ม. 112: เปิดสำนวนตำรวจ ทำอะไรถึงเข้าข่าย "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ"

ที่มาของภาพ, Reuters
19 ม.ค. 2564 การพิพากษาลงโทษจำคุก อดีตข้าราชการหญิงวัย 63 ปี ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเวลา 87 ปี แต่ลดโทษลงกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพเหลือ 43 ปี จากการแชร์คลิปเสียงวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ นับเป็นการลงโทษสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาในประวัติศาสตร์ของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
คำพิพากษานี้มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประชาชนและนักศึกษาถูกออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาตามาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อกล่าวหาในคดีนี้มีตั้งแต่การแชร์หรือแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ ถึงการแสดงออกในการชุมนุมทางการเมืองในห้วงปี 2563 เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศเมื่อ พ.ย. 2563 ว่า เจ้าหน้าที่จะ "บังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่" เพื่อดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย "คดี 112" ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับจากที่ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหานี้มาตั้งแต่ปี 2561
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งติดตามการดำเนินคดีนี้ ระบุว่านับตั้งแต่เริ่มมีการเผยแพร่รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2563 จนถึง 15 ก.พ. 2564 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วทั้งสิ้นอย่างน้อย 59 ราย ใน 44 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีที่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ที่เหลือเป็นคดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
ทั้งนี้มีทั้งคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกและปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และคดีที่ได้รับหมายเรียกแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปรายงานตัว
บีบีซีไทยสำรวจเอกสารบันทึกแจ้งความที่ศูนย์ทนายฯ เผยแพร่ พบว่าพฤติการณ์ที่นำมาสู่การแจ้งข้อหาอันร้ายแรง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปีนี้มีหลากหลาย มีตั้งแต่การปราศรัย การแต่งกายไปจนถึงการโพสต์ข้อความพระราชดำรัส "กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ" โดยแบ่งเหตุการณ์เป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
ปราศรัยบนเวทีที่ชุมนุม
การขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" ในช่วงปี 2563 นับสิบเวที เป็นคดีแรก ๆ ที่แกนนำผู้ขึ้นปราศรัยถูกแจ้งข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ที่มาของภาพ, United Front of Thammasat and Demonstration
หนึ่งในการปราศรัยในการชุมนุมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่ทำให้แกนนำและนักกิจกรรมรวม 7 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหาคดี 112 ได้แก่ การชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย. 2563
ศูนย์ทนายฯ ได้บันทึกข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงครามได้แจ้งต่อผู้ปราศรัยในการชุมนุม ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์ อานนท์ นำภา ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ภาณุพงศ์ จาดนอกและปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ระบุว่า คำปราศรัยของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการใส่ความ กล่าวหาฝ่ายเดียว ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันและเป็นการพูดในทางที่ทำให้กษัตริย์อาจได้รับความเสียหาย
ส่วนบันทึกข้อกล่าวหาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข และจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาหรือ ไผ่ ดาวดิน ซึ่งเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในเดือน ธ.ค. 2563 สรุปความโดยรวมได้ว่าคำปราศรัยของผู้ต้องหามีเนื้อหาเกี่ยวกับความเสื่อมถอยของสถาบันกษัตริย์ วิจารณ์มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ เรียกร้องให้ลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์-เพิ่มอำนาจประชาชน และกล่าวถึง "ความเป็นคนเหมือนกัน"
วันที่ 15 ก.พ. นักเรียนชั้น ม.6 ในกรุงเทพฯ เข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 ที่ สน.พหลโยธิน จากการปราศรัยในที่ชุมนุม "2 ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว" โดยตำรวจบรรยายพฤติการณ์ในคดีว่า ในการปราศรัยในที่ชุมนุมวันที่ 2 ธ.ค. 2563 นักเรียนวัย 18 ปีผู้นี้พูดถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ราชวงศ์จักรีในอดีต ปัญหาการใช้มาตรา 112 ในการจำกัดสิทธิการวิพากษ์วิจารณ์อดีตกษัตริย์ ซึ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาคำปราศรัยแล้ว ตำรวจเห็นว่าอาจทำให้ประชาชนทั่วไปฟังแล้วดูหมิ่น เกลียดชังกษัตริย์ และยุยงให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
อ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี
ผู้ต้องหาในคดี 112 กลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ปราศรัยและร่วมชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนีเมื่อ 26 ต.ค. 2563 เพื่อเรียกร้องให้เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย "ถามความชัดเจน" ในประเด็นเกี่ยวกับการประทับอยู่ในเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ตามรายงานของศูนย์ทนายฯ มีผู้ถูกดำเนินจากกรณีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีทั้งสิ้น 13 คน เป็นนักศึกษา 5 คน และประชาชนที่อาสามาอ่านแถลงการณ์ภาษาอื่น เช่น นิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่าของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เอกภาษาเยอรมัน ซึ่งบางคนไม่มีประวัติร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน
การอ่านแถลงการณ์อันเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงทางการเยอรมนีถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันอย่างไร
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ที่ศูนย์ทนายฯ เผยแพร่บอกว่า เนื้อหาบางส่วนของแถลงการณ์ "เป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ ทำให้พระองค์เสื่อมพระเกียรติ" นอกจากนี้ข้อกล่าวหา ยังนำมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญมาประกอบ ซึ่งระบุว่ากษัตริย์ดำรงสถานะเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาบรรยายไว้ด้วยว่า ข้อความในจดหมายเปิดผนึกถือเป็น การจาบจ้วง ปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมมีความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง และมีการมุ่งหวังให้ประชาชนละเมิดกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อปกป้องสถาบันฯ
แสดงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต
ในจำนวนการดำเนินคดี 112 ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความบนระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์อย่างน้อย 5 กรณี เกินครึ่ง คือ การโพสต์ "จดหมายถึงกษัตริย์" ของแกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ได้แก่ ทนายอานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์ และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การเขียน "จดหมายถึงกษัตริย์" เป็นกิจกรรมในการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งผู้จัดชุมนุมเชิญชวนประชาชนให้เขียน "ราษฎรสาส์น" ถึงกษัตริย์ โดยมีการนำตู้ไปรษณีย์จำลองไปตั้งบริเวณหน้าศาลหลักเมือง ถ.ราชดำเนินใน
คดีของปนัสยา แกนนำ "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" มีนายนิติพงศ์ ห่อนาค หรือดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง เป็นผู้แจ้งความกล่าวหา เธอเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เมื่อ 9 ธ.ค.โดยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้ง ม.112 และ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ศูนย์ทนายฯ ระบุว่า ข้อความที่ถูกโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อ Panusaya Sithijirawattanakul ได้แชร์โพสต์จากเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยเป็นโพสต์ข้อความเกี่ยวกับราษฎรสาส์นถึงกษัตริย์ ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้องของราษฎร คือ เรียกร้องให้ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.
ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของทั้งพริษฐ์ และปนัสยา ระบุคล้ายคลึงกันว่า มีข้อความ 2 ส่วนในโพสต์ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
นอกจากการโพสต์ข้อความของ "แกนนำ" แล้ว ประชาชนทั่วไปที๋โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียก็ตกเป็นผู้ต้องหาด้วย อย่างเช่นกรณีของ "แนน" นักศึกษาหญิงวัย 19 ปี ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ถูกกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทกษัตริย์
"แนน" เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ตำรวจระบุพฤติการณ์ว่าเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 เธอโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และข้อความประกอบ พร้อมติดแฮชแท็กเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในทวิตเตอร์ ข้อความดังกล่าวมีลักษณะกล่าวหาใส่ความพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาอ่าน เกิดความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์
ศูนย์ทนายฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคดีนี้น่าจับตาตรงที่ใช้มาตรา 112 กล่าวหาไปถึงการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในอดีต
"หากพิจารณาองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 นั้น ครอบคลุมถึง 4 บุคคล ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หากตีความกฎหมายโดยเคร่งครัด กฎหมายควรจะครอบคลุมเพียงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น" ศูนย์ทนายฯ ระบุ
"กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ"
วลีข้างบน คือ พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระปฏิสันถารตรัสขอบใจชายที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ไว้เหนือหัว ขณะพสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ บริเวณพระบรมมหาราชวัง ช่วงค่ำวันที่ 23 ต.ค.
