โควิด-19: วัคซีนที่ไทยมี กับข้อเสนอปรับยุทธศาสตร์จากปูพรมฉีดเป็นเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ-7 โรคเสี่ยง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ประจำวัน (3 ก.ค.) พบผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ 6,230 ราย และผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 41 ราย โดยทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าการเร่งฉีดวัคซีนคือหนึ่งในหนทางหยุดยั้งความเลวร้ายของสถานการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ที่อัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น ทว่ามีเพียง 2.1 ล้านคน จากเป้าหมาย 17.85 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว
นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ใช้คำว่า "ช่วงนี้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง" หลังพบการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ซึ่งมีความสามารถในการแพร่เชื้อเร็วขึ้น และวันนี้ยอดผู้ป่วยก็แตะหลัก 6,000 รายเป็นครั้งที่ 2 โดยกลุ่มที่ต้องจับคือผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ดังนั้นนอกจากมาตรการหลัก ๆ เช่น ลดการเคลื่อนย้าย, ลดการเดินทาง, ลดโอกาสเสี่ยงในสถานที่ต่าง ๆ ต้องป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชนและครัวเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุการติดเชื้อในหมู่ผู้สูงอายุ และฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้น เพราะปัจจุบันอัตราฉีดวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางนี้ยังเท่ากับประชากรกลุ่มอื่น ๆ คือฉีดได้ราว 10%
รัฐบาลตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ได้อย่างน้อย 50 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% จากประชากรไทยและประชากรแฝงรวม 70 ล้านคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้
ทว่าบุคลากรใน สธ. เองอย่าง นพ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญในด้านระบาดวิทยา และที่ปรึกษาด้านวิชาการ รมว.สธ. กล่าวเมื่อ 2 ก.ค. ว่า มั่นใจหรือไม่ว่า 70% จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ นักวิชาการบางส่วนบอกว่าไม่ได้ เพราะในอังกฤษเริ่มมีการติดเชื้อเยอะขึ้น ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อาจต้องไปถึง 90% และต้องใช้วัคซีนที่ดีมาก ๆ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายนี้จึงเสนอให้ปรับยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนใหม่ จากการปูพรมฉีดวัคซีนให้คนไทย 70% เป็นการเร่งฉีดให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 80% ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่เข้ายึดครองส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ล่าสุด นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ได้สั่งการเร่งรัดการฉีดในกลุ่มเปราะบางทั้ง 2 กลุ่มให้ครอบคลุมในเดือน ก.ค.-ส.ค. นี้
กลุ่มผู้สูงอายุได้วัคซีนในอัตราต่ำสุด
ผ่านมากว่า 4 เดือน นับจากคนไทยคนแรกได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มแรก เมื่อ 28 ก.พ. มีประชาชนได้รับวัคซีนไปแล้ว (28 ก.พ.-1 ก.ค.) 10,227,183 ราย คิดเป็น 14.61% ของประชากรทั้งหมด ตามการรวบรวมข้อมูลของ สธ.
มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 7,364,585 ราย คิดเป็น 10.22% ของประชากร
มีผู้ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 2,862,598 ราย คิดเป็น 3.97% ของประชากร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการฉีดวัคซีนในอัตราสูงสุด หนีไม่พ้น บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 6.75 แสนราย (คิดเป็น 94.9%) ขณะที่ผู้สูงอายุกลายเป็นกลุ่มที่มีอัตราเข้าถึงวัคซีนในอัตราต่ำสุด โดยมีเพียง 1.4 ล้านรายที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว (คิดเป็น 11.2%) และอีก 8.3 หมื่นรายได้วัคซีนครบสองเข็ม (คิดเป็น 0.7%) ส่วนผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้วัคซีนเข็มแรกแล้ว 7.14 แสนราย (คิดเป็น 13.4%) และได้วัคซีนครบสองเข็ม 1.64 แสนราย (คิดเป็น 3.1%)
- บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7.12 แสนราย ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 106.5% เข็มสอง 94.9%
- เจ้าหน้าที่ด่านหน้า 1.9 ล้านราย ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 33.4% เข็มสอง 21.3%
- อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) 1 ล้านราย ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 30% เข็มสอง 16.6%
- ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค 5.35 ล้านราย ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 13.4% เข็มสอง 3.1%
- ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ระบาด 28.5 ล้านราย ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 12.5% เข็มสอง 4.8%
- ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 12.5 ล้านราย ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 11.2% เข็มสอง 0.7%
ที่มา: ฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ระหว่าง 28 ก.พ.-1 ก.ค.
นครปฐมฉีดวัคซีนได้ต่ำสุดในหมู่พื้นที่สีแดงเข้ม
เมื่อไล่ดูการฉีดวัคซีนในพื้นที่เป้าหมาย พบว่า การฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ฉีดเข็มแรกแรก 23.7% และเข็มสอง 8.18% โดย จ.นครปฐม เป็นพื้นที่ที่ประชาชนได้รับวัคซีนในอัตราต่ำสุด ขณะที่พื้นที่นำร่องเปิดประเทศอย่าง จ.ภูเก็ต ฉีดวัคซีนเข็มแรกไปได้แล้ว 70.25% และเข็มสอง 56.09%

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- กรุงเทพฯ ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 2.49 ล้านราย (คิดเป็น 32.36%) เข็มสอง 8.25 แสนราย (คิดเป็น 10.73%)
- สมุทรสาคร ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 1.85 แสนราย (คิดเป็น 19.42%) เข็มสอง 1.13 แสนราย (คิดเป็น 11.88%)
- นนทบุรี ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 3.01 แสนราย (คิดเป็น 18.74%) เข็มสอง 1.2 แสนราย (คิดเป็น 7.5%)
- สมุทรปราการ ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 3.18 แสนราย (คิดเป็น 16.5%) เข็มสอง 7.76 หมื่นราย (คิดเป็น 4.02%)
- ปทุมธานี ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 1.57 แสนราย (คิดเป็น 10.25%) เข็มสอง 5.44 หมื่นราย (คิดเป็น 3.55%)
- นครปฐม ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 6.64 หมื่นราย (คิดเป็น 5.91%) เข็มสอง 2.27 หมื่นราย (คิดเป็น 2.02%)
- ภูเก็ต ได้วัคซีนเข็มหนึ่ง 3.84 แสนราย (คิดเป็น 70.25%) เข็มสอง 3.07 แสนราย (คิดเป็น 56.09%)
กรมควบคุมโรคเปิดข้อมูล 2 วัคซีนหลัก
ปัจจุบันวัคซีนหลักที่กระจายฉีดให้คนไทยมีอยู่ 2 ยี่ห้อคือ วัคซีนซิโนแวค และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า
นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. เปิดข้อมูลการรับมอบวัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อ รวม 12,965,360 โดส ไว้ดังนี้
วัคซีนซิโนแวค 10 ล็อต รวม 7,475,960 โดส รับมอบตั้งแต่ 26 ก.พ.-23 มิ.ย. ในจำนวนนี้มีอยู่ 2 ล็อตที่จีนบริจาคให้ รวม 997,520 โดส
วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 8 ล็อต รวม 5,489,400 โดส รับมอบตั้งแต่ 28 ก.พ.-30 มิ.ย.









