โควิด-19: นายกฯ ดันการฉีดวัคซีนเป็น "วาระแห่งชาติ" ประกาศจะไม่หยุดหาเพิ่ม

นายกฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ บ.แอสตร้าเซนเนก้า

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ บ.แอสตร้าเซนเนก้า เป็นคนแรกของไทยเมื่อวันที่ 16 มี.ค.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ใช้เวลากว่า 20 นาทีหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (11 พ.ค.) ชี้แจงแนวทางการรับมือการระบาดของโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลซึ่งกำลังถูกประชาชนส่วนหนึ่งวิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะเมื่อเกิดการระบาดระลอกที่ 3 ที่มีความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แล้ว ล่าสุดได้ตั้งตัวเองเป็นผู้อำนวยการ "ศบค.กรุงเทพฯ และปริมณฑล" ได้ประกาศให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติและวิงวอนให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะฉีดให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดสตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป

การแถลงข่าวของนายกฯ วันนี้มีขึ้นขณะที่สถานการณ์การระบาดระลอก 3 ยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายลง ศบค. รายงานวันนี้ว่าไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,919 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 31 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 452 รายแล้ว ขณะที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัยเปิดแถลงข่าวร่วมรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเพิ่มขึ้นจนน่ากังวล

รัฐบาลทำอะไรอยู่

พล.อ.ประยุทธ์สรุปการทำงานของรัฐบาลในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในหลายด้าน บีบีซีไทยสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

  • การระบาดระลอก 3

นายกฯ ไม่ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 ซึ่งเริ่มจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ แต่สรุปว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมากในระลอกนี้เป็นการติดเชื้อในครอบครัว ในหมู่เพื่อนฝูง ที่ทำงาน "ซึ่งเป็นการยากที่ภาครัฐจะลงไปควบคุมดูแลได้ทั้งหมด"

นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อในชุมชนแออัดโดยเฉพาะในเขตคลองเตยและปทุมวันซึ่ง นายกฯ กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ ศบค. ให้ความสำคัญอยู่ในขณะนี้ โดยวิธีการควบคุมการระบาดเน้นที่การตรวจค้นหาเชิงรุกและการฉีดวัคซีน ล่าสุดมีการตรวจหาเชื้อไปแล้วกว่า 70,000 รายและฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 30,000 ราย แบ่งเป็นชุมชนคลองเตย 13,000 ราย หรือเกือบ 30% ของเป้าหมาย 50,000 ราย และชุมชนแออัดในเขตปทุมวัน 14,000 รายหรือ 50% ของเป้าหมาย

  • ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ติดเชื้อ-ผลข้างเคียงจากวัคซีน

นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนทุกคนตามสิทธิรักษาพยาบาล ตั้งแต่การตรวจหาเชื้อ การรักษาพยาบาลผู้ที่ติดเชื้อ และการชดเชยกรณีได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน รัฐจะอุดหนุนค่าใช้จ่าย ไปที่ รพ.เอกชนเพิ่ม 25% ทุกรายการ ส่วนผู้ที่มีประกันส่วนบุคคล ให้โรงพยาบาลเรียกเก็บประกันส่วนบุคคลก่อน ค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เหลือจึงเรียกเก็บกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ห้ามโรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชน หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย

ตรวจหาเชื้อโควิด

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อจำนวน 270,000 ราย จะได้รับกรมธรรม์ประกันภัยโควิด

นอกจากนี้ หากเกิดความเสียหายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ เจ็บป่วยต่อเนื่อง เสียอวัยวะ พิการ ทุพพลภาพถาวรหรือเสียชีวิต สามารถยื่นขอรับเงินเยียวยาจาก สปสช.

  • ซื้อประกันให้บุคลากรทางการแพทย์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่ารัฐบาลได้ทำประกันภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อซึ่งเสียสละเสี่ยงภัยปฏิบัติภารกิจจำนวน 270,000 ราย วงเงินความคุ้มครองกว่า 270,000 ล้านบาท ในกรณีเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต (หรือรายละ 1 ล้านบาท แล้วแต่กรณี)

  • วัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ

นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะหาวัคซีนโควิด-19 มาให้เพียงพอกับประชาชนทุกคน โดยนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่ไทยเริ่มฉีดวัคซีนวันแรก จนถึงวันที่ 10 พ.ค. มีการฉีดวัคซีนให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจเกือบ 2 ล้านโดสแล้ว

"ผมขอย้ำว่ารัฐสามารถจัดหาวัคซีนให้กับประชากรในประเทศได้ทุกคนอย่างแน่นอน และจะไม่หยุดในการจัดหาและสำรองใช้เพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน"

พล.อ.ประยุทธ์ยังได้พูดถึงบริษัท สยามไบโอเซนซ์ จำกัด ด้วยว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เป็นศูนย์กลางในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าซึ่งผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ "ที่ได้มาตรฐานสูง ผ่านการรับรองคุณภาพจากทั่วโลก และจะสร้างความมั่นคงยั่งยืน ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 นี้ในระยะยาว และสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและการแข่งขันให้กับ ประเทศชาติในอนาคตอีกด้วย"

นายกฯ บอกว่าเขาได้เสนอในที่ประชุม ครม. ให้การฉีดวัคซีนเป็น "วาระแห่งชาติ" ทั้งการจัดหา การกระจาย ไปจนถึงการฉีด เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ

"แต่สิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น จะเป็นจริงไปไม่ได้เลย หากพี่น้องประชาชนในประเทศไทยไม่มาเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19" เขาระบุและกล่าวชวนประชาชนมาเข้ารับการฉีดวัคซีน

"ผมขอยืนยันว่าวัคซีนที่รัฐบาลนำเข้าทุกชนิดมีประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีคนฉีดไปแล้วหลายสิบล้านคน รวมทั้งผู้นำประเทศทั่วโลก โดยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างยืนยันว่า วัคซีนโควิดทุกชนิดสามารถป้องกันการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อและป้องกันการเสียชีวิตได้เกือบ 100% ส่วนโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงนั้น มีน้อยมากหากเปรียบเทียบกันแล้ว โอกาสในการติดโควิดและเสียชีวิตจากโควิดนั้นมีสูงกว่าการฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียงหลายพันเท่า"

นายกฯ บอกว่าทั้งตัวเขา รัฐมนตรี ส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลหลายคนฉีดวัคซีนแล้วไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล

ส่วนการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนผ่านระบบ "หมอพร้อม" ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.6 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งคือกว่า 5 แสนคนเป็นประชาชนในกรุงเทพฯ รองลงมาคือลำปาง

พล.อ.ประยุทธ์มาให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว. สธ. ที่รับวัคซีนโควิดของ บ.ซิโนแวค

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/อนุทิน ชาญวีรกูล

คำบรรยายภาพ, พล.อ.ประยุทธ์มาให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว. สธ. ที่รับวัคซีนโควิดของ บ.ซิโนแวค เป็นคนแรกเมื่อ 28 ก.พ.
  • สรุปมาตรการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ

นายกฯ กล่าวว่าที่ประชุม ครม. วันนี้ (11 พ.ค.) อนุมัติการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดเพิ่มเติมจากช่วงที่ผ่านมา ดังนี้

-เพิ่มเงินสนับสนุนในโครงการ "เราชนะ" อีกคนละ 1,000 บาท เป็นเวลาสองสัปดาห์

-เพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม.33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์และขยายเวลาฃองโครงการออกไปถึงเดือน มิ.ย.

-อนุมัติ "โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก" วงเงิน 45,000 ล้าน เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนซึ่งจะดำเนินการหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง

"ขณะนี้คนไทยทั้งประเทศและทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวร้ายที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อนที่ชื่อว่าไวรัสโควิด-19 และทางเดียวที่เราจะเอาชนะศัตรูตัวนี้ได้ก็คือการร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมือกัน แก้ปัญหา ไม่ใช่การขัดแย้งหรือแตกแยกกัน" นายกฯ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ป่วยหนักพุ่ง-วัคซีนช่วยได้

นอกจากนายกฯ แล้ว ผู้ที่ออกมาชักชวนให้ประชาชนฉีดวัคซีนในวันนี้ยังมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์จาก 3 มหาวิทยาลัยที่จัดแถลงข่าวร่วมกันเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการติดเชื้อและการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ในไทยและได้ข้อสรุปว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยหนักและการเสียชีวิตได้

คณบดีทั้ง 3 คนได้แก่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล และ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า ศ.นพ.ประสิทธิ์ให้ข้อมูลในการแถลงข่าวว่าการระบาดของโรคโควิด-19 รอบนี้มีจำนวนผู้ป่วยหนักต้องนอนไอซียูจำนวนมากขึ้น ทำให้ รพ.ศิริราชต้องเปิดไอซียูรองรับผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้น 3 เท่าชนิดที่เรียกว่า "เต็มไม้เต็มมือ"

พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่าอัตราส่วนระหว่างผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการเลยกับผู้ป่วยหนักในการระบาดเปลี่ยนแปลงจาก 80-20% ในรอบที่ผ่านมา เป็น 70-30%

ขณะที่ ศ.นพ.ปิยะมิตรกล่าวว่าการระบาดรอบนี้มีการติดเชื้อเพิ่ม 15 เท่า มีคนต้องใส่ท่อช่วยหายใจทั่วประเทศเกือบ 400 คน และพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ที่ 1 ใน 4 ทำให้คาดว่าจะมีคนเสียชีวิตอีกประมาณ 80-100 คน

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญดังนี้

  • พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 1,919 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,902 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 86,924 ราย
  • ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 29,435 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 1,207 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 390 ราย
  • จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (855 ราย) ปทุมธานี (160 ราย) นนทบุรี (141 ราย) จันทบุรี (89) และชลบุรี (73 ราย)
  • ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 31 ราย ในจำนวนนี้ 17 รายอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 452 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 0.52% ซึ่งยังต่ำว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก