วัคซีนโควิด : อนุทินแจงบันทึกประชุมเรื่องจัดหาวัคซีนไฟเซอร์เป็นแค่ความเห็น ไม่ใช่ข้อสรุป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บุคลากรทางการแพทย์หลายรายต้องการคำอธิบายจากผู้เกี่ยวข้องต่อกรณีที่มีการให้ความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการเกี่ยวกับวัคซีนว่า การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลาการทางการแพทย์ด่านหน้า เท่ากับยอมรับว่าวัคซีนของซิโนแวคไม่มีผลในการป้องกัน ซึ่งสุดท้ายที่มติที่ประชุมก็ไม่ได้กำหนดให้บุคลากรทางการแพทย์อยู่ในกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนของไฟเซอร์
ความเห็นดังกล่าวปรากฏในเอกสารบันทึกการประชุมที่สื่อมวลชนบางสำนักนำมาเผยแพร่เมื่อวานนี้ (4 ก.ค.) เอกสารนี้จั่วหัวว่าเป็น "สรุปประชุมเฉพาะกิจร่วมระหว่าง คณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะทำงานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน" เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ณ กรมควบคุมโรค ซึ่งมีการหารือถึงแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนของไฟเซอร์ที่คาดว่าจะเข้ามาในไทยล็อตแรกจำนวน 1.5 ล้านโดสในเดือน ก.ค.- ส.ค.
ช่วงสายวันนี้ (5 ก.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงเอกสารดังกล่าวว่า เป็นเอกสารภายในจากการประชุมของคณะกรรมการวิชาการไม่ควรที่จะวิพากษวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องของทางวิชาการ ตราบใดที่ยังไม่มาเป็นขั้นตอนการปฏิบัติก็ถือว่าไม่มีผลอะไร
นายอนุทินกล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการด้านวิชาการของอาจารย์แพทย์ทั้งหลายถือว่า แพทย์แต่ละท่านก็เสียสละเวลากันมา ไม่ได้มาเป็นในฐานะข้าราชการหรือเป็นลูกจ้างของกระทรวง ทุกท่านก็ต้องให้ความเห็น เข้าไปเขาก็บันทึกไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่านั่นคือแนวปฏิบัติ แต่หลังจากนั้นมีอีกหลายขั้นตอนว่าจะตกลงตามแนวทางหรือไม่
"อย่าไปซีเรียส ลืมไปได้เลยนะครับ เป็นความเห็นด้วยซ้ำว่าแต่ละท่านมีความเห็นอย่างไร....อย่างที่บอกว่าไม่ได้เป็นบทสรุป ไม่ได้เป็นแนวทางปฏิบัติ เพราะต้องเข้าคณะกรรมการโรคติดต่อ เข้าคณะกรรมการ วัคซีน ซึ่งไม่รู้ว่าตรงนั้นต้องถกเถียงกันยังไงอีก"
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า วัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส เป็นการบริจาคจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้มีเงื่อนไขการจัดสรรวัคซีนว่าต้องฉีดให้กับชาวอเมริกันในประเทศไทยก่อน ส่วนจะให้เป็นวัคซีนเข็มสามที่ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าเป็นเรื่องวิชาการ ไม่ให้ความเห็น รอเพียงการตกผลึกและฝ่ายนโยบายและรัฐมนตรีก็สนับสนุน
"อย่างวัคซีนไฟเซอร์ต้องไปซื้อน้ำเกลือเพิ่มนะ เพราะไม่เหมือนวัคซีนยี่ห้ออื่น เราก็ต้องจัดหางบประมาณ และน้ำเกลือมาผสม"

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้เป็นเอกสารบันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการ เป็นการสรุปประเด็นโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเลขานุการของที่ประชุม
"ผมไม่ได้เรียกว่าเอกสารที่ไม่จริงนะครับ เพราะว่าคนที่เขียนสรุปไม่ได้เป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการการประชุมนั้น ๆ แล้วก็ถ้าจะสังเกตดูในเอกสารก็จะเหมือนกับ เขียนอ่านเอาเอง อ่านเอาเรื่อง อะไรประมาณนั้นนะครับ มันไม่เหมือนแพทเทิร์น (แบบแผน) ของคณะฝ่ายเลขาที่เขาจะสรุป"
"เพราะฉะนั้นมันไม่มีเอกสารหลุดนะครับ อันนั้นเป็นเอกสารที่ไม่จริง" อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.โอภาสไม่ได้ปฏิเสธว่าในที่ประชุมมีผู้เสนอความเห็นดังกล่าวจริง
"เวลาประชุมกรรมการวิชาการที่มีคนหลากหลาย ความเห็นมันก็มีอย่างหลากหลาย ใครจะเสนอความเห็นอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องมีมติในที่ประชุมออกมา อย่างที่ผมได้นำเรียน แล้วนี่เป็นมติเน้นในเรื่องวิชาการนะครับ ยังไม่ได้เน้นเรื่องการจัดการและก็การนำไปใช้จริง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับคณะกรรมการโรคระบาดแห่งชาติ หรือคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ที่จะเอาไปพิจารณา สั่งการในภาพรวมของประเทศต่อไป"
สรุป 7 ประเด็นจากเอกสารบันทึกการประชุม
1.ใครร่วมประชุม
