ม.112: ศาลไม่ให้ประกันจำเลยคดีหมิ่นสถาบันฯ ปลุกกระแสตรวจสอบตุลาการ

พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ "เพนกวิน" ชูสามนิ้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ "เพนกวิน" 1 ใน 22 จำเลยคดีชุมนุม "19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร" ชูสามนิ้วขณะที่เดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาถึงศาลอาญาวันที่ 15 มี.ค.
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การยกคำร้องขอประกันตัวแกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ที่เป็นจำเลยในคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เพียงนำมาสู่การชุมนุมบนท้องถนนและการอดอาหารประท้วงในเรือนจำเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี แต่ยังลามมาสู่การตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของศาลและการทำงานของผู้พิพากษา

เฉพาะกรณีของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์หรือเพนกวิ้น ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. ทนายความยื่นขอประกันตัวทั้งหมด 7 ครั้ง ศาลยกคำร้องไปแล้ว 6 ครั้ง โดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวอาจหลบหนี และคำปราศรัยกระทบกระเทือนจิตใจของชาวไทยผู้จงรักภักดี ส่วนครั้งล่าสุดที่ยื่นไปเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ยังรอคำสั่งศาล

ข้อกังขาที่ศาลไม่ให้ประกันตัวจำเลย ม.112 ทบทวีขึ้นเมื่อมีข้อความส่งต่อกันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียช่วงต้นสัปดาห์นี้ในทำนองว่าในที่ประชุมศาลฎีกามีการพูดถึงคำสั่งจาก "บุคคลภายนอก" ที่ไม่ให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มราษฎร แม้ว่าโฆษกศาลยุติธรรมจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริงและ "เป็นข้อมูลเท็จ" ก็ตาม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 30 มี.ค. กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่ข้อความทางเฟซบุ๊กพาดพิงถึงการประชุมใหญ่ของศาลฎีกาว่าข้อความดังกล่าวเป็น "ข้อมูลเท็จ"

"...มีผู้พิพากษาที่ปฏิบัติงานในศาลฎีกาเข้าประชุมจำนวน 245 คน ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้และเป็นการประชุมลับ ซึ่งไม่มีการพูดคุยหรือหารือกันเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด...ดังนั้นเรื่องราวตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียล จึงไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนและให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ อันก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้ศาลเป็นคู่กรณีกับฝ่ายต่าง ๆ" โฆษกศาลยุติธรรมระบุ

คำปฏิเสธของโฆษกศาลยุติธรรมยังไม่สามารถสยบความเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ได้

เมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าการชี้แจงของศาล "ยังไม่มีความชัดเจน" ดังนั้นเพื่อให้เกิดความกระจ่างและเพื่อให้ศาลชี้แจงให้สิ้นข้อสงสัย เขาจึงเสนอให้ กมธ. ทำหนังสือเชิญประธานศาลฎีกาหรือตัวแทนของศาลมาให้ความเห็นและชี้แจง

หากประชาชนไม่เชื่อถือความเป็นอิสระของศาลความไม่ยุติธรรมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ จึงต้องหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และหวังว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเพียงข่าวลือในโลกออนไลน์ นายรังสิมันต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของนายรังสิมันต์ก็ถูก "ตีตก" ไปอย่างรวดเร็วในวันนี้ (1 เม.ย.) เมื่อนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นประธาน กมธ. กฎหมายฯ คัดค้านการเรียกประธานศาลฎีกามาให้ข้อมูล พร้อมกับบอกว่าต้องดูว่าขัดรัฐธรรมนูญและระเบียบข้อบังคับสภาหรือไม่

รังสิมันต์ โรม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, รังสิมันต์ โรม

ขณะที่ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าการเชิญประธานศาลฎีกามาชี้แจงในกรรมาธิการไม่สามารถกระทำได้

เขาอธิบายว่าแม้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 129 วรรคหนึ่ง จะรองรับว่ากรรมาธิการสามารถเชิญบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ข้อมูล เรื่องที่กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่ยกเว้นการเชิญผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในกระบวนการวิธีการพิจารณาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล

"ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่ากรรมาธิการไม่สามารถเชิญประธานศาลฎีกาเข้าให้ข้อมูลจากกรณีดังกล่าวได้" ที่ปรึกษาประธานสภาสรุป

บีบีซีไทยตรวจสอบข้อความในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 97 ระบุว่าการเรียกเอกสารจากบุคคลหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น "มิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล" ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 129

ศาลยุติธรรมเป็นเหมือน "ดินแดนอิสระ"

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยอมรับว่าการตรวจสอบสถาบันตุลาการของไทย "ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก" เนื่องจากระบบโครงสร้างที่ออกแบบมานั้นได้ทำให้ศาลยุติธรรม "หลุดลอยจากสังคม" และมีการบริหารงานที่เป็นเหมือน "ดินแดนอิสระ ไม่สัมพันธ์กับประชาชน"

เขาอธิบายว่าองค์กรที่ตรวจสอบการทำงานของผู้พิพากษาคือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ซึ่งมีทั้งหมด 15 คน มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ก.ต. ซึ่งปัจจุบันคือนางเมทินี ชโลธร

"ก.ต. เป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการทำงานและจริยธรรมของผู้พิพากษา จึงควรเป็นองค์กรที่สัมพันธ์กับประชาชน แต่ปัญหาของ ก.ต. ก็คือค่อนข้างเป็นอิสระจากประชาชนอย่างมาก แม้จะมีบุคคลภายนอกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน แต่ที่ผ่านมาโดยจารีตในการทำงานผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกก็มักไม่ค่อยได้แสดงความเห็น และมักจะยอมตามความเห็นของคนที่อยู่ในแวดวงศาล" รศ.สมชายให้ความเห็น

ปัญหาใหญ่ของ ก.ต. ในมุมมองของนักนิติศาสตร์ มช. คือ ไม่ให้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรหรือสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย

รศ.สมชายกล่าวว่าความพยายามในการแก้ไของค์กรในการกำกับการทำงานของผู้พิพากษานั้นมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยคณะราษฎร แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่

tnp

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, นางพริ้ม บุญภัทรรักษา (หันหลัง) มารดาของนายจตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน ในสภาพโศกเศร้า ใกล้กัน คือ ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ มธ. และนางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของพริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำกลุ่ม "ราษฎร" หลังจากรู้ว่าศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

ถูกปิดปากด้วยข้อหา "ละเมิดอำนาจศาล"

นอกจากโครงสร้างและการทำงานของ ก.ต. ไม่เอื้อต่อการให้ประชาชนมีส่วนในการตรวจสอบการทำงานของบุคลากรในสถาบันตุลาการแล้ว ยังมีข้อหาว่าด้วยการ "ละเมิดอำนาจศาล ดูหมิ่นศาลและหมิ่นประมาทศาล" ที่ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบศาล

"กฎหมายเรื่องการละเมิดอำนาจศาลถูกตีความขยายความอย่างกว้างขวาง ต่างจากกฎหมายละเมิดอำนาจศาลในต่างประเทศที่จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการขัดขวางกระบวนวิธีพิจารณา แต่ในเมืองไทยถูกขยายความมารวมถึงการกระทำมากมาย ถ้าศาลเห็นว่ากระทบกระเทือนต่อศาลก็กลายเป็นละเมิดอำนาจศาลได้หมด ทำให้การที่ประชาชนตั้งคำถามต่อการทำงานของตุลาการ เช่น การยืนประท้วงหน้าศาลก็อาจถูกตีความว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งในความเห็นของผม ไม่ใช่แน่ ๆ" รศ.สมชายกล่าว

รศ.สมชายสรุปว่า การจำกัดให้เฉพาะ ก.ต.เท่านั้นที่จะตรวจสอบบุคลากรของศาลได้ รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการละเมิด-ดูหมิ่นศาลทำให้ศาลไทย "หลุดลอยไปจากสังคมอย่างมาก จนแทบจะไม่มีความสัมพันธ์หรือการถูกตรวจสอบจากคนในสังคมเลยซึ่งเป็นปัญหาที่ฝังลึกมานาน และไม่น่าจะเปลี่ยนได้ง่าย"

"ศาลคือประชาชนและเป็นของประชาชน"

แต่ในความเห็นของนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มาโดยตลอด และ ก.ต. ก็ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของผู้พิพากษาได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม "ไม่มีปัญหาเรื่องเข้าข้างกัน"

เขาอธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่า ก.ต.เป็นเพียงองค์กรเดียวที่มีอำนาจตรวจสอบบุคลากรตุลาการ "เพราะมิเช่นนั้นศาลจะไม่มีความอิสระเลยในการทำงาน" และแม้ว่าประชาชนจะไปยื่นเรื่องร้องเรียนหรือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการทำงานของศาลยุติธรรมกับหน่วยงานใด ๆ หน่วยงานนั้นก็จะต้องส่งเรื่องมาที่ ก.ต. อยู่ดี

นายสุริยัณห์กล่าวว่าประชาชนที่ต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการของศาลยุติธรรมสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ทางออนไลน์ โดยกรอบแบบฟอร์มการรับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทางเว็บไซต์ของศาลยุติธรรม

หลังจากนั้นสำนักงานกิจการคดีจะตรวจสอบเบื้องต้นและตั้งเรื่องเสนอ ก.ต. พิจารณา

ศาลอาญา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

บีบีซีไทยเข้าถึงแบบฟอร์มดังกล่าวจากเว็บไซต์ศาลยุติธรรมพบว่าผู้ยื่นคำร้องจะต้องระบุข้อมูล เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ โทรศัพท์ หมายเลขคดี ความเกี่ยวพันในคดี เช่น เป็นโจทก์ จำเลย ทนายความ เป็นต้น พร้อมกับระบุวัตถุประสงค์ว่าต้องการร้องเรียน ร้องขอความเป็นธรรม หรือสอบถามข้อกฎหมาย

เมื่อถามถึงประเด็นที่กลุ่มราษฎรและญาติของจำเลยคดี 112 มีข้อกังขาต่อการที่ผู้พิพากษาไม่ให้ประกันตัวจำเลย โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า "สิทธิการประกันตัว มีขั้นตอนในส่วนของคดีอยู่แล้ว เมื่อไม่ได้ประกันตัวก็อุทธรณ์เท่านั้นเอง อุทธรณ์ไม่ได้ก็ยื่นใหม่ แต่ต้องดูว่าเหตุที่ไม่ได้เพราะอะไร ก็ไปแก้ที่ตรงนั้น"

"สิทธิของประชาชนไม่เคยถูกลิดรอนเลยในทุกศาล เพราะศาลก็คือประชาชนและเป็นของประชาชน" นายสุริยัณห์กล่าว

ส่วนกรณีที่สมาชิก กมธ.กฎหมายฯ ของสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้เรียกประธานศาลฎีกามาชี้แจงนั้น เขาให้ข้อมูลตรงกันกับที่ปรึกษาประธานสภาว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 129 ระบุชัดว่า กมธ. ไม่สามารถเรียกผู้พิพากษาหรือตุลาการในการพิจารณาคดีมาให้ข้อมูลได้

"แต่ถ้ากรรมาธิการจะถามเรื่องอะไรมาทางศาลก็ยินดีให้ข้อมูลอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบ" โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว