โควิด-19 : ทวิดา กมลเวชช "เจ้าแม่ภัยพิบัติ" มองปรากฏการณ์ "ฟ้องรัฐบาล" ในวิกฤต

การชูนิ้วมือเป็นอักษรรูปตัว "วี" อันหมายถึงการฉีดวัคซีน และชัยชนะ กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำของนายกรัฐมนตรีไทย

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, การชูนิ้วมือเป็นอักษรรูปตัว "วี" อันหมายถึงการฉีดวัคซีน และชัยชนะ กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำของนายกรัฐมนตรีไทย
    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ ผู้สื่อข่าววิดีโอ

ประเทศไทยหวนกลับไปสู่จุดที่เคยเป็นในช่วงปีก่อน หลังศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ประกาศล็อกดาวน์กรุงเทพฯ และปริมณฑล และเคอร์ฟิว 10 จังหวัด

การตัดสินใจของ ศบค. เกิดขึ้นเมื่อ 9 ก.ค. หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นับแต่มีการระบาดในไทยครั้งแรกเมื่อ ม.ค. 2563 ด้วยตัวเลขทะลุ 9 พันราย

นอกจากสถิติทางระบาดวิทยาที่ถูกแถลงรายวัน ผศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ชี้ว่า โควิด-19 เผยให้เห็นปัญหารัฐราชการไทยแบบถึงรากจากการที่ "รัฐผิดไม่ได้" อีกทั้งยังนิยมใช้อำนาจกำกับควบคุมแบบ "รัฐถนัดใช้ไม้เรียว"

ท่ามกลางการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนา โดยสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ได้เข้ายึดครองพื้นที่การแพร่ระบาดจากสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ในกรุงเทพฯ และกระจายไปอีกหลายจังหวัด ด้วยอัตราการแพร่เชื้อเร็วกว่า และทำให้เชื้อลงปอดไวกว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมจึงลดลงอย่างชัดเจน

"วัคซีนที่มี" จึงไม่ใช่ "วัคซีนที่ดี" อีกต่อไปในความคิดของบุคลากรทางแพทย์และประชาชนบางส่วน

เมื่อ "รัฐราชการไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป"

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความพยายามแสวงหา "วัคซีนที่ดีกว่า" หลังเกิดกรณี "เอกสารหลุด" จากวงประชุมฝ่ายวิชาการของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนที่กรมควบคุมโรคเมื่อ 30 มิ.ย. ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ "หมอแต่งดำ" เรียกร้องให้นำเข้าวัคซีน mRNA (ไฟเซอร์, โมเดอร์นา) ให้เร็วที่สุดและใช้เป็นวัคซีนหลัก ก่อนที่ ศบค. จะมีมติให้ใช้ไฟเซอร์เป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 (บูสเตอร์โดส) แก่บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข

ประชาชนผู้ร่วมกิจกรรม "คาร์ม็อบ" เมื่อ 3 ก.ค. ถามหาวัคซีน mRNA สำหรับคนไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประชาชนผู้ร่วมกิจกรรม "คาร์ม็อบ" เมื่อ 3 ก.ค. ถามหาวัคซีน mRNA สำหรับคนไทย

ผศ.ดร. ทวิดากล่าวกับบีบีซีไทยว่า โควิด-19 ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีจุดร่วมกันคือเรื่องวัคซีน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของรัฐในเวลานี้ "โกลาหลไปหมดแล้ว" จากปัญหาการจัดสรรวัคซีนแต่ดั้งเดิม มาถึงการเรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพมากขึ้น มันเหมือนกับที่ผ่านมา รัฐตัดสินใจให้มาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นผู้ถือครองทรัพยากรส่วนใหญ่, ต้องตัดสินใจบนกฎระเบียบ และเชื่อว่ารัฐมองเห็นผลประโยชน์โดยรวม แต่สุดท้ายรัฐกลับถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลได้เอง อาทิ ทำไมไม่เข้าร่วมโคแวกซ์, ทำไมมีวัคซีน 2 ชนิดเท่านั้นให้เลือก, ทำไมตอนหลัง ๆ สั่งซื้อวัคซีนได้โดยกฎหมายบางตัวที่ประชาชนไม่เคยรู้มาก่อน

จากทุกเรื่องรวมกัน มันทำให้ไปสู่จุดที่อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจรายนี้ใช้คำว่า "รัฐราชการไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป" และ "การตัดสินใจแบบที่รัฐอยู่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีอยู่จริงแล้ว"

นิสัย "คุณพ่อรู้ดี" ทำ "รัฐผิดไม่ได้"

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณี "เอกสารหลุด" ซึ่ง ผศ.ดร. ทวิดาเรียกมันว่าช็อตโน้ต หรือบันทึกย่อ ได้ปรากฏข้อความอย่างน้อย 2 ส่วนที่กระแทกใจ-กระเทือนความรู้สึกของผู้คนในสังคม

ข้อความแรก "ถ้าเอามาฉีดกลุ่ม 3 (บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข) แสดงว่าเรายอมรับว่าซิโนแวคไม่มีผลในการป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมากขึ้น"

ภาคีบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่ม "หมอไม่ทน" นำรายชื่อประชาชนกว่า 2.1 แสนชื่อ พร้อมข้อเรียกร้องให้นำเข้าวัคซีน mRNA ไปยื่นที่รัฐสภา เมื่อ 7 ก.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ภาคีบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่ม "หมอไม่ทน" นำรายชื่อประชาชนกว่า 2.1 แสนชื่อ พร้อมข้อเรียกร้องให้นำเข้าวัคซีน mRNA ไปยื่นที่รัฐสภา เมื่อ 7 ก.ค.

นักวิชาการที่ผ่านวงประชุมตั้งแต่ระดับชาติยันระดับคณะ เห็นว่า เรามักต้องพูดความจริงในที่ประชุม เพราะถ้ามานั่งหลอก ๆ กันอยู่ในที่ประชุม ก็ทำงานไม่ได้ ถามว่าเรารู้หรือไม่ว่าวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มมีประสิทธิภาพไม่เท่าวัคซีนชนิดอื่น รู้ เพราะได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้ว

"ดังนั้นคำพูดที่ว่าจะทำให้ความน่าเชื่อถือของวัคซีน 2 เข็มแรกลดน้อยลง เป็นคำพูดที่จริง แต่มันจริงโดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องความเชื่ออีกต่อไป จึงต้องกลับไปที่คนพูดว่าพูดเพื่ออะไร" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว

ส่วนเรื่องแก้ตัว อาจารย์ทวิดายืนยันว่ารัฐแก้ตัวได้ แต่ต้องแก้ตัวแบบแก้ไขการตัดสินใจก่อนหน้า ไม่ใช่แก้ตัวแบบแถ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าแนวคิด "รัฐผิดไม่ได้" เป็นปัญหารากเหง้าของรัฐไทย แต่ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเร็ว จนความรู้แบบเฉพาะสถานการณ์/หน้างาน (snap shot) ไม่พอ อีกทั้งข้อมูลข่าวสารก็หลั่งไหลรวดเร็วเพียงแค่กดปุ่มส่งต่อ (forward) ต้นทางของข้อมูลจึงจำเป็นต้องรู้ว่าต้องตามแก้ไข และไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย

"รู้ให้เร็วว่าเราพลาด แก้ไข แล้วอย่าทำซ้ำอีก ตรงนี้คือหัวใจการทำงานในปัจจุบัน ไม่ใช่ผิดไม่ได้ แต่เพราะเราติดนิสัย 'คุณพ่อรู้ดี' มั้งคะ ศัพท์ของรัฐศาสตร์ (ที่อธิบายความเป็น) รัฐราชการ เมื่อรู้ดีแล้วไม่ได้ เสียหน้า งานนี้คุณผิดได้ค่ะ ผิดแล้วแก้ไขให้เร็ว ฮีโร่น่าจะอยู่ตรงนั้นนะคะ" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. ระบุ

ความครอบคลุมของวัคซีน ไม่เท่ากับ การนับหัวประชากร

อีกข้อความในเอกสารเดียวกันระบุว่า หากนำวัคซีนไปฉีดเป็นบูสเตอร์โดสให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ จะทำให้ "ไม่เพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีน"

รัฐบาลประกาศให้การฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากรไทยและประชากรแฝง หรือ 50 ล้านคนขึ้นไป เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้

สธ. ประกาศปรับแผนการกระจายวัคซีน โดยเร่งฉีดให้ผู้สูงอายุและผู้มี 7 โรคประจำตัวใน กทม. และปริมณฑล ตั้งเป้า 1 ล้านโดสภายใน 2 สัปดาห์นี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สธ. ประกาศปรับแผนการกระจายวัคซีน โดยเร่งฉีดให้ผู้สูงอายุและผู้มี 7 โรคประจำตัวใน กทม. และปริมณฑล ตั้งเป้า 1 ล้านโดสภายใน 2 สัปดาห์นี้

ผศ.ดร. ทวิดาเห็นว่า ฉากทัศน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบริหารจัดการวัคซีนคือมวลรวมวัคซีนพอสำหรับประชาชน ถ้าวันนี้มีวัคซีนทั้ง 5-6 ชนิดเต็มที่ โดยรัฐไม่เป็นฝ่ายจัดสรรทั้งหมด ใครมีความสามารถในการซื้อเลือกแบบหนึ่ง ขณะที่รัฐก็สามารถจัดสรรวัคซีนที่ดีให้แก่กลุ่มเสี่ยงได้ เช่น แพทย์และบุคลากรด่านหน้าฉีดไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา, ผู้สูงอายุ ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า, เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา ฉีดไฟเซอร์

ทว่าเมื่อฉากทัศน์นี้ไม่มี เพราะวัคซีนไม่มา เธอจึงสนับสนุนแนวคิดจัดสรรวัคซีน mRNA ให้แก่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข เป็นกลุ่มแรก และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมาเป็นกลุ่มที่สอง โดยให้เหตุผลว่า..

  • หมอ ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของคนทั้งประเทศ เพราะเป็นบุคลากรด่านหน้า, ต้องเจอผู้สูงอายุที่มารับบริการทางด้านการแพทย์, ต้องรักษาภาคบริการและการท่องเที่ยว
  • เด็ก เป็นความกังวลของทุกบ้านและยังไม่ได้วัคซีนชนิดใดเลย และสักพักเด็กต้องกลับสู่ข้างนอกโดยเป็นกลุ่มที่ระวังตัวน้อยมาก
บุคลากรสาธารณสุขสวมชุดป้องกันอย่างเต็มในที่ระหว่างตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่เสี่ยงสูง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บุคลากรสาธารณสุขสวมชุดป้องกันอย่างเต็มในที่ระหว่างตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่เสี่ยงสูง

นักวิชาการซึ่งถูกขนานนามว่า "เจ้าแม่ภัยพิบัติ" หรือ "เลดี้ ดิแซสเตอร์" (Lady Disaster) ตีความคำว่าครอบคลุมในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การนับหัวประชากร แต่พิจารณาบทบาทของแต่ละคน แล้วเอาความเสี่ยงเข้าไปจับ ดังนั้นนอกจากกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วจะอาการหนัก ยังมีกลุ่มเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อด้วย

"แต่พอพูดแบบนี้ก็จะทำให้คนอีกกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับพวกเขาหรือไม่ ปัญหาอยู่ตรงนี้ แอสตร้าเซนเนก้าอยู่ไหนล่ะ มันผลิตในประเทศนี่" ผศ.ดร. ทวิดาโยนคำถามขึ้น

"ซิงเกิล คอมมานด์ (เดอร์)" ใช้แบบเผด็จการ หรือ ประชาธิปไตย

รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 แบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ 26 เม.ย. โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้เป็น ผอ.ศบค. นั่งเป็น ผอ.ศูนย์วัคซีนอีกตำแหน่ง ประกาศบัญชาการด้วยตัวเองแบบ "ซิงเกิล คอมมานด์" (Single Command)

การนั่งเป็นประธานทุกคณะกรรมการชาติในวิกฤตโควิด-19 เป็นผลพวงจากการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ 26 เม.ย.2563 ถึงปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนความเป็นรัฐราชการอย่างรุนแรงมากตามทัศนะของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ พร้อมให้คำจำกัดความว่าเป็น "รัฐถนัดใช้ไม้เรียว"

นายกฯ กล่าวมอบนโยบายและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานที่สถานีกลางบางซื่อ ระหว่างคิกออฟฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติเมื่อ 7 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายกฯ กล่าวมอบนโยบายและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานที่สถานีกลางบางซื่อ ระหว่างคิกออฟฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติเมื่อ 7 มิ.ย.

อาจารย์ทวิดาอธิบายว่า รัฐราชการทั่วโลกสร้างจากหน้าที่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ประเด็นสาธารณะได้เกิดตรง "ช่องว่างระหว่างหน้าที่" ซึ่งทุกคนต้องร่วมกันทำ ไม่มีเจ้าภาพหลักถาวร ทว่าความเป็นรัฐราชการมักติดยึดอยู่กับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใคร พ.ร.บ. มัน การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินจึงเป็นการใช้เพื่อให้หน่วยงานยุติการไม่ยอมทำงานร่วมกัน โดยรวบเอา พ.ร.บ. และข้อบัญญัติเกือบ 40 ฉบับไปไว้ใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

  • มีอำนาจอนุมัติงบประมาณได้มากกว่า พ.ร.บ. ทุกฉบับ
  • มีอำนาจสะกิดให้ทุกหน่วยงานรู้ว่างานนี้นายกฯ คุมจริง และสามารถตัดข้อขัดแย้งได้
  • มีมาตราที่ยันความรับผิดและรับชอบให้ในภาวะที่ผันผวน ทำให้ผู้ปฏิบัติสบายใจขึ้น
  • มีอำนาจเชิงจิตวิทยาในการทำให้คนทั่วไปรู้ว่าโรคติดต่อเป็นเรื่องของทุกคน แต่ก็สร้างปฏิกริยาย้อนกลับจากการที่คนรู้สึกว่าถูกบังคับโดยกฎหมายยาวนานในการปฏิบัติตัว หากเอากฎหมายออกก็จะหยุดปฏิบัติ

ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ ผศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช

แม้เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2563 เพื่อเอาอำนาจพิเศษมาใช้ตัดสินใจ และลดข้อจำกัดจากการแก้ปัญหาราชการไทยไม่ทัน แต่ 30 วันหลังจากนั้น ผศ.ดร. ทวิดาพบว่าแนวทางการปฏิบัติใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อทั้งสิ้น และมองว่ายังใช้งาน พ.ร.ก. ไม่คุ้มค่า ไม่ได้ใช้ "ทุบรัฐราชการ" ปรับวิธีการทำงานให้ร่วมกันได้โดยใช้ พ.ร.บ. คู่กันหลายฉบับ โดยมี ศบค. คอยเชื่อม-สั่งการ-ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง

ผศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ย้ำว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควรใช้ตามความจำเป็นที่เหมาะสม ให้สถานการณ์เบาลง

ที่มาของภาพ, ฝ่ายสื่อสารองค์กร คณะรัฐศษสตร์ มธ.

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ย้ำว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควรใช้ตามความจำเป็นที่เหมาะสม ให้สถานการณ์เบาลง

อีกปัญหาที่พบคือ การนั่งเป็นประธานทุกคณะกรรมการชาติของนายกฯ ทำให้ทุกคณะกรรมการมีอำนาจเท่ากันหมด ไม่มีใครฟังใคร ต้องรอนายกฯ คนเดียว และเกิดการไม่เคารพความรู้ ข้อมูล และการเป็นมืออาชีพของแต่ละองค์คณะทั้งที่ควรปล่อยให้พวกเขามีอิสระในการตัดสินใจ

"Single Command (คำสั่งเดียว) ไม่ใช่การที่คน ๆ เดียวสั่งคนทั้งประเทศ มันไม่ได้บอก Single Commander (ผู้บัญชาการเดี่ยว) นะ Single Command หมายความว่าคำสั่งเดียว เป็นทิศทางการทำงาน เมื่อสั่งแบบนี้ มันต้องมีคนรับทอดคำสั่งต่อ" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว

เมื่อผู้นำคนเดียวไม่อาจควบคุมผู้ปฏิบัติทุกคนได้ สิ่งที่ต้องทำคือรวมศูนย์ข้อมูลและใช้ข้อมูลคุมคน ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานได้ นั่นเท่ากับว่า Single Command ไม่จำเป็นต้องใช้แบบเผด็จการ แต่สามารถใช้ผ่านวิธีการประชาธิปไตยได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนใช้ ใช้ด้วยเหตุผลใด รสนิยมในการใช้เป็นอย่างไร เอาข้อมูลมาสร้างความโปร่งใสในกระบวนการใช้หรือไม่

อาจารย์ทวิดาเห็นว่า การเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลของรัฐ จะทำให้คนไม่รู้สึกว่าเผด็จการเป็นผู้ใช้ เพราะเป็นการใช้อำนาจพิเศษภายใต้การตรวจสอบ

การสื่อสารที่ล้มเหลว

เมื่อ "ความจริงของรัฐบาล" กับ "ความเชื่อของประชาชน" บางส่วนไม่ตรงกัน ผลที่ตามมาคือการไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน สะท้อนผ่านแคมเปญ "กูจะเปิดมึงจะทำไม" ของผู้ประกอบการร้านอาหารบางส่วน หลัง ศบค. ออกคำสั่งงดนั่งทานอาหารในร้านตั้งแต่ 28 มิ.ย. ซึ่ง ผศ.ดร. ทวิดาเห็นว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น

พ่อค้าและประชาชนบางส่วนร่วม "แสดงอารยะขัดขืน" ต่อคำสั่งห้ามนั่งทานอาหารในร้านของ ศบค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พ่อค้าและประชาชนบางส่วนร่วม "แสดงอารยะขัดขืน" ต่อคำสั่งห้ามนั่งทานอาหารในร้านของ ศบค.

หัวใจของการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่นักวิชาการรายนี้เน้นย้ำอยู่เสมอคือ "สื่อสารเพื่อความร่วมมือ สื่อสารอนาคต และสื่อสารกับทุกคน" ทว่าเมื่อย้อนดูการสื่อสารของผู้กำหนดนโยบายในห้วงที่ผ่านมา สิ่งที่เธอพบคือ "การสื่อสารที่ล้มเหลว" ซึ่งอาจเป็นเพราะความคุ้นชินกับการแถลงการณ์/แถลงข่าว จึงไม่ได้สื่อสารภาวะวิกฤตกับสาธารณะ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการภาวะวิกฤตระบุว่า บุคลิกของผู้นำรุ่นใหม่ตั้งแต่ยุคก่อนโควิดคือ กระชับฉับไว แข็งแรง แข็งแกร่ง ตรงไปตรงมา แต่เห็นอกเห็นใจ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ก็เป็นเจ้าของบุคลิกตรงไปตรงมา เสียงดัง เด็ดขาด แต่สิ่งที่นายกฯ แสดงออกไม่ได้เลยคือความเห็นอกเห็นใจ และเห็นว่านายกฯ ควรลดบุคลิกฉวัดเฉวียนลง จากคำพูดทำนองว่า "ขอโทษด้วยแล้วกัน" "ต้องเห็นใจบ้าง"

"ภาพลักษณ์ของท่านที่เป็นคนใช้อำนาจจนคุ้นชิน มึนตึง ท่านก็ต้องเบาลง และไม่ใช่เบาลงเพราะบอกว่าโดนว่า เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก จะเบา ๆ เลย ไม่ต้องประกาศว่าจะเบา แสดงอีกมุมกลับมาเลย" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว

มองผู้นำไทย แล้วย้อนดูผู้นำโลก

ในฐานะผู้เฝ้าหน้าจอ-รอติดตามรับชมการแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยของประมุขฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง ครั้งเดียวที่อาจารย์ทวิดา "มีความหวัง" คือวันที่ พล.อ. ประยุทธ์นั่งเอียงข้างแถลงเมื่อ 17 มิ.ย. 2563 ระบุตอนหนึ่งว่าพร้อมรับฟังเสียงคัดค้านหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน และจะให้มีระบบติดตามและประเมินผลงานภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น

