โควิด-19 : ศบค. เคาะฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้บุคลากรการแพทย์ แย้มใช้ไฟเซอร์-แอสตร้าเซนเนก้า

หมอ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นายกรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอจากคณะหมอที่ปรึกษา ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์แก่บุคลากรทางการแพทย์ 7 แสนคน หลังพบความสามารถในการกระตุ้นภูมิต้านทานของวัคซีนชนิด mRNA ต่อเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ได้ดีที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ขอความกรุณาทุกคนอย่าดาวน์เกรดวัคซีนซิโนฟาร์ม

ศ. เกียรติคุณ นพ. อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงว่า คณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของ ศบค. ที่มี ศ. คลินิกเกียรติคุณ นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน มีมติว่ากลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือบูสเตอร์ โดส (Booster Dose) ก่อนเป็นกลุ่มแรก โดยคนกลุ่มนี้มีกว่า 7 แสนคน และมีจำนวนหนึ่งที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มมาประมาณ 3-4 เดือนแล้ว การจะให้บูสเตอร์โดสต้องต่างชนิด

"เราสรุปว่าจะต้องบูสเตอร์โดส ถ้าไฟเซอร์ยังไม่มา เราจะฉีดแอสตร้าเซนเนก้าให้ ถ้าไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส (สหรัฐฯ บริจาคให้ไทย) มาเร็ว ก็ให้บุคลากรทางการแพทย์ก่อน" ศ. เกียรติคุณ นพ. อุดมกล่าว

รองประธานที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของ ศบค. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดแนวทางการให้บูสเตอร์ไม่ว่าจากประเทศใด หรือกระทั่งจากองค์การอนามัยโลก แต่ขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องนี้อยู่ คาดว่าอีก 1 เดือนจะรู้ผล และจะเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่กำหนดแนวทางการให้บูสเตอร์โดส ซึ่งจะไม่ได้ใช้กับคนทั่วไป แต่ใช้สำหรับผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะไปสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ส่วนหลังจากนั้น จะเป็นกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

สำหรับเด็ก ยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เพราะเด็กติดเชื้ออาการไม่รุนแรง ทำให้ต้องฉีดให้กลุ่มผู้ใหญ่ที่เสี่ยง มิฉะนั้น ตายวันละ 50-60 คนไม่ไหว ส่วน 20 ล้านโดสที่จะมาไตรมาส 4 มีเวลาจะระดมฉีดให้เต็มที่

"บูสเตอร์โดสมีความสำคัญแน่นอน แต่ท่านทั้งหลายกรุณาอย่าไปดาวน์เกรด (downgrade - ด้อยค่า) ซิโนแวค แม้เราจะรู้ว่าการป้องกันประสิทธิภาพน้อยก็จริง แต่ลดการเจ็บป่วยรุนแรงและตาย ไม่ต่างจากแอสตร้าเซนเนก้าและไฟเซอร์" ศ. เกียรติคุณ นพ. อุดมกล่าว

โคว้ดหมอ

ที่ปรึกษา ศบค. ย้ำว่า กระบวนการบูสโดสเพื่อไปต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ ถูกหยิบยกมาหารือเป็นเวลา 2-3 เดือนแล้ว เรื่องเข็ม 3 หรือฉีดไขว้ยี่ห้อ แต่ไม่ได้มีการออกข่าวเป็นทางการ

การแถลงข่าวในครั้งนี้ ศ. เกียรติคุณ นพ. อุดมเปิดเผยว่าได้รับมอบหมายจากที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของ ศบค. ซึ่งมีคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ในกรุงเทพฯ 10 สถาบันร่วมเป็นกรรมการ โดยคณะที่ปรึกษาชุดนี้รายงานตรงต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. และได้แจ้งมติที่เกิดขึ้นในการประชุมเมื่อ 5 ก.ค. ให้นายกฯ รับแล้ว ดังนั้นการสื่อสารกับประชาชนในวันนี้จึงเป็นทั้งตัวแทนของ ศบค. ของนายกฯ และของรัฐบาล

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสเรียกร้องให้ฉีดวัคซีน mRNA ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์อย่างกว้างขวาง หลังเอกสารบันทึกการประชุมเฉพาะกิจร่วมระหว่างคณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะทำงานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีนเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. หลุดรอดออกมาถึงมือสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะออกมาชี้แจงไปคนละทิศทาง รัฐมนตรียอมรับว่าเป็น "เอกสารจริง" แต่เป็นเอกสารภายใน ขณะที่อธิบดีกรมควบคุมโรคยืนกรานว่าเป็น "เอกสารที่ไม่จริง" เพราะว่าคนที่เขียนสรุปไม่ได้เป็นฝ่ายเลขาฯ ของคณะกรรมการการประชุม

บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ภายในแคมป์คนงานใน กทม. ซึ่งถูกสั่งปิดเป็นเวลา 30 วันตามคำสั่ง ศบค. หวังหยุดยั้งเชื้อกลายพันธุ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ภายในแคมป์คนงานใน กทม. ซึ่งถูกสั่งปิดเป็นเวลา 30 วันตามคำสั่ง ศบค. หวังหยุดยั้งเชื้อกลายพันธุ์

หนึ่งในความเห็นที่ถูกบันทึกไว้ และก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักคือ "ในขณะนี้ ถ้าเอามาฉีดกลุ่ม 3 (บุคลากรทางการแพทย์) แสดงว่าเรายอมรับว่า Sinovac ไม่มีผลในการป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมากขึ้น" แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เข้าร่วมประชุมรายใดออกมาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของความคิดดังกล่าว

เปิดผลวิจัยฉีดวัคซีนแล้วต่อภูมิลด หลังเจอสายพันธุ์เดลตา

ศ. เกียรติคุณ นพ. อุดมกล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ใน 96 ประเทศทั่วโลก สำหรับสถานการณ์ในไทย จากเคยพบสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ได้กลายเป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ราว 30% ของภาพรวมทั้งประเทศ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ พบประมาณ 50% แล้ว ซึ่งคุณสมบัติของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาคือแพร่เชื้อได้เร็วมาก จึงมีการคาดการณ์กันว่าภายใน 1-2 เดือนนี้ ทั่วประเทศและทั่วโลกอาจเป็นสายพันธุ์เดลตา

ที่ปรึกษา ศบค. กล่าวต่อไปว่า เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตามากขึ้น ก็ต้องการเตียงไอซียูเพิ่มขึ้นด้วย "ตอนนี้เราตึงมากเลยเรื่องเตียง โดยเฉพาะเตียงสีแดง ดั้งนั้นหากเราปล่อยเหตุการณ์แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ระบบสาธารณสุขก็จะอยู่ไม่ได้"

เตียง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นายแพทย์อาวุโสรายนี้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบของไวรัสสายพันธุ์ต่าง ๆ และวัคซีนป้องกันโควิดชนิดต่าง ๆ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่น (จีน) 60-70% แต่เดลตา (อินเดีย) ระบาดเร็วกว่าอัลฟาอีก 40%
  • สายพันธุ์เดลตาไม่ได้รุนแรงกว่าอัลฟา แต่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติเร็วขึ้น หรือเกิดปอดอักเสบเร็วขึ้น สายพันธุ์อัลฟาใช้เวลา 7-10 วันหลังติดเชื้อ ผู้ป่วยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่สายพันธุ์เดลตาใช้เวลาเพียง 3-5 วัน
  • วัคซีนทำจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมคืออู่ฮั่น พอเกิดการกลายพันธุ์เป็นเดลตา หรือเบตา (แอฟริกาใต้) ประสิทธิภาพของวัคซีนจึงลดลงชัดเจน "ไม่ใช่วัคซีนไม่ได้ แต่การกลายพันธุ์ทำให้ดื้อต่อวัคซีน" จึงต้องหาวัคซีนเจเนอเรชัน (รุ่น) ใหม่เพื่อมาควบคุมการกลายพันธุ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนชนิดใดเลย คาดว่าเร็วที่สุดอาจจะปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า
  • วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันลดลง 7.5 เท่าเมื่อเจอสายพันธุ์เบตา และลดลง 2.5 เท่าเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตา (งานวิจัยในอังกฤษ)
  • วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันลดลง 9 เท่าเมื่อเจอสายพันธุ์เบตา และลดลง 4.3 เท่าเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตา (งานวิจัยในอังกฤษ)
  • วัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันลดลง 4.9 เท่าเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตา (ข้อมูลในไทย โดย สวทช. ร่วมกับศูนย์วิจัยจุฬาฯ)

เทียบประสิทธิภาพ ไฟเซอร์ VS แอสตร้าเซนเนก้า

หากแปลงข้อมูลต่าง ๆ เป็นตัวเลขทางคลินิก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. อุดมชี้ว่าความสามารถกระตุ้นภูมิต้านทาน mRNA หรือไฟเซอร์ดีที่สุด รองมาเป็นแอสตร้าเซนเนก้า และซิโนแวค