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
"กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ" กลายเป็นหนึ่งในข้อความที่ถูกนำมาร้องทุกข์กล่าวโทษและแจ้งข้อหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่ม "ราษฎร"
อินทิรา เจริญปุระ หรือทราย นักแสดงสาวที่ประกาศตัวสนับสนุนกลุ่มเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกแจ้งข้อหา ม.112 ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหา 7 คน จากกรณีการชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เขตบางเขน เมื่อ 29 พ.ย. แม้เธอจะไม่ได้ปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยก็ตาม
คำบรรยายแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน สน.บางเขนระบุว่าอินทิรามีหน้าที่จัดหารถตู้ บริหารงานการ์ด และส่งน้ำส่งอาหาร ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 คน "จึงมีวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ว่าโอนกําลังทหารมาเป็นของพระองค์เอง ทำให้ผู้ชุมนุมต้องมาปลดอาวุธศักดินา"
พนักงานสอบสวนยังได้นำการโพสต์ของบัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Inthira Charoenpura ซึ่งอินทิราเป็นผู้ใช้ มาประกอบการแจ้งข้อหานี้

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
พนักงานสอบสวนระบุว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความที่ "ล้อเลียนสถาบันพระมหากษัตริย์" อันได้แก่ "ฉันคง ไม่กลับ ไปรักเธอ" "กล้ามาก เลย นะเธอ" "ก็ตาสว่างกันหมดแล้ว" พร้อมกับระบุว่าการนำถ้อยคำว่า "กล้ามาก" อันเป็นพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 10 มาพูดซ้ำในเชิงล้อเลียน เสียดสี จึงเป็นการทําให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสื่อมเสียพระเกียรติ
นอกจากอินทิราแล้ว นายสมบัติ ทองย้อย การ์ดกลุ่มผู้ชุมนุม "ราษฎร" เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ถูกบุคคลเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษข้อหา ม.112 จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดย 1 ใน 3 ของโพสต์ที่เขียนว่า "#กล้ามาก #เก่งมาก #ขอบใจนะ"
ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ บรรยายพฤติการณ์คดี สรุปได้ว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการจงใจล้อเลียน ข้อความทั้ง 3 โพสต์ เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นการใส่ร้ายใส่ความ ทําให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดต่อพระมหากษัตริย์

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
แต่งคอสเพลย์ชุดไทย ใส่ชุดครอปท็อป
การสวมชุดไทยเข้าร่วมงานเดินแฟชั่นบนพรมแดงในกิจกรรม "ศิลปะราษฎร" ที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 ของ น.ส.จตุพร แซ่อึง วัย 23 ปี สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "บุรีรัมย์ปลดแอก" ทำให้เธอถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีนี้มี น.ส. วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจเฟซบุ๊ก "เชียร์ลุง" เป็นผู้กล่าวหา
ในการแจ้งข้อหาที่พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ออกหมายให้มารับทราบ มีเยาวชนอายุ 16 ปี ถูกตั้งข้อหา ม.112 ด้วย จากการที่เขาสวมใส่ชุดครอปท็อปเสื้อกล้ามสีดำพร้อมกับเขียนข้อความที่ตำรวจเชื่อว่าหมิ่นสถาบัน ร่วมกิจกรรมเดียวกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหากรณีแต่งชุดไทย ที่ศูนย์ทนายฯ นำมาเผยแพร่ บรรยายการกระทำที่เป็นมูลเหตุของคดีว่า น.ส.จตุพรแต่งชุดเสื้อกระโปรงแบบชุดไทยสีชมพู ถือกระเป๋าขนาดเล็ก และแสดงท่าทางประกอบให้ประชาชนผู้พบเห็นเข้าใจว่าเป็นการแสดงการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรของราชินี
ผู้ชุมนุมได้แสดงท่าทางหมอบกราบ น.ส.จตุพร ก้มลงไปจับมือกับผู้ชุมนุม ผู้ที่มารับชมบริเวณนั้นตะโกนเรียกว่า "พระราชินี" ตลอดการเดิน "จึงเชื่อว่าผู้ต้องหามีเจตนาล้อเลียนราชินี ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกเป็นการดูหมิ่น เกลียดชัง"
สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนชายอายุ 16 ปี พนักงานสอบสวนระบุว่าเขาแต่งกายชุดเสื้อกล้ามแบบครึ่งตัวสีดำ สวมกางเกงยีนส์ขายาว บริเวณผิวหนังด้านหลังปรากฏข้อความหนึ่ง "ซึ่งปรากฏพระนามของรัชกาลที่ 10 เป็นการแสดงเจตนาให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกดูหมิ่น หรือเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์"
พนักงานสอบสวนกล่าวหาด้วยว่า เยาวชนแสดงกิริยาท่าทางประกอบโดยการเดินบนพรมสีแดง ผู้ชุมนุมรอบข้างที่ชมการแสดงอยู่ตะโกนว่า "ทรงพระเจริญ" พร้อมทั้งแสดงท่าทางคล้ายการหมอบกราบ โดยมีเจตนาแสดงให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าตนแสดงกิริยาท่าทางล้อเลียนกษัตริย์

ที่มาของภาพ, ปฏิภัทร จันทร์ทอง / THAI NEWS PIX
พิมพ์-แจกหนังสือ / ผลิตปฏิทินเป็ดเหลืองขาย
หนังสือถอดเทปคำปราศรัย "ปรากฎการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์" เป็นสิ่งพิมพ์ที่ถูกตำรวจ สภ.คลองหลวงนำมาแจ้งข้อหา ม.112 และความผิดฐาน พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ต่อนายณัฐชนน ไพโรจน์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม"
พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวงเป็นผู้กล่าวหา แจ้งข้อหาต่อนายณัฐชนนว่า หนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งมีเนื้อหาปราศรัยของแกนนำในการชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" เมื่อ 10 ส.ค.2563 และการปราศรัยของแกนนำในการชุมนุมที่จัดขึ้นหลังจากนั้นมีเนื้อหากล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยตำรวจภูธรภาค 1 ได้ยึดหนังสือปกสีแดง จำนวน 45,080 เล่ม ได้ที่ปากซอยทางเข้าออกหมู่บ้านใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายในรถบรรทุก 6 ล้อ และมีนายณัฐชนนนั่งคู่มากับคนขับ
ศูนย์ทนายฯ ระบุว่า ในข้อกล่าวหาของตำรวจที่ตัดตอนคำปราศรัยในหนังสือมาแต่ละประโยคและบางส่วนของข้อเสนอ 10 ข้อของการปฏิรูปสถาบันฯ โดยระบุว่าเนื้อหาเหล่านี้ "เป็นการใส่ความหรือกล่าวหาพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 และที่ 10 ซึ่งไม่เป็นความจริง การใส่ความดังกล่าวเมื่อบุคคลทั่วไปได้ทราบหรือได้อ่านแล้ว ทำให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี อาจทำให้ผู้อื่นประชาชนดูหมิ่นหรือเกลียดชังพระมหากษัตริย์ได้"

ที่มาของภาพ, Reuters
31 ธ.ค.2563 หนึ่งในผู้ดูแลเพจ "คณะราษฎร" ซึ่งจำหน่ายปฏิทินรูปเป็ดเหลือง ถูกจับกุมโดยไม่มีหมายจับและควบคุมตัวมาแจ้งพฤติการณ์คดีที่สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม ปฏิทินตั้งโต๊ะจำนวน 174 อัน ถูกยึดไปเป็นของกลาง
ข้อกล่าวหาระบุถึงการล่อซื้อของตำรวจ โดยสั่งซื้อสินค้าจำนวน 3 ครั้ง ภายหลังตรวจสอบข้อความเนื้อหาในปฏิทินพบว่ามีเนื้อหาความผิดตาม ม.112 ตำรวจได้ติดต่อขอซื้อโดยขอรับสินค้าทางการส่งของผู้ขับขี่เมสเซนเจอร์จนทราบพิกัดของสถานที่