"โอ้โห โคตรเชื่อเลยวันนั้น ด้วยทีท่า ด้วยแมสเซส (ข้อความ/สาร) ที่เปลี่ยนไป ด้วยรับว่าแก้ไขอะไร แล้ววันข้างหน้าเราจะได้พบอะไร จนถึงวันนี้ยังไม่พบสักอย่างเลยอ่ะ" ผศ.ดร. ทวิดามองล่างกวาดตาไปมา พร้อมกับน้ำเสียงที่แผ่วลงในท้ายประโยค

นายกฯ

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

คำบรรยายภาพ, การสื่อสารของผู้นำไทย ครั้งที่ตรงใจอาจารย์ทวิดา

นักรัฐศาสตร์รายนี้ยังเปรียบเทียบบุคลิกและลีลาการสื่อสารของผู้นำประเทศต่าง ๆ ในวิกฤตโควิด-19 สรุปความอย่างย่นย่อได้ ดังนี้

ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ : บุคลิกง่าย ๆ เหมือน "คุณลุงใจดี" ทำให้ความเห็นอกเห็นใจมาตั้งแต่ต้น ในการพูด 5-7 นาที ครึ่งหนึ่งคือการเข้าถึงและสนองตอบอารมณ์ร่วมของคนในชาติ เป็นการพูดที่ยอมรับว่ารัฐเหนื่อย เต็มกลืน ไม่ไหว มีข้อผิดพลาดบกพร่อง ช่วยหน่อย แต่อีกครึ่งหนึ่งคือการออกมาตรการ

จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ : บุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใส่ เป็น "คุณแม่อบอุ่น" เลือกคำพูดดี แต่มีมาตรการตามมา และบอกว่าอนาคตจะไปไหน ตอนนี้ขอให้ทำอะไร โดยใช้มุกว่า "ไม่ต้องทำเพื่อใคร ทำเพื่อบ้านของเราและเพื่อนบ้านพอ"

ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน : ไม่มีบุคลิกการพูด ไม่ห้าวหาญ เป็น "ประธานาธิบดีนักวิชาการ" ที่ใช้การกระทำ โดยออกคลิปวิดีโอเป็นตอน ๆ ว่ารัฐบาลเตรียมอะไรไว้ให้ก่อนที่เธอจะสื่อสารและไม่ต้องพูดมาก เพราะประชาชนรู้ว่าจะได้ เพราะครั้งหนึ่งเคยได้หน้ากาก, บัตรเงินสดซื้อของ ฯลฯ มาแล้ว

มุมกลับของการขับเคลื่อนด้วย "เครื่องด่า" ประเมินรัฐผ่านการเปรียบเทียบ

ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากประชาชนสามารถประเมินรัฐไทยผ่านการเปรียบเทียบกับชาติอื่น ยังมีบางส่วนเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย

ฝ่ายหนึ่งมักมาด้วยประโยคที่ว่า "อย่างไรรัฐบาลก็ไม่ได้โกงจำนำข้าว" ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงที่กลายเป็นเมกะโปรเจคต์ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ขณะที่อีกฝ่ายหยิบยกการตัดสินใจแก้ปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ไปเทียบกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เหล่านี้เป็นเรื่องที่เปรียบเทียบกันได้อย่างถูกฝาถูกตัวหรือไม่

แนวร่วมกลุ่ม "ราษฎร" เดินขบวนจากแยกอุรุพงษ์ไปทำเนียบฯ เมื่อ 2 ก.ค. เพื่อขับไล่รัฐบาล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แนวร่วมกลุ่ม "ราษฎร" เดินขบวนจากแยกอุรุพงษ์ไปทำเนียบฯ เมื่อ 2 ก.ค. เพื่อขับไล่รัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิกฤตตอบว่า วิกฤตแต่ละแบบเอามาเปรียบกันแบบตัวต่อตัวไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับเนื้อหาของวิกฤตนั้น ๆ แต่การบริหารจัดการหลายเรื่อง เช่น การสื่อสาร สามารถเอามากระเทาะกันได้ จะมีบางส่วนที่เป็นแนวคิดหลักประมาณ 70% แต่อีก 30% เป็นเรื่องที่แปรผันตามวิกฤตนั้น ๆ และที่สำคัญแปรผันตามเหตุการณ์ก่อนหน้าและบรรยากาศในช่วงนั้น ๆ ด้วย เพราะวิกฤตคือสภาพที่บิดเบี้ยว แต่มันบิดเบี้ยวอยู่บนความบิดเบี้ยวเดิม หรือบิดเบี้ยวอยู่บนภาวะที่สังคมกำลังมีความสุข ผลที่ตามมาย่อมแตกต่างกัน

