อภิปรายไม่ไว้วางใจ : ชัยวุฒิ VS ก้าวไกล กับข้อมูลคนละด้านว่าด้วยข่าวปลอม-สัมปทานดาวเทียม

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ให้เหตุผลว่าที่เข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงดีอีเอส เพื่อปกป้องและรักษาสถาบันหลักของชาติที่กำลังถูกทำลายโดยใช้โซเชียลมีเดียสร้างข่าวปลอม หลังฝ่ายค้านอภิปรายกล่าวหาว่าจงใจออกประกาศกระทรวง เพื่อเป็น "ใบอนุญาตให้รัฐติดตั้งกล้องวงจรปิดบนอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ เพื่อให้ตัวเองล้วงข้อมูลประชาชน"
ในวันสุดท้ายของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 2 ส.ส. พรรคก้าวไกลเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยกล่าวหาว่าใช้อำนาจรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน "สร้างสัมปทานจำแลง" ให้ไทยคม นอกจากนี้ยังจ้องปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยใช้ความมั่นคงและปัญหาข่าวปลอม (เฟกนิวส์) เป็นข้ออ้างในการปิดหู-ปิดปากประชาชน
"ปกรณ์วุฒิ" อัดดีอีเอส สอดแนม-ปิดปาก-ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายใน 2 ประเด็นหลักคือ ความล้มเหลวในการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่คุกคามสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน โดยเฉพาะผู้เห็นต่างจากรัฐบาล
นายปกรณ์วุฒิ ซึ่งเคยทำงานในวงการดิจิทัลมาก่อนเข้ามาเป็น ส.ส. ชี้ให้เห็นความสับสนและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในช่วงโควิด-19 เช่น การสร้างระบบเตือนเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสียง หรือการลงทะเบียนฉีดวัคซีน ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายทั้งที่มีการสร้างแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากมาย แต่กลับใช้งานไม่ได้จริง
"ถ้ากระทรวงทำงานที่ตัวเองควรทำ อีกเป็นพันเป็นหมื่นชีวิตอาจจะไม่ต้องเจ็บป่วย อีกเป็นร้อยเป็นพันครอบครัวอาจจะไม่ต้องเจอกับความสูญเสีย" นายปกรณ์วุฒิกล่าว
ส.ส. ก้าวไกลอภิปรายต่อว่า แทนที่นายชัยวุฒิจะทำในสิ่งที่ควรทำคือพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนในภาวะโรคระบาด กลับมุ่งเน้นแต่ภารกิจเดียวคือ "การควบคุมความคิดประชาชน ปิดหูปิดปาก ผูกขาดความจริง และพยายามสอดแนมประชาชน โดยใช้คำว่าความมั่นคงเป็นข้ออ้าง และใช้ปัญหาข่าวปลอมมาบังหน้า"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายปกรณ์วุฒิยกตัวอย่าง "ผลงาน" ในการปราบปรามผู้เห็นต่างของนายชัยวุฒิ เช่น การจับตากลุ่มเฟซบุ๊ก "ย้ายประเทศกันเถอะ" การดำเนินคดีกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 147 รายที่โพสต์ความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงรัฐบาล การพูดข่มขู่ดาราที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาโควิด-19 และการส่งเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมากในความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
แต่การกระทำของ รมว.ดีอีเอส ที่นายปกรณ์วุฒิเห็นว่ามีปัญหามากที่สุดคือการออกประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2564
นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ประกาศฉบับนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ส.ค. เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลนี้ใช้ในการ "คุกคามเสรีภาพประชาชนทุกทางไม่ว่าจะใช้วิธีสกปรกขนาดไหน"
เขาสรุปสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ว่า เป็นการกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลกที่ให้บริการคนไทย ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงร้านอาหารต่าง ๆ ที่มีบริการไวไฟฟรี ต้องจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อให้รัฐเรียกข้อมูลได้เมื่อต้องการ
ส.ส. ก้าวไกลอธิบายว่า ประกาศฉบับนี้ นอกจากจะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน เพราะข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บนั้นจะสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานอย่างชัดเจน ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลนั้น เช่น วันเวลาในการเข้าออกจากระบบ หมายเลขอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สถานที่ และรายละเอียดการทำธุรกรรม ฯลฯ ซึ่งนายปกรณ์วุฒิบอกว่าเป็นเรื่องที่ "น่ากลัวมาก" โดยเฉพาะหากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ผิดวิธี

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
"ประกาศฉบับนี้จะทำให้รัฐล้วงข้อมูลถึงขั้นระบุตัวตนได้ รัฐจะรู้พฤติกรรมของบุคคลทั้งหมด เช่น บ้านอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร มีรถกี่คัน... และที่สำคัญที่สุดคือรัฐสามารถล้วงเข้าถึงข้อมูลที่ลึกเสียยิ่งกว่าที่แพลตฟอร์มระดับโลกใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ตำรวจจะค้นบ้านยังต้องมีหมายศาล แต่ประกาศฉบับนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในความทรงจำของอินเทอร์เน็ตของทุกคนในประเทศนี้ได้ตามอำเภอใจ" นายปกรณ์วุฒิกล่าว
เขาเปรียบประกาศฉบับนี้เป็น "ใบอนุญาตให้รัฐติดตั้งกล้องวงจรปิดบนอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ เพื่อให้ตัวเองล้วงข้อมูลประชาชนได้ทั้งหมดตามอำเภอใจว่าใครทำอะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไรบ้าง" โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือสอดแนมบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐ
"แล้วไม่ต้องลุกขึ้นมาตอบว่าถ้าไม่ทำผิดกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไรนะครับ เพราะถ้าตอบแบบนั้น ผมจะขอให้ท่านเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดของตัวท่านเองตามที่ประกาศฉบับนี้ระบุสู่สาธารณะเดี๋ยวนี้เลย เพราะถ้าไม่ผิดแล้วจะกลัวอะไร"
ส.ส. ก้าวไกลอภิปรายต่ออีกว่า ประกาศฉบับนี้อาจจะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติในอนาคตด้วย เนื่องจากจะมีการบังคับใช้กับแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลนี้ก็ได้กดดันผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กมาอย่างต่อเนื่องให้ปิดบัญชีผู้ใช้ ปิดกลุ่ม หรือปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหา แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะผู้ให้บริการจะทำเช่นนั้นก็ต่อเมื่อเป็นอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายสากลระหว่างประเทศ เช่น การค้ามนุษย์ ก่อการร้ายหรือยาเสพติด
"ไปขอให้เขาปิดแอคเคาท์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเขาไม่ปิดให้ครับ เอาคดี 112 (ข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์) ไปอ้างเขาก็ไม่ปิดให้ หรือเอาคดี 116 (ข้อหายุยงปลุกปั่น) ไปอ้างก็จะโดนเขาหัวเราะเยาะ... พอโดนปฏิเสธมาก ๆ เข้า คงจะเอาประกาศฉบับนี้ไปกดดันผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ให้เขายืนยันตัวตนผู้ใช้ในไทย ขอข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งผมมั่นใจว่าเขาไม่ให้เพราะมันเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายปกรณ์วุฒิเตือนว่า การกดดันผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจทำให้ผู้ประกอบการลดการลงทุนหรือถอนการลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต หรือการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในด้านทักษะดิจิทัลออกจากไทยไปเลย และยังอาจทำให้รัฐไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการเหล่านี้ในการดำเนินการกับผู้ที่ก่ออาชญากรรมไซเบอร์จริง ๆ เช่น การขายของผิดกฎหมาย การตรวจเนื้อหาความรุนแรง
นายปกรณ์วุฒิสรุปทิ้งท้ายในการอภิปรายว่า เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกระทรวงดีอีเอสเป็นอย่างมาก "แต่รัฐบาลไม่ได้มองเทคโนโลยีนี้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่รัฐกำลังเห็นว่าเทคโนโลยีคือภัยคุกคามต่ออำนาจของตัวเอง"
ชัยวุฒิลั่นทำภารกิจป้องสถาบันหลักฯ ที่ถูกทำลายโดยโซเชียล
เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข่าวปลอมทำลายล้างทางการเมือง นายชัยวุฒิปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่ในฐานะ รมว.ดีอีเอส จำเป็นต้องทำหน้าที่ โดยกระทรวงมีหน้าที่เพียงยื่นคำร้องต่อศาล ส่วนการจะปิดหรือระงับการเผยแพร่หรือไม่ขึ้นอยู่กับศาล
จากนั้นเขาได้เปิดสถิติการดำเนินการระงับข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสมกว่า 2.9 ล้านยูอาร์แอล โดยพบว่าเป็นกรณีหมิ่นสถาบันฯ สูงสุดถึง 2.65 ล้านยูอาร์แอล ส่วนที่เหลือเป็นกรณีพนันออนไลน์ 16,741 ยูอาร์แอล, ลามกอนาจาร 13,213 ยูอาร์แอล และละเมิดลิขสิทธิ์ 556 ยูอาร์แอล
ขณะที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพบว่า เฟกนิวส์ที่ถูกสร้างขึ้น เป็นหมวดสุขภาพสูงสุด 54% เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 "แม้แต่พ่อแม่ของผมก็ยังจะไม่ไปฉีดวัคซีน" ในช่วงที่มีการเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีน แต่ที่ต้องดูคือการใช้โซเชียลมีเดียในการฝ่าฝืนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ชักชวนคนไปชุมนุม และใช้สร้างความเกลียดชัง ปลุกปั่น ล้างสมอง ทำให้เกิดความรุนแรงในการประท้วง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้ รมว.ดีอีเอสยังเปิดภาพโพสต์ตัวอย่างที่เขาให้คำจำกัดความว่าเป็นการ "สื่อข่าวเท็จ" และ "บิดเบือนข้อมูล" ในโซเชียลมีเดีย ปรากฏข้อความของ ส.ส. ก้าวไกล คือนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และนายรังสิมันต์ โรม ตามลำดับ ก่อนกล่าวว่า "ผมก็ไม่ได้ดำเนินคดีอะไร ก็คิดว่าท่านอาจจะเป็นเหยื่อของข่าวปลอมด้วย" และ "ผมไม่ได้มีเจตนาจะใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือการเมือง เราจึงดำเนินคดีไปเพียง 2 ราย"
สำหรับ 2 คดีที่เขาอ้างถึงคือ คดีอดีตผู้สมัคร อบจ. ของคณะก้าวหน้าใช้ภาพคนตายจากต่างประเทศมาโพสต์วิจารณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล และคดี "วัคซีนพระราชทาน" ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
รมต. ชัยวุฒิกล่าวว่า ที่เข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวง เพื่อปกป้องและรักษาสถาบันหลักของชาติ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะวันนี้สถาบันหลักของเรากำลังถูกทำลายโดยการใช้โซเชียล ใช้คอมพิวเตอร์สื่อสารข้อมูลกันอย่างแพร่หลาย และเป็นข้อมูลเท็จ บิดเบือน ทำให้เกิดความเกลียดชังกัน และเป็นข้อมูลที่สังคมไทยเรารับไม่ได้
"เขาต้องการเพียงแค่ล้างสมองคนรุ่นใหม่ให้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในประเทศเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ ผมจึงต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด" นายชัยวุฒิกล่าวและแสดงความเชื่อมั่นว่าคนไทยทั้งประเทศเข้าใจตัวเขา และเข้าใจภารกิจของกระทรวงในการรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง และปกป้องสถาบันหลักของชาติ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผลจากการปรากฏภาพในสไลด์ประกอบคำชี้แจงของ รมว.ดีอีเอส ทำให้นายรังมันต์ใช้สิทธิพาดพิง โดยกล่าวว่า รมต. พยายามพูดว่าพรรคก้าวไกลเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเฟกนิวส์ "อย่าคิดว่าคนอื่น ๆ จะเป็นเหมือนท่านที่สร้างเฟกนิวส์ตลอด ขอเรียนว่าการเป็นศัตรูกับคนรุนใหม่ ไม่มีทางอยู่ได้นาน เพราะกำลังเป็นศัตรูกับอนาคต"
ส่วนนายวิโรจน์ยืนยันว่า ข้อความที่โพสต์เรื่องวัคซีนมีต้นทางและแหล่งอ้างอิงจากทวิตเตอร์ของนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จึงมีที่มาที่ไป
โรมกล่าวหา "สัมปทานจำแลง" เอื้อทุนใกล้ชิด
อีกประเด็นที่ ส.ส. ก้าวไกลอีกคนหยิบยกมาอภิปราย เป็นข้อกล่าวหาว่า รมว.ดีอีเอส ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์พวกพ้องในคดีพิพาทดาวเทียมไทยคมซึ่งมีอยู่ 3 คดี นายรังสิมันต์ระบุว่า ในเวลา 6 เดือนที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี มีความพยายามจะเปลี่ยนอนุญาโตตุลาการ 3 ครั้ง จนน่าสงสัย ซึ่งต่อมาปรากฏว่าอัยการสูงสุด (อสส.) ได้เข้าไปเป็นอนุญาโตตุลาการทั้ง 3 คดี เมื่อ 11 มิ.ย. 2564 ทั้งนี้นายรังสิมันต์ให้ข้อมูลว่า อสส. เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยคม ในการเรียนหลักสูตรพิเศษหลักสูตรหนึ่งเมื่อปี 2561
"การตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นคนเดียวกันในทุกคดี ถ้าบุคคลนั้นถูกครอบงำหรือมีวาระแอบแฝงแล้ว นี่คือการสร้างความย่อยยับให้กับทุกคดีพร้อม ๆ กัน คุณชัยวุฒิและกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เล็งเห็นเรื่องนี้หรือไม่" นายรังสิมันต์ตั้งคำถาม

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
อย่างไรก็ตาม อสส. แจ้งถอนตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุจากทั้ง 3 คดีในเดือน ก.ค. ก่อนปรากฏชื่อเลขานุการ อสส. เข้ามาเป็นอนุญาโตตุลาการเมื่อ 7 ก.ค. 2564 ส่วนอีก 2 คดี อสส. แต่งตั้งอดีตอธิบดีอัยการเข้าไปเป็นเป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายกระทรวง เมื่อ 23 ก.ค. 2564 ซึ่งนายรังสิมันต์ไปสืบทราบและโยงใยมาได้ว่าบุคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเพื่อนร่วมหลักสูตรเดียวกับผู้บริหารบริษัทไทยคม 2 คนเมื่อปี 2562 แต่ที่น่าสนใจคือเขาคนนี้เคยเป็นคณะทำงานของ อสส. เพื่อต่อสู้คดีไทยคม 7 และ 8 เมื่อปี 2560
"เขาย่อมรู้จุดแข็งจุดอ่อนของข้อมูลและสำนวนคดี ไม่ต่างอะไรกับการเอาอดีตทนายความที่เคยถูกจ้างให้ทำคดี มาเป็นผู้พิพากษาในคดีเดียวกัน ย่อมเป็นที่กังขาถึงความเป็นกลาง ถึงความเป็นอิสระ ถึงประโยชน์ทับซ้อนได้" ส.ส. ก้าวไกลกล่าวและแสดงความกังวลว่า แม้สุดท้ายผลการพิจารณาชี้ขาดว่ากระทรวง เป็นผู้ชนะ ก็อาจถูกฝ่ายไทยคมเอาไปเป็นเหตุขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยอ้างว่ากระทรวงตั้งคนที่ตัวเองรู้ดีว่าเป็นคณะทำงานสู้คดี มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับตนให้มาเป็นอนุญาโตตุลาการ แสดงถึงเจตนาอันไม่สุจริต นี่จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงทำให้รัฐเสียโอกาสจากทั้ง 2 คดี ซึ่งมูลค่า 18,189 ล้านบาท
สำหรับการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทกรณีกรณีดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ที่กระทรวงดีอีเอส และบริษัทไทยคมต่างฟ้องร้องอ้างกรรมสิทธิ์
นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงเส้นทางกิจการดาวเทียมของไทยอีก 2 ดวงคือดาวเทียมไทยคม 4 และ 6 หลังครบอายุสัมปทาน 30 ปี (11 ก.ย. 2534-10 ก.ย. 2564) สรุปความเคลื่อนไหวสำคัญได้ ดังนี้
- 30 ก.ค. 2564 รมว.ดีอีเอสลงนามในสัญญามอบสิทธิในการบริหารจัดการทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานปี 2534 ให้กับ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รัฐวิสาหกิจภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงดีอีเอส
- ต่อมา ไทยคมเจรจากับ NT ขอเป็นผู้บริหารจัดการดาวเทียมไทยคม 4 และ 6 ต่อไปหลังสิ้นสุดสัญญา และ NT ก็มีแนวโน้มจะรับข้อเสนอของไทยคม ทั้งที่เคยบอกว่ามีศักยภาพจะดำเนินการเอง
- ต่อมา มีการทำความตกลง 2 ชุด ชุดแรก NT จ้างไทยคมให้เป็นผู้บริหารจัดการดาวเทียมไทยคม 4 และ 6 ต่อไป ภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท/ปี ชุดที่สอง NT ตกลงให้บริษัทลูกของไทยคม เข้ามาซื้อความจุในช่องสัญญาณจากดาวเทียมทั้ง 2 ดวงนี้ไปให้บริการลูกค้าเองในสัดส่วน 80% ของความจุทั้งหมด ในราคาประมาณ 283 ล้านบาท/ปี
"นี่เป็นการอัฐยายซื้อขนมยายหรือไม่ เพราะสุดท้ายเครือไทยคมจ่ายเงินให้ NT แค่ 83 ล้านบาทเท่านั้น จากการใช้งานดาวเทียมของรัฐถึง 2 ดวง" ส.ส. ก้าวไกลกล่าว
เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เป็นการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หาวิธีการที่ไม่ต้องดำเนินธุรกิจด้วยตนเองหรือไม่ ซึ่ง ไม่ต่างอะไรจาก "สัมปทานจำแลง" ไม่ต่างจากเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาที่มีแค่ไทยคม ที่ผูกขาดธุรกิจดาวเทียมไว้และจะยังคงผูกขาดต่อไป

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
อีกเส้นทางที่นายรังสิมันต์ฉายภาพคู่กัน คือการเข้าซื้อหุ้นใน บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไทยคม ของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในรอบปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จาก 22 มิ.ย. 2563 มีหุ้น 4.59% บริษัทนี้เข้าถือหุ้นในอินทัชฯ ด้วยสัดส่วน 28.85% ในวันที่ 27 ก.ค. 2564 แซงหน้า SINGTEL จากสิงคโปร์ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดก่อนหน้านี้
"บริษัทนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยคมเป็นที่เรียบร้อย ในเวลา 3 วันก่อนที่กระทรวงดีอีเอสจะเซ็นมอบให้ NT ดูแลดาวเทียมหลังสัมปทาน และเมื่อถึง 5 ส.ค. บริษัทนี้ก็ถือหุ้นในอินทัชเป็นสัดส่วนสูงถึง 42.25%"
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่นายรังสิมันต์ใช้กล่าวหานายชัยวุฒิว่าใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัทนี้ในช่วงหลายปีที่ถูกตัดสิทธิการเมือง
"ไม่เคยเอื้อประโยชน์ไทยคม"