กลางดึกของการถูกเข้าจับกุม ทนายผู้ต้องหาทักท้วงว่า การแจ้งข้อกล่าวหาไม่ได้ระบุชัดว่าข้อความใดเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดในมาตรา 112 พนักงานสอบสวนจึงระบุเพิ่มเติมว่า มีภาพเป็ดพร้อมข้อความบนปฏิทินรวม 3 ภาพ ที่เข้าองค์ประกอบผิดมาตรา 112 ได้แก่ ภาพเป็ดใส่เครื่องแบบพร้อมข้อความว่า "ปฏิทินพระราชทาน รุ่นพิเศษรวมทุกคำสอนของเรา", ภาพเป็ดสีเหลืองพร้อมข้อความว่า "กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ" และภาพเป็ดสีเหลืองใส่แว่นและข้อความซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นการสื่อความหมายถึงรัชกาลที่ 9
การกระทำต่อพระบรมฉายาลักษณ์และรูปพระบรมวงศานุวงศ์
สิริชัย นาถึง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทและแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ ทำให้เสียทรัพย์ ผิดกฎหมายอาญามาตรา 358

ที่มาของภาพ, AFP
เว็บไซต์ศูนย์ทนายฯ เปิดเผยว่าตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาของ สภ.คลองหลวงระบุว่านายสิริชัยถูกแจ้งข้อหาจากการพ่นสีสเปรย์ข้อความ "ภาษีกู" และ "ยกเลิก 112" บนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ และป้ายหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวม 6 จุด
ศูนย์ทนายฯ ให้ความเห็นว่าการพ่นสีบนรูปพระบรมวงศานุวงศ์ไม่เข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากกฎหมายมาตรานี้ครอบคลุมการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย "พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" และคดีนี้นับเป็นการดำเนินคดี 112 คดีแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2563 ที่ศาลออกหมายจับ
วันที่ 15 ก.พ. มีนักศึกษาอีก 2 คน ถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 จากกระทำที่เกี่ยวกับพระบรมฉายาลักษณ์
ทั้งสองเป็นนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ซึ่งตำรวจ สภ.ห้างฉัตร บรรยายพฤติการณ์ของเหตุการณ์ตามข้อกล่าวหาว่า ระหว่างการชุมนุมในช่วงค่ำวันที่ 17 ต.ค. 2563 มีผู้ปลดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณภายนอกรั้วทางเข้าออกของมหาวิทยาลัย จนภาพดังกล่าวฉีกขาดเป็น 4 ชิ้น ซึ่งพนักงานสอบสวนเห็นว่าพฤติการณ์เป็นการจงใจแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระราชินี
กรณีล่าสุด ได้แก่ กรณีวางเพลิงเผาพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 บริเวณด้านหน้าเรือนจำคลองเปรม ในช่วงเช้ามืดวันที่ 28 ก.พ. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จับกุม ไชยอมร แก้ววิบูลพันธ์ หรือแอมมี่ ศิลปินนักร้องที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม "ราษฎร" ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 มี.ค.
ไชยอมรถูกแจ้งข้อหาจากตำรวจขณะจับกุมว่า ได้กระทำผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 217 และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ทั้งนี้ ไชยอมรได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาในขณะจับกุม
อย่างไรก็ตาม เวลาต่อมา เขาได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก The Bottom Blues ระบุว่า "การกระทำการเผาพระบรมในครั้งนี้เป็นฝีมือของผมและผมขอรับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว และ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเคลื่อนไหว หรือ การเรียกร้องใด ๆ..."
แขวนป้ายผ้าเรื่องวัคซีนโควิด-19
นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง 4 ราย และประชาชนอีก 1 ราย ได้รับหมายเรียกคดีหมิ่นสถาบันฯ จากพนักงานสอบสวน สภ.ลำปาง จากการแขวนป้ายผ้าที่เขียนข้อความว่า "งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19" บริเวณสะพานรัษฎาภิเศก เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2563 ต่อมานายพินิจ ทองคำ นักศึกษาที่เคยถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 ไปแล้ว ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจาก บก.ปอท. พบว่า มีการโพสต์ภาพถ่ายป้ายดังกล่าวและข้อความในเพจ "พิราบขาวเพื่อมวลชน" โดยตรวจสอบพบว่านายพินิจมีชื่อเป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่มพิราบขาวเพื่อมวลชน ที่มีการโพสต์ภาพดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงเชื่อว่าเขามีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว และเป็นคนนำเอาภาพถ่ายและข้อความที่เป็นการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กซึ่งมีผู้ติดตามถึง 15,439 คน
ตำรวจว่าอย่างไรเรื่องการดำเนินคดี 112
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึงจำนวนคดี 112 ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีประชาชนมาแจ้งความ ซึ่งตำรวจก็มีหน้าที่จะต้องรับเรื่องไว้เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพราะหากไม่ดำเนินการใด ๆ ก็อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
แต่เขายืนยันว่าการทำคดีที่มีลักษณะเป็นความผิดต่อแผ่นดินและมีความสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างคดี 112 นี้ ตำรวจจะดำเนินการอย่างรอบคอบด้วยการตั้งเป็นคณะทำงานหรือคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคดี ทั้งในระดับสถานีตำรวจท้องที่และระดับ ตร. ไม่ใช่ว่าพนักงานสอบสวนคนเดียวจะสั่งฟ้องได้ และตำรวจ "ไม่อยากจะเอาคนมาติดคุก"
"เวลาเราดำเนินคดีในทุกข้อหา ซึ่งรวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย พนักงานสอบสวนจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งโดยหลักการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจจะแจ้งเตือนก่อน รวมถึงการสร้างความตระหนักต่อสาธารณะว่าการกระทำใดบ้างที่เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี" รองโฆษก ตร. กล่าวกับบีบีซีไทย
เมื่อถามว่าสถิติคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือไม่ พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า "ถ้าคดีจะเยอะเพราะประชาชนมาแจ้งความ เรา (ตำรวจ) มีทางเลือกมั้ยล่ะ เพราะกฎหมายอาญามาตรา 157 กำหนดให้เราต้องปฏิบัติตามหน้าที่"
มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม รองโฆษก ตร.กล่าว ตำรวจก็พยายามให้ความรู้กับประชาชนว่าไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ควบคู่ไปกับการสอบสวนคดี

ที่มาของภาพ, EPA
เสนอ ตร.ปรับปรุงการออกหมายเรียกผู้ต้องหา
ขณะที่การออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งในคดี 112 และคดีอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นมากอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมือง คณะอนุกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดยะลา เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องที่สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้ทำหนังสือเสนอให้มีการปรับปรุงการออก "หมายเรียกผู้ต้องหา" ของ ตร. โดยให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่และพฤติการณ์แห่งการกระทำผิด เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจว่าตนถูกใครกล่าวหาในเรื่องอะไร ทำผิดวัน เวลาและสถานที่ใด มีพฤติการณ์การกระทำอย่างไร เพื่อให้สามารถเตรียมพยานหลักฐานไปแสดงกับพนักงานสอบสวนหรือให้ถ้อยคำพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในวันที่ไปพบตามหมายเรียกได้อย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเมื่อ 21 ม.ค. เห็นชอบว่าควรปรับปรุงการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ของพนักงานสอบสวนทุกหน่วยงานตามข้อเสนอดังกล่าวเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อประชาชนและมีมติให้เชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานศาลยุติธรรม มาชี้แจงการปฏิบัติ และแนวทางปรับปรุงการออกหมายเรียกผู้ต้องหาต่อไป