รายงานสรุปประชุมเฉพาะของคณะกรรมการวิชาการ 3 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการด้านวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะทำงานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน ที่กรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ไม่มีรายชื่อและจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม
เนื้อหาหลัก ๆ ของเอกสารสรุปประชุมประกอบด้วยส่วนที่เป็นข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์ที่นำเสนอโดยผู้เชี่ยวชาญ ส่วนที่เป็น ข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์บริหารจัดการวัคซีนโควิดของประเทศไทยในระยะต่อไป
2.วัคซีนไฟเซอร์ ล็อตแรก 1.5 ล้าน คาดว่าจะเข้าไทยเดือน ก.ค.
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับผู้อำนวยการกองของกรมควบคุมโรคให้ข้อมูลว่าวัคซีนไฟเซอร์ล็อตแรกคาดว่าจะมาถึงประเทศไทยในเดือน ก.ค. จำนวน 1.5 ล้านโดส และไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อีก 20 ล้านโดส
มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ โดยระบุขนาดต่อโดสว่าอยู่ที่ 0.3 mL วิธีการฉีดให้ฉีดเข้าชั้นกล้ามเนื้อ กำหนดให้ฉีด 2 ครั้ง ระยะห่าง 3 สัปดาห์ อายุที่สามารถฉีดวัคซีนได้ 12 ปีขึ้นไป
นอกจากนี้ยังระบุการเก็บรักษาไฟเซอร์ว่าอยู่ที่อุณหภูมิ -90 ถึง -60 องศาเซลเซียส ได้ 6 เดือน ที่อุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศา และมีความซับซ้อนในการฉีด เจ้าหน้าที่จะต้องอบรม
3. ความเห็นต่อการฉีดไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์
เอกสารสรุปการประชุมบันทึกไว้ว่ามีการเสนอให้กลุ่มเป้าหมายการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เป็นบุคคลอายุ 12-18 ปี, กลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้วัคซีน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ HCW (Healthcare workers) ด่านหน้า กระตุ้นภูมิคุ้มกันเข็ม 3 โดยสามารถปรับรูปแบบการให้บริการให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ และเสนอพิจารณาเรื่องจำนวนโดสและระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างเข็ม 1 และ 2
แต่ข้อความที่นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากบุคลากรทางการแพทย์คือความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งผู้บันทึกได้สรุปไว้ทั้งหมด 16 ประเด็น ซึ่งโดยสรุป เป็นการเสนอความเห็นของกรรมการเกี่ยวกับการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ การเลือกพื้นทีฉีดวัคซีน และการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ความเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเน้นการแก้ปัญหาพื้นที่ระบาด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และฉีดให้กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง
ขณะที่ความเห็นเกี่ยวกับการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า มีการเสนอแตกต่างกันไป 2 ทิศทาง
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการฉีดให้กับบุคลากรการแพทย์ 3 ความเห็น ได้แก่ "ขอให้กลุ่ม 2 (กลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับวัคซีน) ไม่ควรให้กลุ่ม 3 (บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า)"
"คนท้องควรได้รับ mRNA (ชนิดของวัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์) ส่วนกลุ่ม 3 อาจรอข้อมูลอีกระยะ และคนสูงอายุในอายุที่จะกำหนดเช่น มากกว่า 70 ควรเป็น walk in ได้ในที่ที่มีวัคซีนตัวนี้"
และความเห็นที่เป็นประเด็นระบุว่า "ในขณะนี้ ถ้าเอามาฉีดกลุ่ม 3 แสดงว่าเรายอมรับว่า Sinovac ไม่มีผลในการป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมากขึ้น"

ที่มาของภาพ, Reuters
4.มีฝ่ายที่เห็นด้วยกับการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์
มีการเสนอความเห็นให้ฉีดบุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อย 4 ความเห็น ได้แก่ "อยากเสนอให้ boost เข็มสามให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า"
"ควรให้เข็ม 3 บุคลากรทางการแพทย์เพราะความเสี่ยงสูง"
"เห็นด้วยกับการให้วัคซีนในกลุ่มที่ 2 และ 3 ส่วนกลุ่มที่ 1 สามารถรอวัคซีนจากการสั่งซื้อได้ และในขณะนั้นคงทราบผลการศึกษาเพิ่มเติมจากการใช้ mRNA ในกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี"
"ขอให้กลุ่ม 2 และ BOOST กลุ่ม 3 ในพื้นที่ระบาด"
5.มติที่ประชุมวัคซีนไฟเซอร์ เดือน ก.ค.- ส.ค. นี้ เคาะให้ใคร?