ทันทีที่การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านสิ้นสุดลง นายชัยวุฒิเปิดฉากชี้แจงโดยร่ายประวัติความเป็นมาของตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กชายในจังหวัดสิงห์บุรี เข้าเรียนจนจบ "วิศวะจุฬาฯ" ไปต่อปริญญาโทเมืองนอก ทำงานภาคเอกชน มาลงเล่นการเมืองได้เป็น ส.ส. สมัยแรกอายุ 27 ไปทำงานวิชาการ กลับมาเล่นการเมือง แล้วไปทำงานภาคเอกชนช่วงถูก "เว้นวรรคการเมือง" ซึ่งช่วงนี้เองที่ได้ไปทำงานบริษัทพลังงานเมื่อปี 2551 และได้สัมภาษณ์งานกับซีอีโอ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ "วิศวะจุฬา"
จากนั้นเขาได้เล่าถึงนโยบายที่ซีอีโอรายนั้นมอบไว้ว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ดี สร้างความมั่นคงให้ประเทศ, สร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ทำทุจริตผิดกฎหมาย ซึ่งบริษัทก็ทำอย่างนี้มาตลอด ไม่เคยโดนฟ้องร้อง ทุจริต หรือเกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง และย้ำว่าการกลับมาลงเลือกตั้งปี 2562 ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบริษัทที่อภิปรายถึง
"ท่านบอกว่าผมเอื้อประโยชน์ อยู่ในระบอบปรสิตที่ท่านตั้ง ผมไม่ใช่คนอย่างที่ท่านคิด... พอมาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ไม่ทราบว่ากัลฟ์ไปทำธุรกิจสื่อสารอะไร เพราะผมออกมาแล้ว เมื่อมาทราบภายหลังก็ระวังการทำงาน ไม่เคยเอื้อประโยชน์ไทยคมตามที่ท่านกล่าวหา" นายชัยวุฒิกล่าว

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
เขากล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ผู้อภิปรายอาจไม่เข้าใจคือธุรกิจดาวเทียม ถูกผูกขาดโดยไทยคมมา 30 ปี การหาผู้ประกอบการรายใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลวงโคจรดาวเทียมไม่นานนี้ มีผู้ยื่นประมูลรายเดียวคือบริษัทไทยคม ทาง กสทช. จึงต้องยกเลิกการประมูล เลื่อนออกไปก่อน
รมว.ดีอีเอสกล่าวว่า ตอนส่งมอบดาวเทียมไทยคม 4 และ 6 คืนให้รัฐหลังครบสัญญา บริษัทไทยคมส่งเฉพาะการให้บริการสถานีแม่ข่าย (เกตเวย์) แต่ไม่ได้ส่งตัวรับ-ส่งสัญญาณภาคพื้นที่ (เทเลพอร์ต) มาให้ จึงต้องขอเช่าอุปกรณ์ของไทยคมเพื่อดำเนินการต่อไปได้
"ทุกวันนี้บริษัทที่ทำธุรกิจดาวเทียมในไทยมีรายเดียวคือไทยคม ท่านบอกให้ไปหารายอื่น ไปหารายไหน ท่านเสนอมาสิครับ ท่านบอกสัมปทาน ๆ ๆ ไม่มี มันจบไปแล้วตั้งแต่ 10 ก.ย. มันจบไปแล้ว ตื่นได้แล้วครับ" นายชัยวุฒิกล่าว
เขายังให้ข้อมูลดาวเทียมไทยคม 4 ไว้ว่า ลูกค้า 87% เป็นต่างประเทศ ส่วนดาวเทียมไทยคม 6 ลูกค้าเป็นภาคเอกชนและรัฐไทยรวม 62% ซึ่งในส่วนของลูกค้าไทย NT ติดต่อเองทั้งหมด แต่ลูกค้าต่างประเทศ ต้องยอมรับว่าไม่เชี่ยวชาญ อาจไม่มีศักยภาพในการติดต่อหรือทำธุรกิจด้วย เพราะเป็นคู่ค้าที่เราไม่รู้จัก อาจต้องใช้ไทยคมในการประสานงานหรือเพื่อให้ธุรกิจดำเนินการต่อไปได้
อย่างไรก็ตามทั้งการเช่าอุปกรณ์ของไทยคม และการให้ตัวแทนติดต่อลูกค้าในต่างประเทศ ไม่ใช่การให้ "สัมปทานจำแลง" ตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการทำธุรกิจร่วมกัน เป็นการช่วยกัน ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้นโยบายที่ว่าต้องไม่มีทีวีจอดำ และต้องคุ้มครองประชาชนไม่ให้เสียค่าบริการแพงกว่าเดิม
ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงอนุญาโตตุลาการ นายชัยวุฒิกล่าวว่าแทบไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีคดีความ ไม่เคยไปขึ้นศาล เพราะเขาเป็นอัยการ แต่เมื่อมีการลาออก ก็ทำหนังสือไป อสส. ให้ส่งคนใหม่มา การดำเนินการทั้งหมดเป็นเรื่องของ อสส. และไม่ได้ไปแทรกแซงหน่วยงานด้านยุติธรรม และวิจารณ์ผู้อภิปรายว่า "เป็นการคาดเดา ปะติปะต่อเรื่องไป เลื่อนลอยมาก"









