โควิด-19 : ทวิดา กมลเวชช "เจ้าแม่ภัยพิบัติ" มองปรากฏการณ์ "ฟ้องรัฐบาล" ในวิกฤต

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ ผู้สื่อข่าววิดีโอ
ประเทศไทยหวนกลับไปสู่จุดที่เคยเป็นในช่วงปีก่อน หลังศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ประกาศล็อกดาวน์กรุงเทพฯ และปริมณฑล และเคอร์ฟิว 10 จังหวัด
การตัดสินใจของ ศบค. เกิดขึ้นเมื่อ 9 ก.ค. หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นับแต่มีการระบาดในไทยครั้งแรกเมื่อ ม.ค. 2563 ด้วยตัวเลขทะลุ 9 พันราย
นอกจากสถิติทางระบาดวิทยาที่ถูกแถลงรายวัน ผศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ชี้ว่า โควิด-19 เผยให้เห็นปัญหารัฐราชการไทยแบบถึงรากจากการที่ "รัฐผิดไม่ได้" อีกทั้งยังนิยมใช้อำนาจกำกับควบคุมแบบ "รัฐถนัดใช้ไม้เรียว"
ท่ามกลางการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนา โดยสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ได้เข้ายึดครองพื้นที่การแพร่ระบาดจากสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ในกรุงเทพฯ และกระจายไปอีกหลายจังหวัด ด้วยอัตราการแพร่เชื้อเร็วกว่า และทำให้เชื้อลงปอดไวกว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมจึงลดลงอย่างชัดเจน
"วัคซีนที่มี" จึงไม่ใช่ "วัคซีนที่ดี" อีกต่อไปในความคิดของบุคลากรทางแพทย์และประชาชนบางส่วน
เมื่อ "รัฐราชการไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป"
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความพยายามแสวงหา "วัคซีนที่ดีกว่า" หลังเกิดกรณี "เอกสารหลุด" จากวงประชุมฝ่ายวิชาการของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนที่กรมควบคุมโรคเมื่อ 30 มิ.ย. ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ "หมอแต่งดำ" เรียกร้องให้นำเข้าวัคซีน mRNA (ไฟเซอร์, โมเดอร์นา) ให้เร็วที่สุดและใช้เป็นวัคซีนหลัก ก่อนที่ ศบค. จะมีมติให้ใช้ไฟเซอร์เป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 (บูสเตอร์โดส) แก่บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผศ.ดร. ทวิดากล่าวกับบีบีซีไทยว่า โควิด-19 ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีจุดร่วมกันคือเรื่องวัคซีน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของรัฐในเวลานี้ "โกลาหลไปหมดแล้ว" จากปัญหาการจัดสรรวัคซีนแต่ดั้งเดิม มาถึงการเรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพมากขึ้น มันเหมือนกับที่ผ่านมา รัฐตัดสินใจให้มาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นผู้ถือครองทรัพยากรส่วนใหญ่, ต้องตัดสินใจบนกฎระเบียบ และเชื่อว่ารัฐมองเห็นผลประโยชน์โดยรวม แต่สุดท้ายรัฐกลับถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลได้เอง อาทิ ทำไมไม่เข้าร่วมโคแวกซ์, ทำไมมีวัคซีน 2 ชนิดเท่านั้นให้เลือก, ทำไมตอนหลัง ๆ สั่งซื้อวัคซีนได้โดยกฎหมายบางตัวที่ประชาชนไม่เคยรู้มาก่อน
จากทุกเรื่องรวมกัน มันทำให้ไปสู่จุดที่อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจรายนี้ใช้คำว่า "รัฐราชการไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป" และ "การตัดสินใจแบบที่รัฐอยู่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีอยู่จริงแล้ว"
นิสัย "คุณพ่อรู้ดี" ทำ "รัฐผิดไม่ได้"
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณี "เอกสารหลุด" ซึ่ง ผศ.ดร. ทวิดาเรียกมันว่าช็อตโน้ต หรือบันทึกย่อ ได้ปรากฏข้อความอย่างน้อย 2 ส่วนที่กระแทกใจ-กระเทือนความรู้สึกของผู้คนในสังคม
ข้อความแรก "ถ้าเอามาฉีดกลุ่ม 3 (บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข) แสดงว่าเรายอมรับว่าซิโนแวคไม่มีผลในการป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมากขึ้น"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นักวิชาการที่ผ่านวงประชุมตั้งแต่ระดับชาติยันระดับคณะ เห็นว่า เรามักต้องพูดความจริงในที่ประชุม เพราะถ้ามานั่งหลอก ๆ กันอยู่ในที่ประชุม ก็ทำงานไม่ได้ ถามว่าเรารู้หรือไม่ว่าวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มมีประสิทธิภาพไม่เท่าวัคซีนชนิดอื่น รู้ เพราะได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้ว
"ดังนั้นคำพูดที่ว่าจะทำให้ความน่าเชื่อถือของวัคซีน 2 เข็มแรกลดน้อยลง เป็นคำพูดที่จริง แต่มันจริงโดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องความเชื่ออีกต่อไป จึงต้องกลับไปที่คนพูดว่าพูดเพื่ออะไร" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว
ส่วนเรื่องแก้ตัว อาจารย์ทวิดายืนยันว่ารัฐแก้ตัวได้ แต่ต้องแก้ตัวแบบแก้ไขการตัดสินใจก่อนหน้า ไม่ใช่แก้ตัวแบบแถ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าแนวคิด "รัฐผิดไม่ได้" เป็นปัญหารากเหง้าของรัฐไทย แต่ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเร็ว จนความรู้แบบเฉพาะสถานการณ์/หน้างาน (snap shot) ไม่พอ อีกทั้งข้อมูลข่าวสารก็หลั่งไหลรวดเร็วเพียงแค่กดปุ่มส่งต่อ (forward) ต้นทางของข้อมูลจึงจำเป็นต้องรู้ว่าต้องตามแก้ไข และไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย
"รู้ให้เร็วว่าเราพลาด แก้ไข แล้วอย่าทำซ้ำอีก ตรงนี้คือหัวใจการทำงานในปัจจุบัน ไม่ใช่ผิดไม่ได้ แต่เพราะเราติดนิสัย 'คุณพ่อรู้ดี' มั้งคะ ศัพท์ของรัฐศาสตร์ (ที่อธิบายความเป็น) รัฐราชการ เมื่อรู้ดีแล้วไม่ได้ เสียหน้า งานนี้คุณผิดได้ค่ะ ผิดแล้วแก้ไขให้เร็ว ฮีโร่น่าจะอยู่ตรงนั้นนะคะ" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. ระบุ
ความครอบคลุมของวัคซีน ไม่เท่ากับ การนับหัวประชากร
อีกข้อความในเอกสารเดียวกันระบุว่า หากนำวัคซีนไปฉีดเป็นบูสเตอร์โดสให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ จะทำให้ "ไม่เพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีน"
รัฐบาลประกาศให้การฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากรไทยและประชากรแฝง หรือ 50 ล้านคนขึ้นไป เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผศ.ดร. ทวิดาเห็นว่า ฉากทัศน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบริหารจัดการวัคซีนคือมวลรวมวัคซีนพอสำหรับประชาชน ถ้าวันนี้มีวัคซีนทั้ง 5-6 ชนิดเต็มที่ โดยรัฐไม่เป็นฝ่ายจัดสรรทั้งหมด ใครมีความสามารถในการซื้อเลือกแบบหนึ่ง ขณะที่รัฐก็สามารถจัดสรรวัคซีนที่ดีให้แก่กลุ่มเสี่ยงได้ เช่น แพทย์และบุคลากรด่านหน้าฉีดไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา, ผู้สูงอายุ ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า, เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา ฉีดไฟเซอร์
ทว่าเมื่อฉากทัศน์นี้ไม่มี เพราะวัคซีนไม่มา เธอจึงสนับสนุนแนวคิดจัดสรรวัคซีน mRNA ให้แก่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข เป็นกลุ่มแรก และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมาเป็นกลุ่มที่สอง โดยให้เหตุผลว่า..
