หมอไม่ทน: ภาคีบุคลากรสาธารณสุขเรียกร้องรัฐเร่งนำเข้าวัคซีน mRNA และเปิดสัญญาซื้อวัคซีนโควิด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ภาคีบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่ม "หมอไม่ทน" เคลื่อนไหวใหญ่ตลอดทั้งวันนี้ (7 ก.ค.) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำเข้าวัคซีนชนิด mRNA ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโคโรนาชนิดกลายพันธุ์และฉีดวัคซีนชนิดนี้ให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า รวมทั้งเปิดเผยสัญญาการซื้อวัคซีนทุกชนิดต่อสาธารณะ
การเคลื่อนไหวของบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดย นพ.สันติ กิจวัฒนาไพบูลย์ เป็นตัวแทนยื่นหนังสือข้อเรียกร้องพร้อมด้วยรายชื่อประชาชน 215,409 ที่ร่วมลงนามสนับสนุนข้อเรียกร้องต่อเลขาธิการประธานรัฐสภา ตัวแทนพรรคการเมือง 6 พรรคทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และกรรมาธิการสาธารณสุขของสภาผู้แทนราษฎร
จากนั้นในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้องเดียวกันนี้ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)
- โควิด-19 : ศบค. เคาะฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้บุคลากรการแพทย์ แย้มใช้ไฟเซอร์-แอสตร้าเซนเนก้า
- โควิด-19 : เอ็มอาร์เอ็นเอ กับข่าวลือวัคซีนก่อสารพิษ-เปลี่ยนพันธุกรรมมนุษย์ เชื่อถือได้หรือ
- โควิด-19 : ข่าวลวง 5 เรื่องของวัคซีน จากปนเปื้อนเนื้อหมูสู่เซลล์ตัวอ่อนจากการทำแท้ง
- ฆ่าตัวตาย : ตัวเลขคนไทยปลิดชีพตัวเองไต่ระดับขึ้นระหว่างการระบาดของโควิด-19
นอกจากนี้ทางกลุ่มยังได้เชิญชวนประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์สวมเสื้อดำหรือติดโบว์สีดำเพื่อ "ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากโควิดและผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด"
ความเคลื่อนไหววันนี้มีขึ้นในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตในรอบ 24 ชั่วโมงของไทยยังสูงลิ่ว ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานเช้านี้ว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,519 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 54 ราย
ภาคีบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่มหมอไม่ทนเริ่มรณรงค์ล่ารายชื่อผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องของทางกลุ่มเรื่องการนำเข้าวัคซีนชนิด mRNA เมื่อวันที่ 5 ก.ค. หรือหนึ่งวันหลังจากมีการเผยแพร่บันทึกการประชุมอย่างไม่เป็นทางการจากที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการ 3 ชุดเพื่อพิจารณาการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ซึ่งระบุถึงความเห็นหนึ่งในที่ประชุมว่าหากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์จะเท่ากับยอมรับว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ
ในเวลาเพียง 2 วันมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องผ่านทางกูเกิลฟอร์มและเว็บไซต์ Change.org มากกว่า 2 แสนคน โดยทางกลุ่มชี้แจงที่มาของการรณรงค์ล่ารายชื่อว่าเป็นเพราะสถานการณ์การติดเชื้อของโรคโควิด-19 รุนแรงและอาจแย่ลงจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ
"ในมุมมองทางการแพทย์ ในขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรจำกัด วัสดุอุปกรณ์รวมถึงสถานที่ที่จำเป็นในการรองรับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤตมีความจำกัด ทางบุคลากรทางการแพทย์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเร่งการนำเข้า mRNA วัคซีน ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในแง่การป้องกันการเสียชีวิต และป้องกันการแพร่ระบาดได้สูง โดยจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการควบคุมโรคโควิด-19" ภาคีบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่มหมอไม่ทนระบุในข้อเรียกร้อง
ทั้งนี้เฟซบุ๊กของภาคีบุคลากรสาธารณสุขให้ข้อมูลว่าพวกเขาเป็น "กลุ่มบุคลากรสาธารณสุขซึ่งมีแนวคิดร่วมกันเกี่ยวกับระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย"
ข้อเรียกร้องของ "หมอไม่ทน"
ข้อเรียกร้องของภาคีบุคลากรสาธารณสุขและกลุ่มหมอไม่ทนในหนังสือที่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์กว่า 2 แสนคนลงชื่อสนับสนุนมีทั้งหมด 5 ข้อ ดังนี้
- นำเข้าวัคซีน mRNA ให้ได้เร็วที่สุด และนำมาใช้เป็นวัคซีนหลกในการป้องกันการระบาด โดยจะต้องเปิดเผยขั้นตอนการดำเนินการให้ประชาชนได้ทราบ
- นำวัคซีน mRNA เป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็ม 3 แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ต้องการฉีดทุกคน
- เปิดเผยสัญญาการสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าและซิโนแวค รวมถึงวัคซีนอื่น ๆ ที่ทางรัฐบาลไทยจะทำสัญญาในอนาคต เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส และพิสูจน์ให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลมีความจริงใจนกากรแก้ปัญหาการระบาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน
- เปิดเผยบันทึกการประชุมเรื่องวัคซีนและการบริหารจัดการการระบาดของโควิด-19 เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะทั้งหมด
- โควิด-19 สามารถแพร่กระจายผ่านอากาศ การสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อ รัฐจำเป็น้องจัดหา FFP3 หรือ N99 เพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ในการยื่นข้อเรียกร้องต่อตัวแทนพรรคการเมืองและกรรมาธิการสาธารณสุขที่รัฐสภา ทางภาคีฯ และกลุ่มหมอไม่ทนเน้นที่ 2 ข้อเรียกร้องหลัก คือ
1. เร่งรัดการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA เช่นวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นา โดยลดขั้นตอนการดำเนินการให้กระชับและรวดเร็วที่สุด และเลือกใช้เป็นวัคซีนหลักเพื่อนำมาฉีดให้กับประชาชนทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ยืนยันว่า วัคซีนชนิด mRNA เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสามารถป้องกันการติดเชื้อครอบคลุมได้หลายสายพันธุ์ ลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต และ
2. ขอให้เผยแพร่ข้อมูลกระบวนการในการจัดหาและการกระจายวัคซีนให้เป็นปัจจุบัน โปร่งใส สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้
ภายหลังรับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าพรรคเห็นใจ เข้าใจและสนับสนุนการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์
ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล รับหนังสือพร้อมกล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ ที่ดูแลประชาชน เขาเสนอให้รัฐบาลยึดตามแผนเดิมการกระจายวัคซีนเดิม คือการกระจายวัคซีนให้บุคลากรทางการแพทย์ และเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บวัคซีน mRNA ที่ต้องเก็บในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
รัฐบาลยัน "เปิดสัญญาไม่ได้"
การนำเข้าวัคซีนชนิด mRNA กลายเป็นประเด็นร้อนมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนทวงถามความคืบหน้าจากองค์การเภสัชกรรมในการทำสัญญาจัดซื้อวัคซีนตัวเลือกของโมเดอร์นา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA รวมถึงข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าวัคซีนชนิดนี้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกลายพันธุ์ได้ดีกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่างซิโนแวคหรือชนิดไวรัลแว็กเตอร์อย่างแอสตร้าเซนเนก้าที่เป็นวัคซีนหลักของไทย
วัคซีนของไฟเซอร์เป็นวัคซีนชนิด mRNA อีกชนิดหนึ่งที่คนไทยเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าจะเป็นวัคซีนเข็ม 3 ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันจากเชื้อกลายพันธุ์
ขณะที่กระแสกดดันให้เร่งนำเข้าวัคซีนชนิด mRNA มีมากขึ้นเรื่อย ๆ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนของไฟเซอร์ออกมาเมื่อวานนี้ (6 ก.ค.) ดังนี้
- จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อที่จะสามารถป้องกันการติดเชื้อกลายพันธุ์ของ โควิด-19 เพิ่มเติมควบคู่กับวัคซีนของซิโนแวคที่ ครม. เห็นชอบอนุมัติวงเงิน 6.1 พันล้านบาท จัดซื้อเพิ่มเติมอีก 10.9 ล้านโดส
- เห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนไฟเซอร์และมอบให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นผู้ลงนามในสัญญา เบื้องต้นคาดว่าจะจัดหาได้จำนวน 20 ล้านโดส แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาได้เพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่กรมควบคุมโรคจะต้องเจรจาเพิ่มเติมกับทางผู้ผลิต
- เห็นชอบการจัดทำความตกลงกับสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมอบความช่วยเหลือวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไฟเซอร์ โดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศจะเร่งประสานในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการขนส่งวัคซีนที่บริจาคล็อตนี้มายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด












