ราษฎร: "เพนกวิน" ปฏิเสธไม่รับน้ำเกลือ ขอไตร่ตรองหลังมีเสียงเรียกร้องให้เลิกอดอาหาร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
กรมราชทัณฑ์รายงานวันนี้ (16 เม.ย.) ว่านายพริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ที่ตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ปฏิเสธการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงเล็กน้อย ขณะที่ทนายเผยหลังเข้าเยี่ยมว่านายพริษฐ์รับทราบถึงความห่วงใยจากครอบครัว คณาจารย์และมวลชนบางส่วนที่อยากให้ยุติการอดอาหารประท้วงแล้ว แต่ขอเวลาไตร่ตรอง ยังไม่ตัดสินใจเลิกอดอาหาร
นายพริษฐ์หรือ "เพนกวิน" นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วัย 22 ปี อดอาหารในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. เพื่อประท้วงที่เขาและจำเลยในคดี 112 และคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองหลายคนไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี
นอกจากนายพริษฐ์แล้ว น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ "รุ้ง" นักศึกษา มธ.และแกนนำกลุ่ม "ราษฎร" อีกคนหนึ่งซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางก็อดอาหารประท้วงเช่นกัน โดยรุ้งเริ่มลดปริมาณอาหารลงตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. และขณะนี้รับประทานแต่ของเหลว เช่น น้ำ น้ำผลไม้ และเกลือแร่
เพนกวินไม่ยอมรับน้ำเกลือ
กรมราชทัณฑ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงอาการของนายพริษฐ์ว่า วันนี้ (16 เม.ย.) เวลา 7.00 น. พยาบาลได้ตรวจอาการของเขาพบว่ารู้สึกตัวดี ไม่มีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอกหรือวูบ พูดคุยรู้เรื่อง แต่มีอาการอ่อนเพลีย ริมฝีปากแห้ง เวลาเดินขาทั้งสองข้างอ่อนแรงเล็กน้อยต้องมีคนช่วย แต่สามารถลุกเดินและทำกิจวัตรประจำวันได้ ยังคงปฏิเสธการรับประทานอาหาร ขอดื่มแต่น้ำเกลือแร่
- ราษฎร: จุดเปลี่ยนและปรากฏการณ์ใหม่ในระหว่างการต่อสู้คดีชุมนุม 19 กันยาฯ ของ 7 แกนนำราษฎร
- พริษฐ์ ชิวารักษ์: จดหมายจากเรือนจำ น้ำตาของแม่และการเดินทางไกลของหญิงวัย 51 ปี
- ม. 112: เปิดสำนวนตำรวจ ทำอะไรถึงเข้าข่าย "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ"
- รุ้ง ปนัสยา: ฟังพี่สาวเล่าเรื่องน้องคนเล็กผู้กลายเป็นแกนนำ “ราษฎร” และผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันฯ
กรมราชทัณฑ์รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ แต่หลังจากที่เข็มให้น้ำเกลือหลุด นายพริษฐ์ซึ่งขณะนี้น้ำหนักลดลงมาอยู่ที่ 96.5 กก. ได้ปฏิเสธการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 5 เม.ย.-5 พ.ค. กรมราชทัณฑ์ได้ประกาศงดเยี่ยมญาติแบบปกติที่เรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 มีเพียงทนายเท่านั้นที่จะพบผู้ต้องขังได้ ส่วนญาติสามารถลงทะเบียนเพื่อขอพูดคุยกับผู้ต้องขังผ่านวิดีโอคอลล์ทางแอปพลิเคชั่นไลน์ได้เท่านั้น
"เคารพการตัดสินใจ"
บีบีซีไทยได้พูดคุยกับนางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ แม่ของนายพริษฐ์ และ น.ส. เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล พี่สาวของ น.ส.ปนัสยา ในวันนี้ (16 เม.ย.) ซึ่งได้เดินทางไปที่เรือนจำเพื่อรอฟังข้อมูลจากทนายที่ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทั้งสองคน