ผศ.ดร. ทวิดาตั้งคำถามว่า เวลาพูดถึงการบริหารจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปรียบเทียบกลับไปยังกรณีที่เราอยากจะโจมตี

"เวลาเราพูดถึงวิกฤตโควิด เรากลับไปพูดจำนำข้าว คุณพูดเพื่ออะไร หรือเวลาเราพูดว่าการคอร์รัปชันตอนนี้เยอะด้วยเหตุนั้นเหตุนี้ การอนุมัติงบใช้กันอย่างสบาย แต่อย่างไรมันก็ยังน้อยกว่าตอนนั้น นี่เรากำลังทำอะไร เรากำลังเอาสิ่งที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง 2 เหตุการณ์มาเปรียบเทียบกันว่าแย่ในเหตุการณ์ไหนมากกว่ากัน ทำไมเราทำอย่างนั้นล่ะ ไม่ใช่สิ เราต้องเอามาดูว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นแท้จริงในแต่ละครั้ง อันไหนเกิดประโยชน์มากกว่ากัน และการตัดสินใจแต่ละครั้งเจอผลกระทบที่รุนแรง ทำอย่างไรเราจะไม่ตัดสินใจในลักษณะนั้นเพื่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงอีก" อาจารย์ผู้สอนวิชาการออกแบบนโยบายสาธารณะกล่าว

ผศ.ดร. ทวิดาเห็นว่า การเปรียบเทียบ "ไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ และจะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น" แต่ที่เกิดภาพนี้ขึ้นเพราะสภาพสังคมอยู่บนความขัดแย้ง การเปรียบเทียบ และความไม่ชอบมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับการเลือกตั้ง 2562 จึงกลับไปเปรียบเทียบกับการตัดสินใจหลายครั้งกับรัฐบาลที่มีที่มาต่างกัน

ข้อเสนอของนักวิชาการรายนี้คือ การวิพากษ์ที่กลไก เถียงกันที่ข้อมูล และดูว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดความบกพร่องใดที่ต้องแก้ไข "ไม่ใช่เอาข้อบกพร่องมายันว่าฉันดีกว่าเธอ เพราะเธอเลวกว่าฉัน"

ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการโควิด-19 ระบายความในใจ ระหว่างร่วมกิจกรรมกับกลุ่มราษฎร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการโควิด-19 ระบายความในใจ ระหว่างร่วมกิจกรรมกับกลุ่มราษฎร

แต่ถึงกระนั้น เมื่อประชาชนแปรสภาพเป็น "เครื่องด่า" การตัดสินใจของรัฐก็เปลี่ยนแปลงไปตามแรงขับเคลื่อนของผู้คนในหลายวาระ ซึ่งอาจารย์ทวิดาชวนมองอีกมุมหนึ่งว่า ที่ผ่านมา รัฐไม่ได้เห็นทุกคน ไม่มีกลไกและกระบวนการให้ทุกคนได้พูดหรือไม่

"ถ้ามีเวที ทำให้เห็นว่าฟังเขา และได้ยินเขา มันไม่ถึงการด่าหรอก วันนี้ที่เขาพูดแล้วมีอารมณ์ควบคู่มาด้วย เป็นเพราะเขารู้สึกอึดอัด ไม่ได้รับการตอบสนอง อันนี้เป็นเครื่องเตือนรัฐว่าการเปิดพื้นที่และการมีการตอบสนอง 2 อันนี้ต้องไปด้วยกัน เปิดพื้นที่ แต่ไม่มีการตอบสนอง ที่สุดก็จะด่าอีกนะคะ พูดแล้วไปไหน เลื่อนลอยหายไปเลย" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าว

สิ่งที่ได้หากประชาชนฟ้องรัฐ

ภายใต้วิกฤตโควิด-19 ขาขึ้น ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวของนักวิชาการด้านกฎหมายที่ออกมาชี้ช่องให้เอาผิดทางกฎหมายผู้บริหารรัฐไทยที่บริหารจัดการสถานการณ์ผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยมีนักการเมืองรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนเพื่อฟ้องรัฐบาลแล้ว