- หมอ ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของคนทั้งประเทศ เพราะเป็นบุคลากรด่านหน้า, ต้องเจอผู้สูงอายุที่มารับบริการทางด้านการแพทย์, ต้องรักษาภาคบริการและการท่องเที่ยว
- เด็ก เป็นความกังวลของทุกบ้านและยังไม่ได้วัคซีนชนิดใดเลย และสักพักเด็กต้องกลับสู่ข้างนอกโดยเป็นกลุ่มที่ระวังตัวน้อยมาก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นักวิชาการซึ่งถูกขนานนามว่า "เจ้าแม่ภัยพิบัติ" หรือ "เลดี้ ดิแซสเตอร์" (Lady Disaster) ตีความคำว่าครอบคลุมในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การนับหัวประชากร แต่พิจารณาบทบาทของแต่ละคน แล้วเอาความเสี่ยงเข้าไปจับ ดังนั้นนอกจากกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วจะอาการหนัก ยังมีกลุ่มเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อด้วย
"แต่พอพูดแบบนี้ก็จะทำให้คนอีกกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับพวกเขาหรือไม่ ปัญหาอยู่ตรงนี้ แอสตร้าเซนเนก้าอยู่ไหนล่ะ มันผลิตในประเทศนี่" ผศ.ดร. ทวิดาโยนคำถามขึ้น
"ซิงเกิล คอมมานด์ (เดอร์)" ใช้แบบเผด็จการ หรือ ประชาธิปไตย
รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 แบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ 26 เม.ย. โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้เป็น ผอ.ศบค. นั่งเป็น ผอ.ศูนย์วัคซีนอีกตำแหน่ง ประกาศบัญชาการด้วยตัวเองแบบ "ซิงเกิล คอมมานด์" (Single Command)
การนั่งเป็นประธานทุกคณะกรรมการชาติในวิกฤตโควิด-19 เป็นผลพวงจากการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ 26 เม.ย.2563 ถึงปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนความเป็นรัฐราชการอย่างรุนแรงมากตามทัศนะของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ พร้อมให้คำจำกัดความว่าเป็น "รัฐถนัดใช้ไม้เรียว"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อาจารย์ทวิดาอธิบายว่า รัฐราชการทั่วโลกสร้างจากหน้าที่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ประเด็นสาธารณะได้เกิดตรง "ช่องว่างระหว่างหน้าที่" ซึ่งทุกคนต้องร่วมกันทำ ไม่มีเจ้าภาพหลักถาวร ทว่าความเป็นรัฐราชการมักติดยึดอยู่กับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใคร พ.ร.บ. มัน การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินจึงเป็นการใช้เพื่อให้หน่วยงานยุติการไม่ยอมทำงานร่วมกัน โดยรวบเอา พ.ร.บ. และข้อบัญญัติเกือบ 40 ฉบับไปไว้ใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
- มีอำนาจอนุมัติงบประมาณได้มากกว่า พ.ร.บ. ทุกฉบับ
- มีอำนาจสะกิดให้ทุกหน่วยงานรู้ว่างานนี้นายกฯ คุมจริง และสามารถตัดข้อขัดแย้งได้
- มีมาตราที่ยันความรับผิดและรับชอบให้ในภาวะที่ผันผวน ทำให้ผู้ปฏิบัติสบายใจขึ้น
- มีอำนาจเชิงจิตวิทยาในการทำให้คนทั่วไปรู้ว่าโรคติดต่อเป็นเรื่องของทุกคน แต่ก็สร้างปฏิกริยาย้อนกลับจากการที่คนรู้สึกว่าถูกบังคับโดยกฎหมายยาวนานในการปฏิบัติตัว หากเอากฎหมายออกก็จะหยุดปฏิบัติ
ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ ผศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช
แม้เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2563 เพื่อเอาอำนาจพิเศษมาใช้ตัดสินใจ และลดข้อจำกัดจากการแก้ปัญหาราชการไทยไม่ทัน แต่ 30 วันหลังจากนั้น ผศ.ดร. ทวิดาพบว่าแนวทางการปฏิบัติใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อทั้งสิ้น และมองว่ายังใช้งาน พ.ร.ก. ไม่คุ้มค่า ไม่ได้ใช้ "ทุบรัฐราชการ" ปรับวิธีการทำงานให้ร่วมกันได้โดยใช้ พ.ร.บ. คู่กันหลายฉบับ โดยมี ศบค. คอยเชื่อม-สั่งการ-ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง

ที่มาของภาพ, ฝ่ายสื่อสารองค์กร คณะรัฐศษสตร์ มธ.
