ทราย เจริญปุระ: ราคาชีวิตที่ต้องจ่ายแลกหมายเรียก 112

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
- Role, บรรณาธิการวางแผนข่าว
"ทราย" อินทิรา เจริญปุระ นักแสดงมากฝีมือที่ประกาศตัวชัดเจนเป็นผู้ส่งกำลังบำรุงด้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ บอกว่า ไม่ถึงกับ "ช็อก" เมื่อได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ให้ไปรายงานตัวที่ สน.บางเขน ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เธอเพียงแปลกใจที่ผู้ส่งเสบียงอาหาร อำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง จัดหารถสุขาให้บริการอย่างเธอก็เข้าข่ายอาจต้องโทษจากการตีความในสิ่งที่ทำว่าเป็นความผิดถึงขั้นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อาจทำให้ต้องลงเอยด้วยการถูกจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี
"ทรายไม่คิดว่าเราจะมาได้ไกลขนาดนี้มากกว่า จากประมาณ 6 เดือนที่แล้วที่ทรายเลี้ยงไอติม 1 ถัง มาถึงวันนี้ ก็ขยับได้ไกลมากจนเราไม่ได้ให้น้ำหนักว่าสิ่งที่เราต้องจ่ายคืออะไรบ้าง แต่ที่เราเดินมาด้วยกันนั้นไกลจากตรงนั้นมากภายในเวลา 6-7 เดือนเท่านั้นเองที่ทรายได้เข้ามาช่วยเหลือน้อง ๆ" ศิลปินมากความสามารถกล่าวกับบีบีซีไทย
น้อง ๆ ที่เธอพูดถึง ก็คือเยาวชนหลากหลายกลุ่มตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย ไปจนถึงแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยยื่นข้อเรียกร้องหลายอย่างรวมทั้งการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
อินทิรารับรู้ข้อเรียกร้องเหล่านั้นแต่กันตัวเองออกจากการร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง
"เพราะทรายคิดว่าเขาเก่งกันอยู่แล้ว และมันเลยจุดไปแล้ว จริง ๆ ต้องขอโทษน้องด้วยซ้ำว่ามันปล่อยให้เรื่องล่วงเลยมาได้ยังไง จนปล่อยให้น้องต้องออกมาพูดเอง….ในปัญหาเรื่องเดิม ๆ ทั้งคอร์รัปชัน กฎกติกาในโรงเรียน และความเข้มข้นของเรื่องที่ควรได้รับการตั้งคำถามที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา มันไม่ได้น้อยลงเลย เรารู้สึกว่าสิ่งที่น้องถามมันมีความชอบธรรม"

ที่มาของภาพ, Standard Archives
การเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ในความคิด
อินทิราอธิบายว่าความสนใจทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่เธอเพิ่งจะเข้ามาสัมผัส แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในความคิดคำนึงมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2549 เรื่อยมาจนถึงวันสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่ไม่มีตรรกะใดจะอธิบายให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดการชุมนุมทางการเมืองจึงต้องลงเอยด้วยการเข่นฆ่า
แต่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเฉพาะ ในช่วงของการรณรงค์ในประเด็นใหญ่และใหม่อย่างการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น มีข้อจำกัดและแรงกดดันที่ทำให้เธอต้องชั่งใจ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
"มีคนมาพูดเรื่องความปลอดภัยของคนในครอบครัว…ตอนนั้นน้องสาวทรายกำลังท้อง แม่ก็ไม่สบาย เราก็รู้สึกว่าเราไม่ควรเอาความปลอดภัยของคนที่เรารักมา (แลก)…ราคามันสูงเกินไปทรายไม่สามารถรับประกันได้"
แต่หลังจากคุณแม่ของเธอเสียชีวิตลงเมื่อปีที่แล้ว อินทิรามีเงินก้อนหนึ่งที่ได้จากการไกล่เกลี่ยคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างความเสื่อมเสียแก่คุณแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว เงินก้อนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของเธอเมื่อกลางปี 2563 ด้วยการเหมาไอศกรีมของธเนตร อนันตวงษ์ อดีตผู้ตกเป็นจำเลยและต้องถูกจำคุกเกือบ 4 ปีระหว่างพิจารณาคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไปแจกแก่ผู้ชุมนุมย่อย ๆ ที่ท่าน้ำนนทบุรี

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"ถ้าไม่ได้ทำก็คงคาใจไปตลอด"
การแสดงออกในเชิงสนับสนุนพลังและแนวคิดของคนรุ่นใหม่คือสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับเมื่ออยู่ในช่วงวัยเดียวกัน เมื่อถูกถามว่าการทำเช่นนี้มีความหมายต่อชีวิตตัวเองอย่างไร คำตอบที่ได้คือ "ถ้าทรายไม่ได้ทำทรายก็คงข้องใจไปตลอด" เพราะนับตั้งแต่เกิดรัฐบาลปี 2557 ที่นักกิจกรรมหลายคนที่ออกมารณรงค์เรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ หรือการที่ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกจับกุมเพียงเพราะการชูสัญลักษณ์สามนิ้ว นั้นเป็นเรื่องที่เธอมองว่า "เหนือจริง" และเมื่อมีโอกาสที่จะออกมาเคลื่อนไหวในรูปแบบของเธอ จึงลงมือทำและยอมแลกกับสิ่งที่เคยมองว่าเป็นราคาที่สูงเกินไป
ต้องบอกเลิกกับแฟน

ที่มาของภาพ, Standard Archives
"แต่ก่อนหน้านี้เราถือว่าหน้าที่ลูก นักแสดง หรือประชาชนคนหนึ่งที่เสียภาษี ทรายก็ทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ที่เราควรจะดูแลคนที่จะมีชีวิตต่อจากเรา…พอมาถึงจุดหนึ่งทรายก็ต้องตัดสินใจบอกเลิกกับแฟนไปเลยเพราะมันมีเรื่องความปลอดภัยของเขาและครอบครัวของเขา…ถามว่า (สิ่งที่ทำ) มันมีราคาสูงไหม มันสูง แต่ถามว่าถึงขั้นจ่ายไม่ไหวไหม มันยังไหวอยู่…เพราะทรายจะไม่มีความสุขอะ ถ้าสมมติวันนี้เป็นวันเกิดแฟน แล้วมีน้องคนหนึ่งโดนหมายเรียกหรือโดนจับ ทรายก็ไม่สามารถไปกินข้าวได้อย่าง... คือทรายจะกลายเป็นแฟนที่ไม่ดี มันจะไม่สบายใจเลย"
อินทิราไม่ได้ปกปิดเรื่องสภาพจิตใจที่เคยอ่อนแอ และยอมรับว่าการออกมาทำงานมวลชนในขณะนี้ช่วยเธอให้มีความสุขจากการได้สนับสนุนกลุ่มเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ แม้จะมีความรู้สึกห่อเหี่ยวเมื่อได้เห็นวิธีการรับมือของภาครัฐ แต่สิ่งที่ปลอบประโลมใจคือได้เห็นว่าเยาวชนได้สิ่งของที่เธอสนับสนุนในการทำกิจกรรมและนั่นทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีประโยชน์ "มันเป็นฟีลแบบเหมือนลูกขึ้นงานแสดงโรงเรียนมั้ง" เธอเล่าด้วยท่าทีเป็นสุข
- ชุมนุม 29 ตุลา: เรียกร้องตรวจสอบการใช้งบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ผ่าน "แฟชั่นโชว์-ศิลปะราษฎร"
- ม.112: พระสงฆ์ไทยขอลี้ภัยในต่างแดน หลังถูกข้อหา "112 จำแลง" เพราะข้อความวิจารณ์กษัตริย์
- ผู้ต้องหา ม.112 ประกาศ "ก้าวข้ามเส้นแห่งความกลัว" เดินหน้าเรียกร้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบันฯ
- ม.112: แกนนำ-ผู้ปราศรัย นักกิจกรรมกลุ่ม "ราษฎร" 8 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่หากย้อนกลับไปมองในวงการอาชีพที่เธอเคยคลุกคลี อินทิราอาจเป็นคนที่ถูกมองได้ว่าผิดแผก
"ก็อาจโชคดีว่าทรายไม่มีเพื่อนในวงการแสดง ทรายรู้ว่าการให้น้ำหนักแต่ละอย่างในชีวิตของคนไม่เท่ากัน เราเคยผ่านจุดที่ว่าถ้าทำแบบนี้แม่กับน้องจะไม่ปลอดภัยมาแล้วในตอนนั้น ขนาดเราทำใจมาแล้ว เรายังไปได้ไม่สุด แล้วบางคนใจเขาไม่ได้ขนาดนั้นและมันไม่ใช่ความผิดอะไรที่เขาจะเลือกครอบครัวหรือเลือกความมั่นคง หรืออะไรแบบนี้ ดังนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าคาดหวังหรือผิดหวังใด ๆ เลยทั้งสิ้น"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ฉายา "แม่ยก"
การทำหน้าที่ส่งกำลังบำรุงและแรงหนุนของอินทรา เป็นไปโดยไร้กลยุทธ์ แต่ได้รับทุนทรัพย์จากคนที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน และนั่นคือที่มาของคำว่าเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" ที่เธอมองว่ามีความหมายในทางลบ และมีนัยทางการเมือง และพึงใจกับคำว่า "แม่ยก" มากกว่า ทุกวันนี้แรงหนุนทั้งในรูปตัวเงินและการลงแรงขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ล้อไปกับขอบข่ายการทำหน้าที่ "แม่ยก" ของเธอที่ขยายไปยังในเวทีมวลชนอื่น ๆ เช่น ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่รายได้จากการแสดงของอินทิราเดินสวนทางหดหายลงไปราว 70%
การถูกออกหมายเรียกในข้อกล่าวหารุนแรงอย่างอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ การต้องสละความสุขส่วนตัวอย่างเลิกรากับคนรัก หรือสูญเสียรายได้จากการแสดง ไม่ได้ทำให้อินทิราต้องย่อท้อ หรือคิดหยุดเคลื่อนไหว และยังจะเดินหน้าต่อสนับสนุนเยาวชนที่เคลื่อนไหวในเวทีต่างจังหวัดหลายเวที
"ไม่ (ท้อ) ทำต่ออย่างเดียวเลย จริง ๆ อาจจะโดนอีกใบด้วยซ้ำ ไม่ได้ทำให้หยุด…เราจะทำต่อจนกว่าจะโดนจับหรือโดนอายัดบัญชีที่ทำให้เราไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าโดนแล้วต้องหยุดเลย"











