แต่นี่เป็นข้อมูลที่ไร้หลักฐาน ที่จริงแล้ววัคซีนเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้น ไม่ใช่ลดภูมิคุ้มกันในร่างกาย
มีคนจำนวนน้อยมากที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านวัคซีน โดยร่างกายจะเริ่มทำลายตัวเองอย่างที่เห็นในกรณีของมีคนมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนจะไปกดภูมิคุ้มกันในร่างกาย หรือทำให้ความสามารถของร่างกายในการต่อสู้โรคอื่น ๆ ลดลง