อีกปัญหาที่พบคือ การนั่งเป็นประธานทุกคณะกรรมการชาติของนายกฯ ทำให้ทุกคณะกรรมการมีอำนาจเท่ากันหมด ไม่มีใครฟังใคร ต้องรอนายกฯ คนเดียว และเกิดการไม่เคารพความรู้ ข้อมูล และการเป็นมืออาชีพของแต่ละองค์คณะทั้งที่ควรปล่อยให้พวกเขามีอิสระในการตัดสินใจ
"Single Command (คำสั่งเดียว) ไม่ใช่การที่คน ๆ เดียวสั่งคนทั้งประเทศ มันไม่ได้บอก Single Commander (ผู้บัญชาการเดี่ยว) นะ Single Command หมายความว่าคำสั่งเดียว เป็นทิศทางการทำงาน เมื่อสั่งแบบนี้ มันต้องมีคนรับทอดคำสั่งต่อ" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว
เมื่อผู้นำคนเดียวไม่อาจควบคุมผู้ปฏิบัติทุกคนได้ สิ่งที่ต้องทำคือรวมศูนย์ข้อมูลและใช้ข้อมูลคุมคน ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานได้ นั่นเท่ากับว่า Single Command ไม่จำเป็นต้องใช้แบบเผด็จการ แต่สามารถใช้ผ่านวิธีการประชาธิปไตยได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนใช้ ใช้ด้วยเหตุผลใด รสนิยมในการใช้เป็นอย่างไร เอาข้อมูลมาสร้างความโปร่งใสในกระบวนการใช้หรือไม่
อาจารย์ทวิดาเห็นว่า การเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลของรัฐ จะทำให้คนไม่รู้สึกว่าเผด็จการเป็นผู้ใช้ เพราะเป็นการใช้อำนาจพิเศษภายใต้การตรวจสอบ
การสื่อสารที่ล้มเหลว
เมื่อ "ความจริงของรัฐบาล" กับ "ความเชื่อของประชาชน" บางส่วนไม่ตรงกัน ผลที่ตามมาคือการไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน สะท้อนผ่านแคมเปญ "กูจะเปิดมึงจะทำไม" ของผู้ประกอบการร้านอาหารบางส่วน หลัง ศบค. ออกคำสั่งงดนั่งทานอาหารในร้านตั้งแต่ 28 มิ.ย. ซึ่ง ผศ.ดร. ทวิดาเห็นว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หัวใจของการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่นักวิชาการรายนี้เน้นย้ำอยู่เสมอคือ "สื่อสารเพื่อความร่วมมือ สื่อสารอนาคต และสื่อสารกับทุกคน" ทว่าเมื่อย้อนดูการสื่อสารของผู้กำหนดนโยบายในห้วงที่ผ่านมา สิ่งที่เธอพบคือ "การสื่อสารที่ล้มเหลว" ซึ่งอาจเป็นเพราะความคุ้นชินกับการแถลงการณ์/แถลงข่าว จึงไม่ได้สื่อสารภาวะวิกฤตกับสาธารณะ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการภาวะวิกฤตระบุว่า บุคลิกของผู้นำรุ่นใหม่ตั้งแต่ยุคก่อนโควิดคือ กระชับฉับไว แข็งแรง แข็งแกร่ง ตรงไปตรงมา แต่เห็นอกเห็นใจ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ก็เป็นเจ้าของบุคลิกตรงไปตรงมา เสียงดัง เด็ดขาด แต่สิ่งที่นายกฯ แสดงออกไม่ได้เลยคือความเห็นอกเห็นใจ และเห็นว่านายกฯ ควรลดบุคลิกฉวัดเฉวียนลง จากคำพูดทำนองว่า "ขอโทษด้วยแล้วกัน" "ต้องเห็นใจบ้าง"
"ภาพลักษณ์ของท่านที่เป็นคนใช้อำนาจจนคุ้นชิน มึนตึง ท่านก็ต้องเบาลง และไม่ใช่เบาลงเพราะบอกว่าโดนว่า เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก จะเบา ๆ เลย ไม่ต้องประกาศว่าจะเบา แสดงอีกมุมกลับมาเลย" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว
มองผู้นำไทย แล้วย้อนดูผู้นำโลก
ในฐานะผู้เฝ้าหน้าจอ-รอติดตามรับชมการแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยของประมุขฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง ครั้งเดียวที่อาจารย์ทวิดา "มีความหวัง" คือวันที่ พล.อ. ประยุทธ์นั่งเอียงข้างแถลงเมื่อ 17 มิ.ย. 2563 ระบุตอนหนึ่งว่าพร้อมรับฟังเสียงคัดค้านหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน และจะให้มีระบบติดตามและประเมินผลงานภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น