  • การกระตุ้นภูมิต้านทาน พบว่า ไฟเซอร์ ภูมิขึ้นในระดับพันถึงหมื่น, แอสตร้าเซนเนก้า ภูมิขึ้นระดับหลักพันต้น ๆ ส่วนซิโนแวค ภูมิขึ้นระดับหลักหลายร้อยปลาย ๆ
  • การป้องกันโรค พบว่า ไฟเซอร์ เดิมป้องกันได้ 93% แต่กับสายพันธุ์เดลตาลดเหลือ 88% ส่วนแอสตร้าเซนเนก้า เดิมป้องกันได้ 66% ลดเหลือ 60%
  • ประสิทธิภาพการป้องกันอาการรุนแรงจนนอน รพ. และเสียชีวิต พบว่า ไฟเซอร์ป้องกันได้ 96% ส่วนแอสตร้าเซนเนก้าป้องกันได้ 92%
วัคซีนของ บ.ไฟเซอร์

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โฉมหน้าวัคซีนของ บ.ไฟเซอร์

แนะไม่ต้องรีบจอง mRNA เข็ม 3 เพราะจะได้วัคซีนรุ่นเก่า

คลินิก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. อุดมกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าวัตถุประสงค์ของการฉีดวัคซีนไม่มีทางป้องกัน 100% แต่ละตัวมีประสิทธิภาพแตกต่างออกไป แต่สำคัญคือแม้ไม่สามารถป้องกันได้ ประสิทธิภาพป้องกันลดลง แต่ประสิทธิภาพป้องกันเจ็บป่วยรุนแรงเข้า รพ. และตายยังสูงมากเกิน 90% แม้เป็นซิโนแวค

ในระหว่างแถลงข่าว แพทย์รายนี้ย้ำว่าการวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยรุนแรง จนต้องเข้า รพ. อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยบอกว่า "มันคุ้มค่ามหาศาลสำหรับชีวิตแล้ว"

ศ. เกียรติคุณ นพ. อุดมยังกล่าวแนะนำประชาชนทั่วไปที่สั่งจองฉีดวัคซีน mRNA เป็นเข็มที่ 3 ว่า ผู้ที่ฉีดซิโนแวค ภูมิคุ้มกันจะลดลดประมาณครึ่งหนึ่งช่วง 3-4 เดือนหลังฉีดเข็มที่ 2 แล้ว ส่วนคนที่ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิจะลดลงในช่วง 6 เดือน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปจองวัคซีนชนิด mRNA เพื่อมาฉีดเป็นเข็มที่ 3 เพราะหากดูการทิ้งห่างของเข็ม 2 และเข็ม 3 จะได้วัคซีนรุ่นเก่า

กลุ่มผู้สูงอายุ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

"กรุณาฉีดให้ครบ 2 เข็มให้ได้ก่อน เมื่อได้เข็ม 1 จะต้องไปฉีดเข็ม 2 ให้ได้ตามกำหนด อย่าเพิ่งนึกถึงเข็ม 3 ถ้าฉีดแอสตร้าเซนเนก้าห่าง 3 เดือน อย่าเพิ่งไปจองเลย พูดจากทางวิชาการ เพราะว่าจะได้ mRNA รุ่นเก่า เนื่องจากแอสตร้าเซนเนก้าเว้น 3 เดือน ฉีดเข็ม 3 เว้น 6 เดือน จะได้ mRNA เจนเนอเรชันใหม่ ฤทธิ์ข้างเคียงอาจน้อยลง ปลอดภัยมากกว่า" ศ. เกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าว

ครม. อนุมัติซื้อไฟเซอร์ 20 ล้านโดส แต่ยังไม่เปิดเผยสัญญา

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้จัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส โดย สธ. มอบหมายให้อธิบดีกรมควบคุมโรคลงนามในสัญญา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสัญญาได้ รวมถึงรับทราบการรับมอบความช่วยเหลือวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสจากรัฐบาลสหรัฐฯ

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงมติ ครม. ในเรื่องนี้ และย้ำว่าไฟเซอร์จะเป็นวัคซีนหลัก ฉีดฟรีให้แก่ประชาชน

ส่วนวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นา สธ. ให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นตัวกลางจัดหา และให้ผู้อำนวยการ อภ. เป็นผู้ลงนามในสญญา จำนวนประมาณ 5-9 ล้านโดส