ผศ.ดร. ทวิดาให้ความเห็นในเชิงหลักการว่า ผู้นำ/ผู้มีอำนาจการตัดสินใจ มีหน้าที่ต้องรับผิดและรับชอบ เฉกเช่นเธอในฐานะคณบดี ถ้ามีความผิดพลาดสักอย่างเกิดขึ้น แม้เป็นความผิดพลาดบนการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่น ทำงานในหน้าที่ไปจนเสร็จแล้วลาออก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดได้เอง ไม่สามารถตอบแทนได้

ทวด

ที่มาของภาพ, งานสื่อสารองค์กร คณะรัฐศาสตร์ มธ.

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร. ทวิดา หนึ่งในทีมจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของไทยหลังเกิดสึนามิปลายปี 2547 ระบุว่าในภาวะวิกฤตไม่มีใครตัดสินใจได้ถูก 100% และการชะงักลังเล ทำให้เหตุการณ์กระพือใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้นการตัดสินใจกระชับ ฉับไว แม่นในระดับหนึ่ง มันก็ต้องมีฟูกให้

เลดี้ ดิแซสเตอร์ ชี้ว่า ในการจัดการวิกฤต จะมีมาตรารองรับความรับผิดรับชอบสูง เพราะไม่มีใครตัดสินใจได้ 100% ทว่าในการตัดสินใจต้องอยู่บนขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure - SOP) โดยรับฟังผู้เชี่ยวชาญ ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ การแพทย์ และเศรษฐกิจควบคู่กัน ออกมาตรการและกำกับสถานการณ์ได้บนความเสียหายที่เกิดขึ้น หากมีเหตุให้การตัดสินใจต้องพลิกผัน ก็ใช้ดุลพินิจตัดสินใจได้โดยมีผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาและตัดสินใจร่วมกัน

"ถามว่าฟ้องได้ไหม ฟ้องได้ค่ะ การตัดสินใจโดยรัฐที่มีข้อผิดพลาดเป็นระยะ ๆ และทำให้เกิดผลกระทบ เช่น มีผู้เสียชีวิตจากความล่าช้า จากผลตรวจ จากการจัดสรรวัคซีน อันนี้มีสิทธิ ต่อให้ไม่ฟ้องก็มีสิทธิเรียกร้องในการให้ชี้แจง... ถ้าข้อมูลพร้อม คนก็ไม่ร้อง เพราะเข้าใจได้" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว

หากกระบวนการฟ้องร้องรัฐเกิดขึ้นจริง ผศ.ดร. ทวิดามองเห็นอย่างน้อย 2 สิ่งที่สังคมจะได้รับคือ ความโปร่งใส จากการให้รัฐชี้แจงว่าทำไมตัดสินใจแบบนั้นในวันนั้น ต่อให้ฟ้องแล้วไม่ชนะ สังคมก็จะได้รับรู้ หรือถ้าผิด การรับผิดและรับชอบก็ต้องไปถึงขั้นกลับไปแก้ไข หรือต้องชดเชย และยังทำให้อาชีพนักการเมืองมีศักดิ์และศรีมากขึ้น ในฐานะที่รัฐต้องดูแลคนลำบากกว่าครึ่งค่อนประเทศ คนเชียร์ครึ่งค่อนประเทศ เพื่อรักษาความรับผิดและรับชอบต่องานที่ทำ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแห่งตำแหน่งผู้นำ/หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นผู้ตัดสินใจในหลาย ๆ เรื่องควรพิจารณาอย่างไร เช่น ทำงานโดยไม่รับเงินเดือนดีไหม อยู่ทำงานให้เสร็จ แก้ไขข้อบกพร่องให้เร็ว แก้ไขกฎหมายที่ติดขัด แล้วไปอย่างนี้สวยเลย

"ไม่ใช่แค่ไม่รับเงิน แล้วไม่ฟังอะไร ไม่ทำอะไร ไม่แก้อะไร" เธอกล่าวทิ้งท้าย

คำบรรยายวิดีโอ, ทวิดา กมลเวชช มองทะลุรัฐไทยในวิกฤตโควิด-19