"โอ้โห โคตรเชื่อเลยวันนั้น ด้วยทีท่า ด้วยแมสเซส (ข้อความ/สาร) ที่เปลี่ยนไป ด้วยรับว่าแก้ไขอะไร แล้ววันข้างหน้าเราจะได้พบอะไร จนถึงวันนี้ยังไม่พบสักอย่างเลยอ่ะ" ผศ.ดร. ทวิดามองล่างกวาดตาไปมา พร้อมกับน้ำเสียงที่แผ่วลงในท้ายประโยค

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
นักรัฐศาสตร์รายนี้ยังเปรียบเทียบบุคลิกและลีลาการสื่อสารของผู้นำประเทศต่าง ๆ ในวิกฤตโควิด-19 สรุปความอย่างย่นย่อได้ ดังนี้
ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ : บุคลิกง่าย ๆ เหมือน "คุณลุงใจดี" ทำให้ความเห็นอกเห็นใจมาตั้งแต่ต้น ในการพูด 5-7 นาที ครึ่งหนึ่งคือการเข้าถึงและสนองตอบอารมณ์ร่วมของคนในชาติ เป็นการพูดที่ยอมรับว่ารัฐเหนื่อย เต็มกลืน ไม่ไหว มีข้อผิดพลาดบกพร่อง ช่วยหน่อย แต่อีกครึ่งหนึ่งคือการออกมาตรการ
จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ : บุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใส่ เป็น "คุณแม่อบอุ่น" เลือกคำพูดดี แต่มีมาตรการตามมา และบอกว่าอนาคตจะไปไหน ตอนนี้ขอให้ทำอะไร โดยใช้มุกว่า "ไม่ต้องทำเพื่อใคร ทำเพื่อบ้านของเราและเพื่อนบ้านพอ"
ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน : ไม่มีบุคลิกการพูด ไม่ห้าวหาญ เป็น "ประธานาธิบดีนักวิชาการ" ที่ใช้การกระทำ โดยออกคลิปวิดีโอเป็นตอน ๆ ว่ารัฐบาลเตรียมอะไรไว้ให้ก่อนที่เธอจะสื่อสารและไม่ต้องพูดมาก เพราะประชาชนรู้ว่าจะได้ เพราะครั้งหนึ่งเคยได้หน้ากาก, บัตรเงินสดซื้อของ ฯลฯ มาแล้ว
มุมกลับของการขับเคลื่อนด้วย "เครื่องด่า" ประเมินรัฐผ่านการเปรียบเทียบ
ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากประชาชนสามารถประเมินรัฐไทยผ่านการเปรียบเทียบกับชาติอื่น ยังมีบางส่วนเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย
ฝ่ายหนึ่งมักมาด้วยประโยคที่ว่า "อย่างไรรัฐบาลก็ไม่ได้โกงจำนำข้าว" ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงที่กลายเป็นเมกะโปรเจคต์ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ขณะที่อีกฝ่ายหยิบยกการตัดสินใจแก้ปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ไปเทียบกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เหล่านี้เป็นเรื่องที่เปรียบเทียบกันได้อย่างถูกฝาถูกตัวหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิกฤตตอบว่า วิกฤตแต่ละแบบเอามาเปรียบกันแบบตัวต่อตัวไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับเนื้อหาของวิกฤตนั้น ๆ แต่การบริหารจัดการหลายเรื่อง เช่น การสื่อสาร สามารถเอามากระเทาะกันได้ จะมีบางส่วนที่เป็นแนวคิดหลักประมาณ 70% แต่อีก 30% เป็นเรื่องที่แปรผันตามวิกฤตนั้น ๆ และที่สำคัญแปรผันตามเหตุการณ์ก่อนหน้าและบรรยากาศในช่วงนั้น ๆ ด้วย เพราะวิกฤตคือสภาพที่บิดเบี้ยว แต่มันบิดเบี้ยวอยู่บนความบิดเบี้ยวเดิม หรือบิดเบี้ยวอยู่บนภาวะที่สังคมกำลังมีความสุข ผลที่ตามมาย่อมแตกต่างกัน
ผศ.ดร. ทวิดาตั้งคำถามว่า เวลาพูดถึงการบริหารจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปรียบเทียบกลับไปยังกรณีที่เราอยากจะโจมตี
"เวลาเราพูดถึงวิกฤตโควิด เรากลับไปพูดจำนำข้าว คุณพูดเพื่ออะไร หรือเวลาเราพูดว่าการคอร์รัปชันตอนนี้เยอะด้วยเหตุนั้นเหตุนี้ การอนุมัติงบใช้กันอย่างสบาย แต่อย่างไรมันก็ยังน้อยกว่าตอนนั้น นี่เรากำลังทำอะไร เรากำลังเอาสิ่งที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง 2 เหตุการณ์มาเปรียบเทียบกันว่าแย่ในเหตุการณ์ไหนมากกว่ากัน ทำไมเราทำอย่างนั้นล่ะ ไม่ใช่สิ เราต้องเอามาดูว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นแท้จริงในแต่ละครั้ง อันไหนเกิดประโยชน์มากกว่ากัน และการตัดสินใจแต่ละครั้งเจอผลกระทบที่รุนแรง ทำอย่างไรเราจะไม่ตัดสินใจในลักษณะนั้นเพื่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงอีก" อาจารย์ผู้สอนวิชาการออกแบบนโยบายสาธารณะกล่าว
ผศ.ดร. ทวิดาเห็นว่า การเปรียบเทียบ "ไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ และจะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น" แต่ที่เกิดภาพนี้ขึ้นเพราะสภาพสังคมอยู่บนความขัดแย้ง การเปรียบเทียบ และความไม่ชอบมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับการเลือกตั้ง 2562 จึงกลับไปเปรียบเทียบกับการตัดสินใจหลายครั้งกับรัฐบาลที่มีที่มาต่างกัน
ข้อเสนอของนักวิชาการรายนี้คือ การวิพากษ์ที่กลไก เถียงกันที่ข้อมูล และดูว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดความบกพร่องใดที่ต้องแก้ไข "ไม่ใช่เอาข้อบกพร่องมายันว่าฉันดีกว่าเธอ เพราะเธอเลวกว่าฉัน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แต่ถึงกระนั้น เมื่อประชาชนแปรสภาพเป็น "เครื่องด่า" การตัดสินใจของรัฐก็เปลี่ยนแปลงไปตามแรงขับเคลื่อนของผู้คนในหลายวาระ ซึ่งอาจารย์ทวิดาชวนมองอีกมุมหนึ่งว่า ที่ผ่านมา รัฐไม่ได้เห็นทุกคน ไม่มีกลไกและกระบวนการให้ทุกคนได้พูดหรือไม่
"ถ้ามีเวที ทำให้เห็นว่าฟังเขา และได้ยินเขา มันไม่ถึงการด่าหรอก วันนี้ที่เขาพูดแล้วมีอารมณ์ควบคู่มาด้วย เป็นเพราะเขารู้สึกอึดอัด ไม่ได้รับการตอบสนอง อันนี้เป็นเครื่องเตือนรัฐว่าการเปิดพื้นที่และการมีการตอบสนอง 2 อันนี้ต้องไปด้วยกัน เปิดพื้นที่ แต่ไม่มีการตอบสนอง ที่สุดก็จะด่าอีกนะคะ พูดแล้วไปไหน เลื่อนลอยหายไปเลย" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าว
สิ่งที่ได้หากประชาชนฟ้องรัฐ
ภายใต้วิกฤตโควิด-19 ขาขึ้น ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวของนักวิชาการด้านกฎหมายที่ออกมาชี้ช่องให้เอาผิดทางกฎหมายผู้บริหารรัฐไทยที่บริหารจัดการสถานการณ์ผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยมีนักการเมืองรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนเพื่อฟ้องรัฐบาลแล้ว
ผศ.ดร. ทวิดาให้ความเห็นในเชิงหลักการว่า ผู้นำ/ผู้มีอำนาจการตัดสินใจ มีหน้าที่ต้องรับผิดและรับชอบ เฉกเช่นเธอในฐานะคณบดี ถ้ามีความผิดพลาดสักอย่างเกิดขึ้น แม้เป็นความผิดพลาดบนการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่น ทำงานในหน้าที่ไปจนเสร็จแล้วลาออก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดได้เอง ไม่สามารถตอบแทนได้

ที่มาของภาพ, งานสื่อสารองค์กร คณะรัฐศาสตร์ มธ.
เลดี้ ดิแซสเตอร์ ชี้ว่า ในการจัดการวิกฤต จะมีมาตรารองรับความรับผิดรับชอบสูง เพราะไม่มีใครตัดสินใจได้ 100% ทว่าในการตัดสินใจต้องอยู่บนขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure - SOP) โดยรับฟังผู้เชี่ยวชาญ ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ การแพทย์ และเศรษฐกิจควบคู่กัน ออกมาตรการและกำกับสถานการณ์ได้บนความเสียหายที่เกิดขึ้น หากมีเหตุให้การตัดสินใจต้องพลิกผัน ก็ใช้ดุลพินิจตัดสินใจได้โดยมีผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาและตัดสินใจร่วมกัน
"ถามว่าฟ้องได้ไหม ฟ้องได้ค่ะ การตัดสินใจโดยรัฐที่มีข้อผิดพลาดเป็นระยะ ๆ และทำให้เกิดผลกระทบ เช่น มีผู้เสียชีวิตจากความล่าช้า จากผลตรวจ จากการจัดสรรวัคซีน อันนี้มีสิทธิ ต่อให้ไม่ฟ้องก็มีสิทธิเรียกร้องในการให้ชี้แจง... ถ้าข้อมูลพร้อม คนก็ไม่ร้อง เพราะเข้าใจได้" ผศ.ดร. ทวิดากล่าว
หากกระบวนการฟ้องร้องรัฐเกิดขึ้นจริง ผศ.ดร. ทวิดามองเห็นอย่างน้อย 2 สิ่งที่สังคมจะได้รับคือ ความโปร่งใส จากการให้รัฐชี้แจงว่าทำไมตัดสินใจแบบนั้นในวันนั้น ต่อให้ฟ้องแล้วไม่ชนะ สังคมก็จะได้รับรู้ หรือถ้าผิด การรับผิดและรับชอบก็ต้องไปถึงขั้นกลับไปแก้ไข หรือต้องชดเชย และยังทำให้อาชีพนักการเมืองมีศักดิ์และศรีมากขึ้น ในฐานะที่รัฐต้องดูแลคนลำบากกว่าครึ่งค่อนประเทศ คนเชียร์ครึ่งค่อนประเทศ เพื่อรักษาความรับผิดและรับชอบต่องานที่ทำ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแห่งตำแหน่งผู้นำ/หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นผู้ตัดสินใจในหลาย ๆ เรื่องควรพิจารณาอย่างไร เช่น ทำงานโดยไม่รับเงินเดือนดีไหม อยู่ทำงานให้เสร็จ แก้ไขข้อบกพร่องให้เร็ว แก้ไขกฎหมายที่ติดขัด แล้วไปอย่างนี้สวยเลย
"ไม่ใช่แค่ไม่รับเงิน แล้วไม่ฟังอะไร ไม่ทำอะไร ไม่แก้อะไร" เธอกล่าวทิ้งท้าย












