ฆ่าตัวตาย : ตัวเลขคนไทยปลิดชีพตัวเองไต่ระดับขึ้นระหว่างการระบาดของโควิด-19

tnp

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, การเสียชีวิตของ ประกายฟ้า พูลด้วง นักร้องยูทูบเบอร์ ซึ่งตกจากอาคารจอดรถของห้าง มีการกล่าวถึงสาเหตุของการที่เธอไม่สามารถประกอบอาชีพการเป็นนักร้องได้ ซึ่งภาคธุรกิจกลางคืนเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ปิดกิจการบางประเภทเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19

"ฝากหน่อยนะครับ มีลูกสาวอยู่สองคน น้องสองคนเรียนเก่งมาก คือตอนนี้ผมอยู่สู้ไม่ไหวแล้ว" คำพูดของชายพ่อค้าขายหมึกย่างที่อยุธยา พ่อของลูกสาววัย 8 และ 9 ขวบ ก่อนเลือกกินยาล้างห้องน้ำหวังจบชีวิต เพราะหมดหนทางทำกินทุกอย่างแล้ว

โพสต์สุดท้ายของนักร้องสาวยูทูบเบอร์ประกายฟ้า ก่อนกระโดดลงจากอาคารจอดรถของห้างสรรพสินค้าบอกว่า "เราเป็นนักร้องอาชีพที่ตกงานมาแล้ว 2 เดือน ทุกงานแคนเซิลหมด รายได้ = 0"

นักธุรกิจเครียดพิษโควิด-19 จุดไฟเผาตัวเอง สื่อสำนักหนึ่งรายงานเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา และอีกไม่กี่วันต่อมาก็มีข่าวตำรวจรถไฟที่ติดเชื้อโควิด ผูกคอตายในห้องของโรงพยาบาลตำรวจที่เขาเข้ารับการรักษาตัว

5 พ.ค. สื่อออนไลน์รายงาน "พิษโควิดขายของไม่ได้ ผัว-เมีย ผูกคอหนีหนี้"

คนขับแท็กซี่วัย 63 ที่ทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ว่า "ผมสู้ชีวิตไม่ไหวแล้ว ให้เจ้าของอู่รถแท็กซี่มาเอารถคืนที่กลางสะพานพระราม 7" ก่อนกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยาเสียชีวิต

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข่าวการจบชีวิตของผู้คนระหว่างเดือน เม.ย.- มิ.ย. ของปีนี้ สถานการณ์ดูคล้ายหนังที่วนมาฉายซ้ำ เมื่อครั้งการระบาดของโควิดระลอกแรกเมื่อปีที่แล้ว ที่ในช่วงเวลาเพียง 6 เดือนแรกของปี 2563 มีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 2,551 ราย ตามการเปิดเผยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

หลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านไปกว่าหนึ่งปี กรมสุขภาพจิตรายงานว่าอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของคนไทยอยู่ที่ 7.37 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ในปี 2563 และเมื่อดูจากกราฟสถิติ เส้นดังกล่าวค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2-3 ปีก่อนหน้านั้น

โรคระบาด ปิดเมือง ปากท้อง เศรษฐกิจ

หลังจากตั้งใจบวชให้พ่อแม่นาน 3 พรรษา พระพงศ์พิเชรษฐ์ หรือ พระบิ๊ก กลับต้องเปล่งสวดบทอภิธรรมศพให้พ่อและแม่ของเขาเองในพรรษาสุดท้าย

ศพของทั้งคู่ที่จบชีวิตด้วยการผูกคอตายในห้องเช่าเล็ก ๆ ใน จ.นครปฐม ตั้งสวดในวัดเมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา วัดที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ โยมแม่เป็นผู้พาพระบิ๊กมาดูฤกษ์บวช

"แบตสำรองอยู่ในเก๊ะ ในชั้นที่บ้าน มีเงินอยู่ 200 และบอกผมว่าดูแลตัวเองดี ๆ นะ" คือคำพูดสุดท้ายที่พระบิ๊กได้ฟังทางโทรศัพท์ อีก 1 ชั่วโมงถัดมา พ่อและแม่ของเขาได้ฆ่าตัวตาย เขามารู้ที่หลังว่าวันนั้นเป็นวันครบกำหนดที่พ่อแม่ต้องจ่ายหนี้นอกระบบคืนให้เจ้าหนี้ 56,000 บาท

ธนรักษ์ และสรินทร์ดา พิทยสีห์นาค พ่อและแม่ของพระบิ๊ก อาชีพสุดท้ายคือตระเวนขายผลไม้ตามหมู่บ้าน ก่อนหน้านี้ขายอยู่ที่ตลาดบางใหญ่ จ.นนทบุรี แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หลังจากการระบาดของโควิดรอบแรกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ขายของไม่ได้ จึงเปลี่ยนมาขับรถขายตามบ้าน ทั้งคู่ลงทุนซื้อผลไม้มาขายครั้งละกว่า 15,000 บาท กลายเป็นหนี้สินที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งรถที่ยังผ่อนไม่หมด ถูกยึดเมื่อไม่นานมานี้

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นี่คือภาพเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2563 ผู้มีรายได้น้อยและผู้ตกงานซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อแถวรับการบริจาคอาหารที่วัดแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ

"พ่อแม่ทำงานหนักมาตลอด แต่ก่อนขายมาทุกอย่าง บ๊ะจ่าง กิฟต์ช็อป เสื้อผ้า ก็เปลี่ยนมาทุกอย่าง ที่ผมโตมาหลัก ๆ เลยก็คือ ขายผลไม้"

พระบิ๊กบอกว่าในแต่ละช่วงที่ลำบากขายของที่พอขายเป็นมือสองได้ กระทั่งเสื้อผ้าก็ถูกนำไปขายตามตลาดนัด เราถามว่าแล้วพวกธนาคารของรัฐพอจะช่วยได้หรือไม่ คำตอบของเขาอาจเป็นตัวแทนของคนค้าขายอีกหลาย ๆ คน

"กู้กับธนาคารไม่ได้เลย มันยุ่งยาก รัฐก็ไม่เอื้อเฟื้อให้กู้ได้ ทางค้าขายมันกู้ได้ยากอยู่ครับ อาชีพอื่นจะกู้ได้มากกว่า" พระบิ๊กเล่าถึงอาชีพของพ่อแม่ที่ไม่เคยเข้าถึงกลไกการช่วยเหลือจากรัฐ รวมทั้งมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว ที่ครอบครัวของเขาไม่เคยได้

ตัวเลขสถิติอีกเสี้ยวหนึ่งภายหลังการปิดเมืองล็อกดาวน์ของรัฐบาลเมื่อปีก่อน โดยคณะนักวิจัย "โครงการวิจัยคนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง" รวบรวมกรณีการฆ่าตัวตายจากวิกฤตโควิด-19 ที่ปรากฏในสื่อระหว่างวันที่ 1-20 เม.ย. 2563 ไว้ได้ 38 กรณี ส่วนของปีนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนรวบรวม รวมถึงกรมสุขภาพจิตที่บีบีซีไทยขอข้อมูลไป

ปีที่แล้ว รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในคณะนักวิจัย บอกกับบีบีซีไทยว่า การเก็บรวบรวมตัวเลขนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า "ฟางเส้นสุดท้ายของผู้คนกำลังกดทับจนไม่สามารถที่จะมองหาทางออกในชีวิตได้" และ "ไม่ควรมีใครจะต้องตายจากนโยบายหรือมาตรการของรัฐ" แม้จะถูกวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าขาดการเปรียบเทียบกับข้อมูลเดือนหรือปีอื่น ๆ และกรมสุขภาพจิตออกมาบอกว่านี่เป็นเพียงมุมมองจากสื่อมวลชนที่ไม่อาจสรุปการฆ่าตัวตายว่ามาจากปัจจัยใดเพียงอย่างเดียวได้

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข้อมูลขุดนี้ เกิดขึ้นในขณะที่มีข่าวการฆ่าตัวตายรายวัน และผู้คนจำนวนมากตกหล่นจากการเยียวยาของรัฐในช่วงการระบาดใหม่ ๆ เงินช่วยเหลือจากโครงการ "เราไม่ทิ้งกัน" ที่จ่ายให้เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น กระทรวงการคลังยอมรับว่ามีผู้ตกหล่นจากระบบที่รัฐต้องมาจ่ายย้อนหลังในครึ่งปีหลังอีก 302,160 ราย

ใน 3 แสนกว่ารายนี้ เป็นผู้ตกหล่นที่ผ่านการคัดกรองจากผู้คนอีก 1.7 ล้านราย

ผู้คนที่รู้สึกสิ้นหวัง

"ช่วงปีที่แล้วที่มันเกิดการล็อกดาวน์ใหม่ ๆ ช่วงนั้นโทรศัพท์เข้ามาเยอะอย่างก้าวกระโดด" นายตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย บอกกับบีบีซีไทย

สถิติที่สมาคมเก็บรวบรวมระหว่างเดือน เม.ย. 2563 ชี้ว่าร้อยละ 25 ของผู้ที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือกับสมาคมมีความคิดอยากจะจบชีวิตตัวเอง และร้อยละ 70 มีปัญหาเรื่องเงิน

"ช่วงนั้นมันจะมีเคสที่คนรู้สึกว่ามันสิ้นหวังมาก ๆ อย่างเช่น ทั้งบ้านเหลือเงิน 30 บาท เคสประมาณนี้มีเยอะมาก และมันเป็นภาวะสิ้นหวัง" ตระการกล่าว

สำหรับปีนี้ นายกสมาคมสะมาริตันส์ฯ บอกว่า แนวโน้มของผู้คนรู้สึกว่าการระบาดระลอกแรกคือเรื่องใหม่ เมื่อเกิดระลอกที่ 2 หนี้สินยังไม่ทันใช้หมด เมื่อมาเผชิญกับระลอกที่ 3 พวกเขารู้สึกว่ายิ่งโดนซ้ำเติม

ด้านพรทิพย์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นอาสาสมัครเป็นผู้รับเรื่องของสมาคมสะมาริตันส์มาตั้งแต่ปี 2529 บอกว่า เมื่อปีที่แล้วคนที่โทรเข้ามาปรึกษาส่วนใหญ่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาจากระบบความช่วยเหลือของรัฐ ปัญหาความสัมพันธ์ของคนในบ้าน เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐรณรงค์ให้คนหยุดอยู่บ้าน คนที่กลับประเทศไม่ได้จากการปิดน่านฟ้า กระทั่งการต้องเรียนผ่านทางออนไลน์ คนที่โทรหรือส่งข้อความเข้ามามีเพิ่มมากขึ้น บางทีต้องคุยพร้อมกัน 4-5 คน และบางครั้ง 7 คนที่่เธอต้องสลับกันเพื่อรับฟัง

"อย่างเรื่องระบบช่วยเหลือของรัฐ เขาก็เขียนมาทำนองว่า ลงทะเบียนยังไง ตอนนั้นที่มีลงทะเบียน บางคนได้บางคนไม่ได้ แล้วลงไม่ได้ต้องติดต่อใคร เพราะอะไรถึงไม่ผ่าน เขาก็คงเข้าใจว่าเราเป็นหน่วยงานรัฐ เขาก็เขียนมาหาเรา หรือว่าอาจจะไม่มีช่องทางอื่นที่หาได้"

พรทิพย์บอกว่าในทัศนะของเธอเห็นว่าคนที่มีความคิดฆ่าตัวตายมีภาวะของความโดดเดี่ยว ไม่มีใครช่วยได้ สิ่งที่อาสาสมัครทำได้คือการรับฟังและบอกว่า "มันยังมีทางออก"

"ปีนี้เริ่มมีคนที่เขียนทำนองแบบว่า หรือว่าจะตายด้วยโควิดไปดี อยากจะให้ตายด้วยโควิด หรือว่าพูดว่า กลับบ้านไปไม่รู้จะตายด้วยโควิดหรือเปล่า เอาโควิดมาเป็นตัวหนึ่งในการจะฆ่าตัวตาย มันสวนทางกับตอนเวลาที่เกิดภัยสงครามที่คนเราอยากจะมีชีวิตรอด"

กรมสุขภาพจิต: อัตราฆ่าตัวตายปี 2563 "ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการเดิม"

รายงานการฆ่าตัวตายระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. ที่ปรากฏให้เห็นมากขึ้น รวมถึงตัวเลขการฆ่าตัวตายในปีที่แล้วกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิตของคนในสังคมไทย

บีบีซีไทยขอข้อมูลและคำอธิบายจากกรมสุขภาพจิต และได้รับคำอธิบายเป็นเอกสารข่าวกรมสุขภาพจิตที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่า อัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายของประเทศไทยในปี 2563 ต่ำกว่าตัวเลขที่กรมสุขภาพจิตประมาณการเดิมที่ 8.0 ต่อแสนประชากร

ขณะที่ตัวเลขของปี 2563 อัตราของการฆ่าตัวตายของคนไทยในประชากร 1 แสนคน มีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 7.37 คน

เอกสารข่าวอ้างคำพูดของ พญ. พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิตที่ระบุว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกประเทศทั่วโลก ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นในหลายประเทศ

สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิตเคยศึกษาและประมาณการช่วงต้นปี 2563 ว่าปัญหาโรคระบาดใหม่และแนวโน้มการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลง อาจเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากปี 2562 ที่ 6.64 ต่อแสนประชากรต่อปี เป็น 8.00 ต่อแสนประชากรต่อปีในปี 2563 ที่ผ่านมา

ทว่าตัวเลข 7.37 คน นั้นก็เป็นตัวเลขที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2-3 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจขอวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งปี 2541 อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยเท่ากับ 8.12 ต่อแสนประชากร และเพิ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังวิกฤตปี 2540 คือ 8.59 และ 8.40 ต่อแสนประชากรในปี 2542 และ 2543 ตามลำดับ

bbc
คำบรรยายภาพ, ที่มา: กรมสุขภาพจิต

3 ปี หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง อัตราฆ่าตัวตายเพิ่ม 20-30%

อัตราการฆ่าตัวตายของครึ่งปีแรกในปี 2563 เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562 ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ ถูกอธิบายจาก นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต เมื่อครั้งยังเป็นอธิบดีกรมสุขภาพจิต เมื่อปีที่แล้วว่า "การเพิ่มขึ้นในอัตรานี้มีความคล้ายคลึงกับการเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 23 ปีก่อน ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% ในช่วง 3 ปีหลังเกิดวิกฤต"

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งก่อตั้งโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทความที่เขียนโดยธนิสา ทวิชศรี และบุญธิดา เสงี่ยมเนตร นักวิจัยของสถาบัน ระบุว่าว่าแม้ยังไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขทางการของสภาวะสุขภาพจิตหลังจากวิกฤตโควิด-19 แต่งานศึกษาในอดีตและตัวเลขจากแหล่งอื่นได้เตือนว่า "วิกฤตครั้งนี้น่าจะทำให้ปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

บทความนี้ระบุผลการศึกษาของปัญหาสุขภาพจิตที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมมาเกี่ยวข้องในต่างประเทศว่า งานวิจัยในปี 2010 ที่สนับสนุนโดยกระทรวงการพัฒนาระหว่างประเทศของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ได้ทบทวนงานศึกษา 115 ชิ้นในประเทศกลุ่มรายได้ขั้นกลางหรือต่ำ พบว่า 70% พบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความผิดปกติทางจิตกับความยากจน

นอกจากนี้ยังอ้างอิงงานวิจัยอีกชิ้นด้วยว่าคนที่เผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์การจ้างงานและบทบาททางอาชีพ มักรายงานว่าสุขภาพจิตของตนเองแย่ลงมากกว่ากลุ่มอื่น และความกังวลทางด้านการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ยากจน ทำให้ประสิทธิภาพในการรับรู้และการตัดสินใจลดลง

เมื่อเป็นสถานการณ์ในไทย นักวิจัยได้ใช้เครื่องมือดัชนีสืบค้น หรือ Google Search Index ซึ่งอาจสามารถนำมาใช้ในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน มีค่าใช้จ่ายต่ำ และครอบคลุมผู้ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล พบว่าประชากรชายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะพบปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่าหญิง ช่วงอายุ 30-49 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราฆ่าตัวตายและภาวะซึมเศร้าสูงกว่ากลุ่มอื่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในครอบครัวกับสมาชิกหลายคนมีสัดส่วนการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า และจิตเภทน้อยกลุ่มอื่น

ส่วนประเด็นที่เป็นปัจจัยทางภาวะเศรษฐกิจ "เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ไม่มีงานทำและกลุ่มที่มีงานทำ กลุ่มที่ไม่มีงานทำมีสัดส่วนผู้ที่มีความวิตกกังวล และสัดส่วนของผู้ป่วยเรื้อรังด้วยโรคซึมเศร้าและจิตเภทสูงกว่า"

ประเทศไทยไม่มีระบบโอบอุ้มผู้คนที่ไร้ทางออก

"ช่วงแรก ๆ เรามักจะเห็นการพูดว่าโควิดทำให้คนฆ่าตัวตาย แต่ผมว่าอันนี้มันยังไม่ถูก 100%" อมรเทพ สัจจะมุณีวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมด้านสุขภาพจิต ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน SATI ตอบบีบีซีไทยต่อคำถามว่าเขาเห็นอะไรในตัวเลขคนที่ฆ่าตัวตายในช่วงการระบาดของโควิด

อมรเทพบอกว่า โควิด "เป็นตัวกระตุ้น" ทำให้ภาวะหลาย ๆ อย่างในสังคมเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม เช่น การตกงาน เงินออมหมด ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว และความเหลื่อมล้ำ

"พอสิ่งนี้เกิดขึ้น สังคมเรามันไม่มีระบบซัพพอร์ต (สนับสนุนรองรับ) ที่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนที่รู้สึกว่าไม่สบายแล้ว ไม่ไหวแล้ว หรือการเข้าถึงกระบวนการรักษา ถ้าหากว่ามันไม่ดีพอ เราก็จะเห็นตัวเลขนั้น เกิดขึ้นเรื่อย ๆ"

อมรเทพ สัจจะมุณีวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมด้านสุขภาพจิต ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน SATI

ที่มาของภาพ, อมรเทพ สัจจะมุณีวงศ์

คำบรรยายภาพ, อมรเทพ สัจจะมุณีวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมด้านสุขภาพจิต ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน SATI

ผู้ก่อตั้งแอปฯ SATI ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะสุขภาพจิตบอกว่า ภาวะสุขภาพจิตมีได้หลายระดับ ไม่ได้มีเพียงโรคซึมเศร้า แต่มีทั้งโรคจิตเภท ไบโพลาร์ หรือการใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ เหล่านี้เป็นภาวะสุขภาพจิตอย่างหนึ่ง การพิจารณาว่าใครมีปัญหาทางสุขภาพจิตมีปัจจัยด้านพันธุกรรมและปัจจัยทางสังคมที่กระทบด้วย