นางสุรีย์รัตน์เล่าว่าครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอลูกชายคือเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่นายพริษฐ์และจำเลยในคดีการชุมนุม "19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร" ถูกนำตัวมาศาลเพื่อนัดตรวจพยานหลักฐาน เธอพยายามจะเอื้อมมือไปจับเท้าลูกชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นผู้ป่วยขณะที่เจ้าหน้าที่เข็นผ่าน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เธอกับลูกได้สัมผัสกันพร้อมกับบอกว่า "อย่าทำให้ราชทัณฑ์ลำบากใจ"
นางสุรีย์รัตน์บอกว่าเธอสังเกตว่าลูกชายซูบลงไปมาก เนื้ออวบอิ่มที่ใบหน้าและลำคอซึ่งเธอมักล้อลูกชายว่าเป็น "ปลาทองหัววุ้น" หายไปเกือบหมดแล้ว
เธอได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำว่าลูกชายน้ำหนักลดไปประมาณ 10 กก. นับตั้งแต่เริ่มอดอาหาร
เมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 เดือนที่นายพริษฐ์อดอาหารประท้วงในเรือนจำ นางสุรีย์รัตน์เขียนจดหมายถึงลูกชายว่าเป็นห่วงสุขภาพของลูกมากและขอให้ลูกลองคิดถึงคำแนะนำของอาจารย์และเพื่อน ๆ หลายคนที่เสนอให้ยุติการอดอาหาร
"แม่เป็นห่วงเขา แต่ก็เคารพในการตัดสินใจของลูก หลังจากมีอาจารย์และเพื่อนหลายคนแนะนำว่าให้เลิกอดอาหาร แม่ก็เขียนจดหมายไปหาเขาว่าให้ลองทบทวน ลองคิดดู เราไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของเขา เพราะที่บ้านเราไม่บังคับการตัดสินใจกันอยู่แล้ว...เชื่อว่ากวิ้นจะรับรู้ว่าคนข้างนอกห่วงใยเขาจริง ๆ และอยากให้เขามีชีวิตอยู่กับพวกเรา" นางสุรีย์รัตน์กล่าว
นางสุรีย์รัตน์กล่าวว่าเธอเชื่อว่าเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์พยายามดูแลลูกชายของเธออย่างดี แต่สิ่งที่อยากร้องขอคือขอให้ได้ญาติได้พบปะพูดคุยหรือเยี่ยมบ้าง รวมทั้งอนุญาตให้นำตัวนายพริษฐ์ออกมารักษาที่โรงพยาบาลข้างนอก เพราะนายพริษฐ์รู้สึกไม่ปลอดภัยหากต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของราชทัณฑ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"จะส่งเจ้าหน้าที่มาคุมหน้าห้อง (ผู้ป่วย) ก็ไม่มีปัญหา" นางสุรีย์รัตน์กล่าวพร้อมกับบอกว่าเธอและทนายจะ "ยื่นขอประกันไปเรื่อย ๆ" ควบคู่กับการทำกิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสิทธิในการประกันตัว โดยวันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.) เวลา 17.00 น. กลุ่มแม่ของผู้ต้องขังจะทำกิจกรรม "ยืน หยุด ขัง 112 นาที" ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และจะรวมตัวกันในทุกวันเสาร์จนกว่าลูก ๆ ของพวกเธอจะได้รับการประกันตัว
ขณะที่นายวีรนันท์ ฮวดศรี ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยกับบีบีซีไทยหลังจากเข้าเยี่ยมนายพริษฐ์ช่วงเย็นวันนี้ว่า นายพริษฐ์มีอาการอิดโรยเล็กน้อย และเมื่อทนายเล่าให้ฟังว่าครอบครัว คณาจารย์และมวลชนหลายคนเขียนจดหมายถึงเขา และอยากให้เขารักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการยุติการอดอาหารประท้วง นายพริษฐ์ยังไม่ตัดสินใจใด ๆ และบอกว่าเขาขอไตร่ตรองเรื่องนี้ดูก่อน
รุ้งยังยิ้มได้
ด้าน น.ส.เมธาวี พี่สาวของ น.ส.ปนัสยาบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอได้พบน้องครั้งล่าสุดที่ศาลอาญาเมื่อวันที่ 8 เม.ย. เช่นกัน