เอกสารสรุปประชุมฉบับนี้ ระบุมติที่ประชุมเกี่ยวกับแนวทางการให้วัคซีนไฟเซอร์ในเดือน ก.ค.- ส.ค. 2564 ดังนี้
- เห็นชอบควรให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับในระยะแรกจำนวน 1.5 ล้านโดส ในสองเดือนนี้ เป็นเข็มที่ 1 ทั้งหมด
- ทั้งหมดแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง ซึ่งในขณะนี้คือพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อลดการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต
- ควรเตรียมการด้านบุคลากร สถานที่ฉีด และอุปกรณ์ในการฉีดที่เหมาะสมสำหรับการฉีดวัคซีน
6. ข้อมูลของวัคซีนไฟเซอร์ที่ที่ประชุมใช้พิจารณา
ข้อมูลนี้เป็นส่วนแรกของการประชุมที่มีการให้ข้อมูลโดย ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งหนึ่งในตำแหน่งที่เกี่ยวกับการจัดการวัคซีนคือ เป็นประธานคณะทำงานติดตามอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีน ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนนี้ในที่ประชุมไว้ว่า
- ประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์ในวัยรุ่น อายุ 12-15 ปี พบว่า มีภูมิคุ้มกันสูงถึง 100% ซึ่งมากกว่าวัยผู้ใหญ่
- ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา จากระบบที่มีรายงานผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน 2 ระบบ คือ ระบบ VAERS และ VSD
- วัคซีนไฟเซอร์มีผลข้างเคียง ในเข็มแรกมากกว่าเข็มที่ 2
- ผลข้างเคียง ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 2-3 วัน
- ผลข้างเคียง ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
บีบีซีไทยค้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสำหรับระบบ VAERS พบว่ามาจาก Vaccine Adverse Event Reporting System หมายถึง ระบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีน ส่วน VSD มาจาก Vaccine Safety Datalink ซึ่งเป็นระบบดาตาลิงก์ที่บันทึกข้อมูลความปลอดภัยของวัคซีนของสหรัฐฯ
7. มีการพูดถึงการให้วัคซีนเข็ม 3 และให้ศึกษาการฉีดโดส 1-2 ต่างชนิดยี่ห้อ
ในที่ประชุมครั้งนี้ มีการหารือเกี่ยวกับร่างนโยบายและยุทธศาสตร์บริหารจัดการวัคซีนโควิดของไทยในระยะต่อไป ซึ่งการให้วัคซีนเข็ม 3 หรือเข็มกระตุ้น อยู่ในเป้าหมายระยะที่ 3 มีการมอบผู้เชี่ยวชาญร่วมกับกองโรคไม่ติดต่อ
นอกจากนี้ยังให้กรมควบคุมโรค ประสานกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง เชื้อกลายพันธุ์ การให้วัคซีนกับประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี การให้วัคซีนเข็ม 3 และการให้วัคซีนต่างบริษัทกับผู้รับวัคซีนรายเดียวกัน โดยส่วนนี้มีผู้เชี่ยวชาญเป็นแพทย์ 3 คน
จม.เปิดผนึกจากกรรมการแพทยสภาถึงนายกฯ
หนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าคือ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ กรรมการแพทยสภาและอดีตนายกแพทยสภา
เขาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ซึ่งเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอให้นายกฯ พิจารณาให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์แก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ดูแลผู้ป่วย
นพ.อำนาจระบุว่าเขาทราบมาว่าในที่ประชุมของคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ที่ไทยจะได้รับจำนวน 1.5 ล้านโดสในเดือน ก.ค.- ส.ค. นี้มีผู้เสนอให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ได้วัคซีนซิโนแวคสองเข็มไปแล้วระยะหนึ่งได้รับวัคซีนนี้ แต่ต่อมาที่ประชุมมีมติไม่ให้วัคซีนดังกล่าวแก่บุคลากรทางการแพทย์
"ผมมีความเห็นว่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะได้รับเชื้อรวมทั้งเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญสูงมากในขณะนี้ที่มีภาระหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยทั้งหมด
ถ้าหากกำลังคนที่สำคัญในภาวะวิกฤตินี้ติดเชื้อจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะการที่คนใดคนหนึ่งในกลุ่มบุคลากรที่กำลังทำหน้าที่เพื่อชดเชยอัตรากำลังคนที่ขาดแคลนอย่างที่สุดในตอนนี้ติดเชื้อจะทำให้มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องถูกกักตัวเนื่องจากเป็นผู้ความเสี่ยงสูงอีกจำนวนมาก ดังที่ได้มีการประกาศปิดห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ห้องคลอด หรือทั้งโรงพยาบาลมาเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้ป่วยและประชาชน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกทั้งจากโควิดและภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ
ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อในบุคลกรกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญสูงสุดและจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประคองให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้" อดีตนายกแพทยสภาระบุ

รู้จัก 3 คณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์
เอกสารบันทึกการประชุม ระบุชื่อคณะกรรมการ 3 ชุดที่เข้าประชุมร่วมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ได้แก่ 1. คณะกรรมการด้านวิชาการโรคติดต่อ 2. คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และ 3. คณะทำงานด้านวิชาการ บริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน
ความเห็นที่ระบุในบันทึกการประชุมว่า "ในขณะนี้ถ้าเอา (วัคซีนของไฟเซอร์) มาฉีดกลุ่ม 3 (บุคลากรทางการแพทย์) แสดงว่าเรายอมรับว่า Sinovac ไม่มีผลในการป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมากขึ้น" จึงคาดว่าเป็นความเห็นจากผู้ที่นั่งในคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งใน 3 ชุดนี้
1. คณะกรรมการด้านวิชาการโรคติดต่อ
คณะกรรมการด้านวิชาการโรคติดต่อเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 16 ที่ระบุว่าให้มี "คณะกรรมการด้านวิชาการ" คณะหนึ่งซึ่งมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน และมีผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านโรคติดต่อเป็นกรรมการอีกไม่เกิน 7 คน แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
สำหรับคณะกรรมการด้านวิชาการโรคติดต่อชุดปัจจุบันมี ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร เป็นประธาน และกรรมการอีก 7 คน ได้แก่ ศ.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและการสื่อสารความเสี่ยง, รศ.นพ.(พิเศษ) ทวี โชติพทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในเด็ก, รศ.ประตาป สิงหศิวานนท์ อดีตคณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล, นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก, นพ.สมชัย พีระปกรณ์ และผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคเป็นเลขานุการ
2. คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
คณะอนุกรรมการชุดนี้แต่งตั้งโดยรองนายกฯ ซึ่งเป็นประธานกรรมการวัคซีนแห่งชาติโดยตำแหน่ง ขึ้นตรงต่อ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ, จัดทำวิธีบริหารวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย, กำหนดแนวทางในการศึกษาวิจัยด้ายวัคซีนและระบาดวิทยาของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน และเสนอทางเลือกด้านนโยบายในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแก่คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ
คณะอนุกรรมการชุดปัจจุบันมี นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธาน ส่วนอนุกรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมบัญชีการ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และผู้แทนจากราชวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นต้น
3. คณะทำงานด้านวิชาการ บริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน
คณะทำงานชุดนี้เป็น 1 ใน 6 คณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 15 ม.ค. เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มฉีดวัคซีนโควิดให้คนไทยในเดือน ก.พ.