"สิ่งเหล่านี้มันมีผลกระทบต่อภาวะสุขภาพจิตของคนหนึ่งคนแน่ ๆ มันอาจจะทำให้เขาเครียดจนรับไม่ไหว มันอาจจะเรียกได้ว่าไม่ถึงขั้นที่มีภาวะเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่เครียดถึงจุดที่รับไม่ไหวแล้วก็เลยตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง"

คำถามที่อมรเทพทิ้งไว้คือ ประเทศไทยพร้อมลงทุนกับระบบเพื่อรองรับการรักษาภาวะเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากแค่ไหน

อมรเทพให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีบุคลากรที่ทำงานด้านสุขภาพจิตในอัตราส่วน 1 ต่อ 250,000 คน และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยจากชุมชนที่มากเพียงพอ หรือโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับสาธารณสุข การเข้าถึงนักจิตบำบัด จิตแพทย์ตามโรงพยาบาลรัฐที่ต้องต่อคิวและใช้เวลาในโรงพยาบาล 6-7 ชั่วโมง หรือโรงพยาบาลเอกชนที่ค่าใช้จ่ายสูง เหล่านี้เป็นโครงสร้างที่ไม่รองรับกับกลุ่มที่ต้องการการรักษาด้านสุขภาพจิต

"ถ้าเรามีสายด่วน หรือคอมมูนิตีซัพพอร์ตที่เพียงพอ สิ่งที่เราจะสร้างก็คือระบบการกรอง ว่าบางคนอาจไม่ได้ถึงขั้นต้องส่งต่อไปกระบวนการรักษาหรอก เดี๋ยวเราดูแลเขาสักพักหนึ่งก่อนก็ได้ แล้วถ้าคนไหนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา เขาจะได้ไปได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เครียดจะต้องวิ่งไปหาหมอ ถ้าเป็นเช่นนั้นระบบมันก็ล่ม"

ผู้ก่อตั้งแอปฯ SATI เห็นว่าเรื่องที่ทำได้เลยคือ กลไกของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ต้องให้กลุ่มนี้เข้าใจการปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้นด้วย เนื่องจากเป็นหนึ่งในกลุ่มที่สามารถเข้าไปอยู่ในชุมชนเหล่านี้ และดูว่าใครในชุมชนที่มีปัญหาอยู่ นอกจากนี้ ยังควรเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่พบภาวะสุขภาพจิตและความเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมคนไทยฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน

องค์การอนามัยโลกบอกว่าสถิติปี 2562 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 703,000 คน โดยอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 9.0 คนต่อประชากรหนึ่งแสน ขณะที่การฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ 77% เกิดในประเทศที่มีระดับรายได้ต่ำและปานกลาง

เมื่อมองในภาพใหญ่ในระดับภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเคยมีตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดในบรรดา 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อปี 2549 อยู่ที่ 14.4 ราย ต่อประชากร 1 แสนคน แต่ข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุดในปี 2562 (2019) ไทยยังอยู่ในอันดับต้น ๆ เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น

ปี 2562 ไทยมีอัตราฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน อยู่ที่ 8.8 ราย ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (เสียชีวิต 6,147 แบ่งเป็นหญิง 1,045 คน และชาย 5,102 คน) ขณะที่อันดับ 1 สิงคโปร์อัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ 11.2 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน

เหตุใดประเทศไทยที่มี "ภาพลักษณ์" ของเมืองพุทธ ผู้คนจิตใจดี จึงมีคนฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคนี้

"สังคมไทยจะชอบใช้คำว่าทำบุญ แต่ผมอยากจะให้เข้าใจเลยว่า การทำบุญไม่ได้เท่ากับการสร้างความยุติธรรม คือการทำบุญของเราจะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในสังคมก็ได้" อมรเทพ นักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพจิตกล่าว

อมรเทพกล่าวด้วยว่ายังเคยมีงานศึกษาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างภาวะสุขภาพจิตกับความเหลื่อมล้ำ

"ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งสูง การเข้าถึงการรักษา การเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเองในเรื่องนี้ก็อาจจะน้อยลงไป อาจจะทำให้คนไม่เข้าใจ หรือทำให้คนไปหาเรื่องไสยศาสตร์มากขึ้น เพราะไม่เข้าใจเรื่องทางวิทยาศาสตร์"

bbc

เกิดภาวะอะไรในคนที่คิดฆ่าตัวตาย

อมรเทพ นักเคลื่อนไหวทางสังคมผู้เคยผ่านประสบการณ์พยายามฆ่าตัวตายมาสองครั้งบอกกับบีบีซีไทยว่า จุดกำเนิดของแอปฯ SATI คือ ประสบการณ์ของตัวเขาเองที่ต้องการคนที่จะรับฟังโดยไม่ตัดสิน

"ณ เวลานั้น และเราต้องการเพิ่มให้คนในสังคมของเราเข้าใจวิธีการฟังด้วย"

ปัจจุบันเขายังคงรักษาตัวจากอาการป่วยจิตเภท การพยายามฆ่าตัวตายครั้งแรกเมื่อปี 2557 ความคิดในหัวขณะนั้น อมรเทพบอกว่าการเลือกจบชีวิตเพราะความรู้สึกผิดมากกับการมีชีวิตอยู่

"ช่วงนั้นผมจะใส่เสื้อแขนสั้นไม่ได้เลย เพราะว่าบนข้อมือผมมันจะมีแผลเต็มไปหมด เรารู้สึกสงสารพ่อแม่ที่จะต้องเห็นเราแบบนั้น รู้สึกผิดที่เห็นพ่อเราเครียด แม่เราเครียด ค่าใช้จ่ายในการรักษาตอนนั้นมันก็ไม่ได้ถูก แล้วเรารู้สึกว่าเราเป็นภาระกับเขามามากแล้ว ถ้าหากว่าเราไม่อยู่เขาอาจจะเศร้าที่เราไม่อยู่ แต่อย่างน้อยเค้าไม่มีภาระที่จะต้องเห็นเราแบบนั้นอีกต่อไป อ่ะครับ อันนั้นเป็นความคิดตอนนั้นเลยว่า งั้น...เราขอ เราขอไม่อยู่แล้วละกัน จะได้ไม่ต้องเป็นภาระให้เขาอีกต่อไป

ส่วนความพยายามในครั้งต่อมาในปี 2561 อมรเทพเล่าว่า เขาเริ่มโพสต์ข้อความที่รุนแรงมากขึ้นบนเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการได้ยินเสียงหรือความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเอง จนระบบของเฟซบุ๊กตรวจจับได้และมีข้อความแจ้งเตือนชี้ช่องทางการขอรับคำปรึกษา ทว่าช่องทางนั้นกลับไม่สามารถเข้าถึงได้

"วันที่เราดิ่งที่สุด เราก็เลยโทรไปที่หมายเลขหนึ่ง ที่เป็น suicide advice (สายรับฟังผู้คิดฆ่าตัวตาย) โทรไปปุ๊บ มันไม่มีคนรับสาย พอไม่มีคนรับสาย เราตัดสินใจวางสายแล้วจบชีวิตตัวเองรอบนึง" ครั้งนั้นอมรเทพบอกว่า "เหมือนจะเป็นความกดดันที่ว่าคนไม่เข้าใจเรา เหมือนเรารู้สึกว่าเราผิดไปหมดแล้ว ทำอะไรก็ผิดไปหมดแล้ว ควบคุมอารมณ์ของเราไม่ได้"

"การมีผู้ฟัง มันจะทำให้ซื้อเวลาให้คน ๆ หนึ่ง คิดทบทวนได้ หรือซื้อเวลาในจุดที่เขาคิดว่าเขาอยู่ต่อไม่ได้แล้ว"