โควิด-19 : กทม. เตรียมแผนแยกกักในชุมชนหลังเตียงไม่พอ ศบค. เผย 5 รายเสียชีวิตคาบ้าน

สวอป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานยอดผู้ป่วยหน้าใหม่ของไทยประจำวันที่ 1 ก.ค. จำนวน 6,087 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 61 ราย ทุบสถิติสูงสุดของไทย หรือนิวไฮ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน

นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญในด้านระบาดวิทยา ประเมินฉากทัศน์การระบาดของสายพันธุ์เดลตา (อินเดียเดิม) ที่เริ่มเข้ามายึดส่วนแบ่งการตลาดในกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด ซึ่งหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจทำให้ยอดผู้เสียชีวิตไปแตะ 2,800 รายในเดือน ก.ย.

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ผอ.ศปก.ศบค.) ยอมรับว่า ในสัปดาห์หน้าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะสูงขึ้นอีก ซึ่งเป็นไปตามการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเป็นในลักษณะนี้อีกสักระยะหนึ่ง จึงขอความร่วมมือประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก เนื่องจากได้สั่งปิดแคมป์คนงานไปแล้ว ดังนั้นแรงงานต่างด้าวก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ส่งผลให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้น

แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ พล.อ. ณัฐพลยืนยันว่าจะยังไม่มีการเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดไปกว่านี้ เพราะนายกฯ เป็นห่วงความเดือดร้อนของประชาชน เนื่องจากเห็นว่ามาตรการที่มีอยู่เพียงพอแล้ว แต่ต้องมีการขอความร่วมมือผู้ประกอบการต่าง ๆ และภาครัฐต้องลงรายละเอียดในมาตรการมากขึ้น

ถึงขณะนี้ ไทยมีผู้ป่วยสะสมทั้งสิ้น 270,921 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 2,141 ราย โดยจัดอยู่ในอันดับที่ 70 ของโลก

ในกลุ่มผู้เสียชีวิตล่าสุด พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า มีอยู่ 5 รายที่เสียชีวิตคาบ้าน โดยเป็นผู้สูงอายุ 3 ราย และแรงงานชาวเมียนมาอีก 2 ราย

ส่วนภาพรวมผู้เสียชีวิตจากการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 (1 เม.ย.-2 ก.ค. 2564) กลุ่มใหญ่ยังคงเป็นผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มเสี่ยง มียอดสะสม 1,614 ราย (คิดเป็น 81.26%) และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 1,322 ราย (คิดเป็น 66.56%)

นอกจากนี้ยังมีบุคลากรด้านสาธารณสุขเสียชีวิตแล้ว 4 ราย (คิดเป็น 4%) โดยมีทั้งแพทย์, ทันตแพทย์, พนักงานใน รพ. และเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุข

พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

พญ. อภิสมัยกล่าวว่า ในกลุ่มผู้ป่วย 100 ราย จะพบผู้ป่วยหนัก 5 รายที่มีอาการปอดติดเชื้อ โดย 2.5 รายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และในผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 ใน 10 ราย มีรายงานการเสียชีวิต ดังนั้นนโยบายสำคัญในเดือน ก.ค. คือการเพิ่มเตียง และการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันวิด-19 ให้แก่กลุ่มเสี่ยงสูง

ผู้ช่วยโฆษก ศบค. บอกด้วยว่า ผู้เสียชีวิตที่รายงานตัวเลขสูง เป็นผู้ติดเชื้อตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว จะเห็นว่าอาการแย่ลง และค่อย ๆ เสียชีวิตในสัปดาห์ นี้ แต่ถ้าเราระดมฉีดวัคซีน ก็จะเสริมภูมิคุ้มกัน และลดอัตราป่วยหนักและเสียชีวิต อย่างไรก็ตามการคิกออฟฉีดวัคซีนเมื่อ 7 มิ.ย. อาจต้องรอผลอย่างน้อย 2 เดือน

กทม. เตรียมแผนแยกกักในชุมชน หลังเตียงไม่พอ

กรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดสูงสุดถึง 2,267 รายในรอบ 24 ชม. โดยถือเป็นนิวไฮของเมืองหลวงประเทศไทยเช่นกัน จากการมีผู้ป่วยยืนยันทะลุ 2,000 เป็นครั้งแรก รวมมีผู้ป่วยสะสมในการระบาดระลอก 3 จำนวน 77,046 ราย

ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ระบุว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการรอเตียง ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะรุนแรงหรือทรุดลง จึงสั่งการให้พื้นที่เร่งบริหารจัดการเพิ่มศักยภาพเตียงในทุกเขตของกรุงเทพฯ

รพ.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

บ่ายวันนี้ (2 ก.ค.) ผู้ว่าราชการ กทม. กับกรมควบคุมโรคจะประชุมร่วมกัน เพื่อวางแนวทางการแยกกันในชุมชน (Community Isolation) หลังจากผู้ป่วยทราบผลติดเชื้อและอยู่ระหว่างรอการจัดสรรเตียง นอกจากนี้จะเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุด้วย

สถานการณ์ในรอบ 24 ชม. เหลือแค่ 3 จ. ปลอดเชื้อ

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชม. จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญ ดังนี้

  • ผู้ป่วยรายใหม่ 6,087 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 5,869 ราย, ติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 207 ราย และติดเชื้อจากต่างประเทศ 11 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมนับจากปี 2563 อยู่ที่ 270,921 ราย หายป่วยแล้ว 186,914 ราย
  • ผู้ป่วยสะสมในการระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ 1 เม.ย. จำนวน 242,058 ราย หายป่วยแล้ว 214,340 ราย
  • ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 61 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 2,141 ราย คิดเป็น 0.79%
  • ผู้ป่วยรักษาตัวใน รพ./รพ. สนาม 54,440 ราย โดยมี 2,002 รายที่อาการหนัก และ 579 รายที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • พื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อหน้าใหม่สูงสุด 5 อันดับแรกของประเทศในวันนี้ ได้แก่ กรุงเทพฯ 2,267 (ราย), สมุทรปราการ (522 ราย), นนทบุรี (327 ราย), สมุทรสาคร (289 ราย) และปทุมธานี (222 ราย)
  • พื้นที่ 34 จังหวัด พบผู้ป่วยยืนยันเป็นผู้เดินทางไปจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้เกิดกรณีจังหวัดที่ไม่รายงานผู้ติดเชื้อมานานแล้ว เกิดการรายงานเพิ่มในช่วง 2 สัปดาห์นี้
  • พื้นที่ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อเหลือเพียง 3 จังหวัด ได้แก่ พังงา, ลำพูน และแม่ฮ่องสอน
ผู้ป่วย

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก มีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมทั้งสิ้น 183,414,645 ราย และเสียชีวิตสะสม 3,971,422 ราย โดยไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 70 ของโลก

ผู้เสียชีวิตกลุ่มล่าสุด พบ 5 รายตายคาบ้าน

ขณะที่ผู้เสียชีวิตล่าสุด 61 ราย ศบค. ให้ข้อมูลไว้ ดังนี้

  • เพศชาย 29 ราย หญิง 32 ราย
  • อยู่ใน 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ 28 ราย, นนทบุรี 9 ราย, สมุทรปราการ 8 ราย, ปทุมธานี และนราธิวาส จังหวัดละ 3 ราย, เชียงราย สงขลา นครปฐม นครนายก พระนครศรีอยุธยา จังหวัดละ 1 ราย
  • มีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดสมอง ไต หัวใจ โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง และมะเร็ง
  • มีปัจจัยเสี่ยงจากการอาศัย/เดินทางเข้าพื้นที่ระบาด (27 ราย), สัมผัสสมาชิกในครอบครัว (21 ราย), สัมผัสคนอื่น ๆ เช่น เพื่อน, เพื่อนร่วมงาน, ผู้ป่วยที่ รพ., ผู้ดูแล (9 ราย), อาชีพเสี่ยง (3 ราย) และระบุไม่ได้ (1 ราย)
  • ค่ามัธยฐานของอายุคือ 67 ปี (อายุระหว่าง 30-90 ปี) โดยผู้เสียชีวิต 70% มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป
  • มีผู้เสียชีวิตที่บ้าน 5 ราย (ผู้สูงอายุ 3 ราย, แรงงานเมียนมา 2 ราย)

ฉีดวัคซีนได้ทะลุ 10 ล้านคนแล้ว

ศบค. ตั้งเป้าหมายการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ประชาชน 50 ล้านคน อันเป็นการครอบคลุม 70% ของประชากรไทยและประชากรแฝง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้

ฉีดยา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.ค. พบว่า มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้เพิ่ม 299,485 โดส ทำให้ภาพยอดสะสมของประชาชนที่ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 10,227,183 ราย คิดเป็น 14.61% ของประชากร

มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 7,364,585 ราย คิดเป็น 10.52% ของประชากร

มีผู้ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 2,862,598 ราย คิดเป็น 4.09% ของประชากร

ศบค. ยังให้ข้อมูลการฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบ 2 เข็มในพื้นที่สีแดงเข้ม ดังนี้ กรุงเทพฯ (ฉีดแล้ว 8.25 แสนราย คิดเป็น 10.73%), นนทบุรี (ฉีดแล้ว 1.2 แสนราย คิดเป็น 7.5%), สมุทรสาคร (ฉีดแล้ว 1.13 แสนราย คิดเป็น 11.88%), สมุทรปราการ (ฉีดแล้ว 7.76 หมื่นราย คิดเป็น 4.02%) และปทุมธานี (ฉีดแล้ว 5.44 หมื่นราย คิดเป็น 3.55%)

ฉากทัศน์ผู้เสียชีวิตจากสายพันธุ์เดลตาอาจถึง 2.8 พันราย/เดือน

วันเดียวกัน สธ. จัดเสวนาในหัวข้อ "วัคซีนโควิด ไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไร" โดยมีการให้ข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดต่าง ๆ โดย นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ซึ่งอ้างข้อมูลการศึกษาในไทยจาก 4 พื้นที่ ได้แก่ จ.ภูเก็ต, สมุทรสาคร, เชียงราย และจากฐานข้อมูลของกรมควบคุมโรคที่ศึกษาในบุคลากรสาธารณสุข พบว่ามีประสิทธิผลประมาณ 71-91% ในการจะป้องกันโรค และคนที่ติดโรคก็จะมีอากการน้อย

สัดส่วนสายพันธุ์โควิด-19 ที่เฝ้าระวัง. . .

ด้าน นพ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญในด้านระบาดวิทยา และที่ปรึกษาด้านวิชาการ รมว.สธ. กล่าวว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในช่วง 3 เดือนนี้ ซึ่งเป็นผลจากเชื้อสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ที่ทำให้แพทย์ต้องรับมือกับผู้เสียชีวิตหลักสิบในทุกวัน โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดลงความเห็นตรงกันว่าสถานการณ์จะแย่กว่าเดิม เหตุผลก็เพราะสายพันธุ์เดลตาเข้ามายึดครองตลาด

จากข้อมูลการระบาดในกรุงเทพฯ นพ. คำนวณชี้ว่า มีผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตากว่า 40% และในไม่ช้าจะเป็นสายพันธุ์เดลตาทั้งหมด ซึ่งติดเชื้อได้ง่ายกว่าถึง 1.4 เท่า

"ถ้าคิดง่าย ๆ นะครับว่า ถ้าเผื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาเรามีคนเสียชีวิตทั้งเดือน 992 คน ซึ่งเป็นภาวะใหญ่มากเลย ก็แปลว่าเดือน ก.ค. เนี่ย ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้นะ เราจะมีคนเสียชีวิตประมาณ 1,400 ในเดือน ก.ค. พอเดือน ส.ค. จะเป็น 2,000 และพอถึงเดือน ก.ย. จะเป็น 2,800" นพ. คำนวณกล่าว

"ขณะนี้ที่เรามีคนเสียชีวิตอยู่ประมาณ 900 (คน) นะครับ มันทำให้ระบบเราเดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป อันนี้แน่นอนว่าเราไม่สามารถไปรอดได้นะครับ" นพ. คำนวณกล่าว

แนะปรับยุทธศาสตร์ฉีดวัคซีนใหม่

หมอรายนี้ยังเสนอให้ปรับยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีน โดยเร่งฉีดให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวก่อน เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 80% แต่ทิศทางของไทยขณะนี้ ใช้ยุทธศาสตร์สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ปูพรมฉีดให้คนไทยได้วัคซีน 70%ปัญหาคือเรามั่นใจหรือไม่ว่า 70% จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ นักวิชาการหลักบอกว่าไม่ได้ ในอังกฤษเริ่มมีการติดเชื้อเยอะขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อาจต้องไปถึง 90% และต้องใช้วัคซีนที่ดีมาก ๆ

นพ. คำนวณระบุว่า ปัจจุบัน กลุ่มผู้สูงอายุมีข้อมูลการเข้ารับวัคซีนเพียง 10% หากเป็นเช่นนี้ กว่าจะควบคุมปัญหาได้ ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 7 เดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัญหาวิกฤตการขาดแคลนเตียงของไทย

"ถึงแม้เรามีวัคซีนจำกัด ถ้าเราใช้ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เราก็จะพ้นวิกฤตได้ โดยการเอาวัคซีนทั้งหมดที่มีอยู่ในมือทำการตกลงกันเลยทั้งสังคม ตั้งแต่ท่านนายกฯ ศบค. ผู้ว่าฯ บอกเป้าหมายแรกลดการเจ็บการตายในกลุ่มสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงก่อน เรามีกลุ่มนี้ 17.5 ล้านคน ตอนนี้เราฉีดไปได้แล้ว 2 ล้านคน เหลืออีก 15 ล้านคน เราต้องการฉีดให้จบใน 2 เดือน ก.ค. กับ ส.ค. ผมเชื่อว่าเรามีวัคซีนเพียงพอ" นพ. คำนวณกล่าว

ทั้งหมดนี้ นพ. คำนวณ ชี้ว่า จะสามารถลดการเสียชีวิตเหลือวันละ 20 คน โดยประมาณ ทำให้อยู่ในวิสัยที่กำลังการแพทย์เดินหน้าต่อไปได้ อีกทั้งยังสามารถลดมาตรการปิดพื้นที่หลายแห่งได้