โควิด-19: ประเด็นนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ยังไม่จบ สธ.แจงเรื่องฉีดวัคซีนให้คณะทูตต่างชาติ

ฉีดวัคซีน

ที่มาของภาพ, EPA

หลังจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดประเด็นในแอปพลิเคชันสนทนาคลับเฮาส์เรื่องการนำเข้าวัคซีนของ บ.ไฟเซอร์เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเลขาธิการองค์การอาหารและยา (อย.) ออกมาปฏิเสธทันทีว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่ประเด็นเรื่องการนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ในไทยก็ยังไม่จบเมื่อมีผู้เผยแพร่ภาพเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์ให้แก่เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย

นายทักษิณ ซึ่งใช้ชื่อในคลับเฮาส์ว่า "โทนี วูดซัม" อ้างข้อมูลจากแผนที่ติดตามการกระจายตัวของวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกของเว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ที่แสดงให้เห็นว่ามีการใช้วัคซีนของไฟเซอร์ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามนายทักษิณบอกว่าเขาไม่รู้ว่ามีการนำเข้ามาจำนวนเท่าไหร่ แต่คาดว่าคงจำนวนไม่มาก

เมื่อวานนี้ (5 พ.ค.) นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาฯ อย. แถลงข่าวตอบโต้ทันที โดยยืนยันว่าวัคซีนของ บ.ไฟเซอร์ ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน จาก อย. และ อย. ยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้ามาในไทย

เลขาฯ อย. อธิบายกระบวนการนำเข้าวัคซีนมาในประเทศว่า บริษัทผู้ผลิตจะต้องยื่นขออนุญาตเป็นผู้นำเข้า แล้วจึงมายื่นขอขึ้นทะเบียนวัคซีน จากนั้นบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าจะต้องมายื่นขออนุญาต เมื่อผ่านขั้นตอนทั้งหมดแล้วจึงจะนำวัคซีนเข้ามาได้โดยต้องผ่านเจ้าหน้าที่ที่ด่านอาหารและยาของ อย.

"ผมได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการนำเข้าวัคซีนของ บ.ไฟเซอร์เลย เมื่อสอบถามไปทางบริษัทก็ได้ข้อมูลว่าไฟเซอร์ยังไม่ได้ยื่นขอขึ้นทะเบียน และบริษัทมีนโยบายว่าจะขายวัคซีนให้กับภาครัฐเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เป็นข้อเท็จจริงตามคำกล่าวอ้าง" นพ. ไพศาลกล่าวในการแถลงข่าววานนี้

ขณะที่ บ.ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ออกแถลงการณ์ตามมาว่า "จนถึงปัจจุบันไม่เคยมีการนําเข้าวัคซีนโควิด-19 ผ่านสํานักงานในประเทศไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น"

บ.ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ระบุในแถลงการณ์ด้วยว่าขณะนี้ไฟเซอร์อยู่ระหว่างการทํางานและหารืออย่างต่อเนื่องกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อเตรียมการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนชาวไทย และชี้แจงว่า "ในภาวะของการระบาด ณ ขณะนี้ ไฟเซอร์จําเป็นต้องมุ่งจัดลําดับความสําคัญโดยมุ่งเน้นการส่งมอบวัคซีนผ่านหน่วยงานรัฐบาลแห่งชาติเท่านั้น"

ขวดวัคซีน

ที่มาของภาพ, Reuters

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ อย. และ บ.ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ยังไม่สามารถยุติข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเข้าวัคซีนมาฉีดในประเทศไทยได้ เมื่อมีผู้เผยแพร่เอกสารรับรองการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้แก่เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศไทย ลงวันที่ฉีด 29 เม.ย.

หลังจากมีการเผยแพร่เอกสารดังกล่าว นพ. โอภาส การ์ยกวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้จัดแถลงข่าวด่วนเมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (6 พ.ค.) เพื่อชี้แจง "กรณีการฉีดวัคซีนให้กับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย"

ในการแถลงข่าว อธิบดีกรมควบคุมโรคไม่ได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำวัคซีนของไฟเซอร์เข้ามาฉีดให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ โดยตรง แต่ชี้แจงว่ารัฐบาลไทยได้เตรียมวัคซีนโควิด-19 เพื่อฉีดให้คณะทูตานุทูตและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยแล้ว และจะอำนวยความสะดวกในการจัดสถานที่ฉีดให้อย่างเต็มที่ พร้อมกับให้ข้อมูลว่าวันนี้วัคซีนของ บ.ซิโนแวคได้มาถึงประเทศไทยเพิ่มอีก 1 ล้านโดส

"รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าจะฉีดวัคซีนให้ทุกคนในแผ่นดินไทย ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติที่อยู่บนแผ่นดินไทย ถ้ามีความประสงค์ มีข้อบ่งชี้ ไม่มีข้อห้าม ก็จะได้รับวัคซีนทุกคนตามความสมัครใจ" นพ.โอภาสกล่าว

อธิบดีกรมควบคุมโรคอธิบายเพิ่มเติมว่า การฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะต้องฉีดอย่างน้อย 70% ของประชากร ซึ่งได้มีการคำนวณรวมประชากรทั้งคนไทยและต่างชาติที่อยู่ในไทย รวมทั้งคณะทูตานุทูต ซึ่งคาดว่าจะมีคนต่างชาติที่ได้รับวัคซีนในไทย 3 ล้านคน

Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

"เราใช้ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ตามหลักสากลในการฉีดวัคซีนให้คนต่างชาติหรือคณะทูตานุทูตที่อยู่ในแผ่นดินไทยอย่างเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็คงไม่มีใครฉีดก่อนฉีดหลัง การฉีดวัคซีนเป็นไปตามความสมัครใจ...ยืนยันว่าทุกคนที่อยู่ในแผ่นดินไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนพร้อมเพรียงและใกล้เคียงกัน" อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวในการแถลงข่าวทางเฟซบุ๊กไลฟ์โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนซักถาม

บีบีซีไทยสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสถานทูตสหรัฐฯ ว่าได้มีการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้เจ้าหน้าที่สถานทูตในไทยหรือไม่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์แจ้งว่าไม่สามารถตอบคำถามได้

ด้าน บ.ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ระบุในอีเมลที่ส่งถึงบีบีซีไทยว่าบริษัท "ไม่มีความเห็น" เนื่องจากเป็นเรื่องของสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ พร้อมกับยืนยันตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ว่า ขณะนี้ บ.ไฟเซอร์ ประเทศไทย ยังไม่มีการนำวัคซีนเข้ามาในไทย และบริษัทไม่มีนโยบายจัดจําหน่ายวัคซีนโควิด-19 ผ่านตัวแทนหรือตัวกลาง แต่มุ่งเน้นการส่งมอบวัคซีน ผ่านหน่วยงานรัฐบาลแห่งชาติเท่านั้น

ไทยติด 100 อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด

ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง วันนี้ (6 พ.ค.) ดังนี้ มีข้อมูลสำคัญดังนี้

  • พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 1,911 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,902 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 76,811 ราย จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่สูงหลักพันในการระบาดระลอกนี้ ทำให้ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. เป็นต้นมา ไทยขึ้นมาอยู่ในอันดับ 99 ของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด
  • หากนับเฉพาะการระบาดระลอก เม.ย. 2564 มีผู้ติดเชื้อสะสม 47,948 ราย
  • ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 29,680 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 20,937 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 1,073 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 356 ราย ส่วนผู้ป่วยอีก 8,743 ราย รักษาอยู่ใน รพ.สนาม
  • จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (739 ราย) นนทบุรี (273 ราย) สมุทรปราการ (143 ราย) ชลบุรี (76 ราย) และสมุทรสาคร (65 ราย)
  • ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 18 ราย ในจำนวนนี้ 6 รายอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 336 ราย คิดเป็น 0.44%

Nope

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. ชี้ว่า ตัวเลขผู้ป่วยเกินกว่าครึ่งหนึ่งของไทยมาจากพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล คือ นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และนนทบุรี ซึ่งนับตั้งแต่เม.ย. มีผู้ป่วยรวมกันกว่า 47,691 ราย

สำหรับในกรุงเทพฯ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ที่พบในขณะนี้อยู่ในชุมชนแออัด โดยเฉพาะที่ชุมชนคลองเตย ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ปทุมวัน และชุมชนบ้านขิง บางแค

โฆษก ศบค. กล่าวว่า พื้นที่เขตบางแคมีการค้นหาเชื้อเชิงรุกในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จำนวน 1,413 ราย พบเชื้อถึง 68 ราย คิดเป็น 4.8%