Moderna covid drugs

ที่มาของภาพ, MODERNA

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีมติอนุมัติงบ 6,111,412,000 บาท จัดหาวัคซีนซิโนแวคเพิ่มเติมอีก 10.9 ล้านโดส ตามแผนการจัดหาวัคซีนให้ครบ 150 ล้านโดส สำหรับบุคลากรและประชาชนกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 2. ผู้มีโรคประจำตัวตามกำหนด 3. ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 4. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย

เดลตาแซงอัลฟาแล้วในกรุงเทพฯ

วันเดียวกัน ศบค. รายงานยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์หน้าใหม่ของไทยประจำวันที่ 6 ก.ค. จำนวน 5,420 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 57 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมของไทยยังคงรั้งอันดับที่ 65 ของโลก โดยพบผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตาในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่แล้ว กว่า 52%

นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. กล่าวว่า สายพันธุ์ของโรคมีผลอย่างยิ่งกับสถานการณ์การติดเชื้อ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการสุ่มตรวจจากเดิมที่พบสายพันธุ์อัลฟาโดยทั่วไป แต่ในตอนนี้จากกลุ่มตัวอย่าง 936 ตัวอย่าง พบการติดเชื้อของผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตาแล้ว 52% ขณะที่อัลฟาสัดส่วนไปอยู่ที่ 47%

"กรุงเทพฯ หลักใหญ่ ๆ ก็ยังอยู่ที่ 2 สายพันธุ์นี้ (อัลฟา และเดลตา)"

"แนวโน้ม (สายพันธุ์เดลตา) กำลังจะเพิ่มขึ้น ในช่วงระหว่าง เม.ย. เจอ 10% กลางเดือน มิ.ย. เจอ 16% พอมาปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค. ขึ้นมาเป็น 32% เมื่อวานเกือบ ๆ 1 ใน 3 ไปแล้ว" นพ. ทวีศิลป์กล่าว

แคมป์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, การระบาดของสายพันธุ์เดลตาเกิดขึ้นในแคมป์คนงานหลายแห่งในกรุงเทพฯ

สำหรับการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาในต่างจังหวัดนั้น โฆษก ศบค. ชี้ว่า สืบเนื่องจากการปิดเแคมป์คนงานในกรุงเทพฯ จึงเกิดภาพการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทำให้ปริมาณผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้กระจายตัวอยู่ทั่วในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ

ขณะที่สายพันธุ์เบตามีการกระจุกตัวใน 4 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.สุราษฎร์ธานี ยังคงอยู่ในการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจนถึงขณะนี้พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 186 ราย

จำแนกจำนวนผู้ติดเชื้อตามสายพันธุ์ทั้งประเทศ

  • B.1.1.7 อัลฟา (อังกฤษ) 65.1%
  • B.1.617 เดลตา (อินเดีย) 32.2%
  • B.1.351 เบตา (แอฟริกา) 2.6%

ข้อมูลจากจำนวนตัวอย่าง 2,238 ตัวอย่าง

สถานการณ์ในรอบ 24 ชม.

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 5,420 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 5,375 ราย เรือนจำ 37 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 8 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 294,653 ราย

หากนับเฉพาะระลอก เม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อ 265,790 ราย โดยในวันนี้มีการพบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 1,305 ราย

ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 65,297 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 2,350 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 643 ราย

จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (1,492 ราย) สมุทรสาคร (398 ราย) สมุทรปราการ (318) ชลบุรี (266 ราย) และปัตตานี (262 ราย)

โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 57 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 อยู่ที่ 2,333 ราย คิดเป็น 0.79% และหากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 0.84%

สวอบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

รายละเอียดผู้เสียชีวิตทั้ง 57 ราย ดังนี้

  • กรุงเทพฯ 33 ราย สมุทรปราการ 4 ราย นครปฐม ระยอง ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา สระบุรี จังหวัดละ 2 ราย เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก สมุทรสงคราม นราธิวาส ปัตตานี สกลนคร นครพนม จังหวัดละ 1 ราย
  • ค่ามัธยฐานอายุ 62 ปี (เฉลี่ย 25-91 ปี)
  • ปัจจัยเสี่ยง/โรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต อ้วน โรคตับ มะเร็ง หลอดเลือดสมอง โรคปอด โรคเลือด กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งผู้ไม่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลการเข้ารับบริการวัคซีนโควิด-19 ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 5 ก.ค. ว่าให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีการให้บริการสะสมไปแล้ว 11,058,390 โดส ซึ่งเป็นการฉีดเข็มแรกในประชาชน 8,022,029 ราย