น.ส.เมธาวีบอกว่าขณะนี้การ "ออกศาล" เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เธอและแม่จะได้พบ น.ส. ปนัสยา แต่ก็เป็นเพียงการ "เห็นกันแว่บ ๆ" เพราะขณะนี้เรือนจำไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม และศาลก็ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าไปในห้องพิจารณาคดีแล้วหลังเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มี.ค. เมื่อประชาชนที่เข้ารับฟังการพิจารณาคดีพยายามเข้าไปปกป้องนายพริษฐ์ขณะยืนบนเก้าอี้เพื่ออ่านคำแถลงที่เตรียมมา
"น้องรุ้งซูบลงไปเยอะ และมีอาการเจ็บฝ่าเท้า เดินกะเผลก แต่กำลังใจยังดี ยังยิ้มได้...แต่ช่วงหยุดสงกรานต์เราไม่ได้ข่าวคราวจากน้องเลย ครอบครัวเป็นห่วงมาก"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
น.ส.เมธาวีบอกว่าเธอและครอบครัวไม่สนับสนุนให้น้องสาวอดอาหารมาตั้งแต่ต้นเพราะเห็นว่าการอยู่ในเรือนจำก็ลำบากมากพออยู่แล้ว ไม่อยากให้น้องต้องลำบากเพิ่มขึ้นอีก
"แต่น้องได้ตัดสินใจไปแล้ว เราก็ได้แต่ส่งข้อความไปถามไถ่ เราเองก็อยากให้น้องเลิกอดอาหาร จะได้ดูแลร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็ง" พี่สาวของ น.ส.ปนัสยากล่าว
"จงโปรดมีชีวิตอยู่"
เมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) กลุ่ม "ราษฎร" ได้จัดกิจกรรมเชิญชวนเขียนจดหมายถึงนายพริษฐ์และ น.ส.ปนัสยาซึ่งอดอาหารประท้วงในเรือนจำมาเป็นเวลา 31 วัน และ 16 วันตามลำดับ เพื่อขอให้เขาและเธอเลิกอดอาหาร โดยทางกลุ่มระบุว่าต้องการรวมรวมจดหมายให้ได้ 112 ฉบับ เพื่อฝากทนายไปส่งที่เรือนจำในวันนี้ แต่ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงหลังจากประกาศกิจกรรม เฟซบุ๊กกลุ่ม "ราษฎร" รายงานว่ามีคนเขียนข้อความถึงทั้งสองคนส่งมาทางเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของกลุ่มกว่า 50,000 ข้อความ ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
"ผมและประชาชนอีกมากมายอยากให้คุณทั้งสองคนมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นความเปลี่ยนแปลง เพื่อได้ทันเห็นเมืองไทยน่าอยู่กว่านี้ เพื่อได้เห็นเมืองไทยที่เป็นประชาธิปไตย สังคมนี้ยังต้องการคุณทั้งสองคนที่จะเป็นพลังสร้างความเปลี่ยนแปลง ผมจำที่รุ้งเคยพูดไว้ได้ 'เราสู้เพื่ออยู่ ไม่ได้สู้เพื่อตาย' ถึงวันนี้ประชาชนจำนวนมากอยากให้เราทั้งสองคนมีชีวิตอยู่ต่อไป...ฉะนั้น จงโปรดมีชีวิตอยู่เพื่อได้เห็นดอกผลของความเปลี่ยนแปลงที่พวกคุณเองได้สร้างเอาไว้" ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนของนายพริษฐ์ ร่วมเขียนจดหมายถึงลูกศิษย์
"จดหมาย" อีกฉบับหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้คนในโซเชียลมีเดียจำนวนมากคือ ข้อความของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ มธ. ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งขอให้นายพริษฐ์ยุติการอดอาหาร
"ผมคิดมาหลายวันจะเขียนดีไหม? เขียนแล้วได้ประโยชน์อะไรไหม? เขียนแล้วจะถึงหูผู้รับหรือไม่? อยากบอกเพนกวิ้นว่าเลิกอดอาหารเหอะ ตอนนี้เข้าขีดอันตรายแล้ว บางทีอาจเกิดอาการฉับพลันได้ ผมยังไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคุณในห้องเรียนเลย ยังไงก็รอผมหน่อย" นายสมศักดิ์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก











