ผู้ต้องหา ม.112 ประกาศ "ก้าวข้ามเส้นแห่งความกลัว" เดินหน้าเรียกร้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบันฯ

นักกิจกรรมเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นักกิจกรรมกลุ่ม "24 มิถุนาประชาธิปไตย" ร่วมเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์ให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก วันนี้ (10 ธ.ค.)

หลังจากมีนักศึกษาและประชาชนอย่างน้อย 24 คน ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ภายในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน การเคลื่อนไหวของแนวร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จึงได้หันมาชูประเด็นให้ยกเลิกกฎหมายมาตรานี้ ที่พวกเขาวิจารณ์ว่า "ป่าเถื่อนล้าหลัง" และมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง

"แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" กลุ่ม "ม็อบเฟสต์" และ "24 มิถุนาประชาธิปไตย" จัดกิจกรรมในวันนี้ (10 ธ.ค.) ซึ่งตรงกับวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยจัดที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาและบริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก

แม้ผู้ร่วมกิจกรรมจะมีจำนวนไม่มากนักและไม่ได้มีลักษณะเป็นการชุมนุมบนท้องถนน แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้นำตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากพร้อมด้วยลวดหนามหีบเพลงมาปิดกั้นการจราจรถึง 3 จุด คือ บนสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก สะพานชมัยมรุเชฐ ถ.พิษณุโลก และสะพานเทเวศรนฤมิตร ถ.สามเสน

เตือน "สถาบันกษัตริย์จะตกเป็นที่ครหา"

เวลาประมาณ 09.30 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งขณะนี้ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อหามาตรา 112 แล้วเกือบ 10 คดี และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จากแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ นำทีมนักศึกษาและประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 อ่านแถลงการณ์ "เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

แถลงการณ์ระบุว่ากิจการของสถาบันกษัตริย์ถือเป็นกิจการสาธารณะอันส่งผลกระทบต่อประชาชนและใช้ภาษีประชาชนบางส่วน ดังนั้นประชาชนจึงต้องสามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของสถาบันกษัตริย์ได้

"เนื่องในวันรัฐธรรมนูญลวันสิทธิมนุษยชนสากล เรา นิสิตนักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ผู้ซึ่งถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพโดยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรดังกล่าว ให้ยุติการดำเนินคดี รวมถึงล้างมลทินและชดเชยเยียวยาผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีจากกฎหมายป่าเถื่อนล้าหลังมาตรานี้ทั้งหมดเพื่อคืนความยุติธรรมแก่สังคม"

พริษฐ์ ชิวารักษ์ นำกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหามาตรา 112 อ่านแถลงการณ์

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พริษฐ์ ชิวารักษ์ นำกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหามาตรา 112 อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายนี้

นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่าขณะนี้เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 กำลังจัดทำเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อว่า "NO112" เพื่อเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกดำเนินคดีและเป็นช่องทางในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลักดันยกเลิกกฎหมายนี้

"การใช้มาตรา 112 ยิ่งจะสร้างความขัดแย้งทางการเมืองให้ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งในปัจจุบันนี้ประชาชนได้เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ซึ่งรวมถึงการขอให้ยกเลิกมาตรา 112 ด้วย ดังนั้นหากการใช้มาตรา 112 ดำเนินต่อไป สถาบันกษัตริย์ของเราก็จะตกเป็นที่ครหาว่าใช้กฎหมายเพื่อปิดปากประชาชนที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน" นายพริษฐ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

"ก้าวข้ามเส้นแห่งความกลัว"

นายพริษฐ์ยอมรับว่าในอดีต มาตรา 112 ทำให้คนรู้สึกกลัวและไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขณะนี้เขาและผู้ต้องหามาตรา 112 ได้ "ก้าวข้ามเส้นแห่งความกลัว" จึงพร้อมเดินหน้าเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายนี้รวมทั้งการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต่อไป และเชื่อว่ากฎหมายไหนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมประชาธิปไตยจะถูกยกเลิกโดยมติมหาชนไปเอง

เวลาใกล้เคียงกันที่สำนักงานสหประชาชาติ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม "24 มิถุนาประชาธิปไตย" พร้อมด้วยนักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งมายื่นจดหมายเรียกร้องให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกดดันรัฐบาลไทยให้ยุตารดำเนินคดีต่อนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

ตำรวจนำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามหีบเพลงมาปิดการจราจรบน ถ.ราชดำเนินนอก

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, แม้จะไม่มีการชุมนุมหรือเคลื่อนขบวน แต่ตำรวจก็นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามหีบเพลงมาปิดการจราจรบน ถ.ราชดำเนินนอก ถ.พิษณุโลก และ ถ.สามเสน

ทั้งนี้นายสมยศเป็นอดีตนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกศาลตัดสินจำคุกนานถึง 7 ปีจากการเป็นบรรณาธิการนิตยสารที่ลงบทความที่ถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ เขาเพิ่งพ้นโทษจำคุกมาเมื่อเดือน เม.ย. 2561 แต่กลับถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 อีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากการขึ้นปราศรัยในการชุมนุม "19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร" ที่ท้องสนามหลวงเมื่อ 19-20 ก.ย.

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า การใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ดำเนินคดีกับประชาชนหลังรัฐประหารปี 2557 แบ่งได้เป็น 3 ช่วงคือ

  • ช่วงที่ 1 2557-2561 เป็นช่วงหลังการรัฐประหาร มีผู้ถูกดำเนินคดีที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายทั้งหมด 54 คดี
  • ช่วงที่ 2 หลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อ 13 ต.ค. 2559
  • ช่วงที่ 3 การชุมนุมของนักศึกษาในปี 2563 ขณะนี้มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหามาตรา 112 แล้ว 24 คน ใน 11 คดี
ผู้ต้องหามาตรา 112 ชูสามนิ้ว

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรวมตัวเป็น "เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112"

ปัญหา 6 ประการของมาตรา 112

กิจกรรมที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในช่วงบ่ายมีการเสวนาในหัวข้อ "112" โดยหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายคือนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและอดีตนักวิชาการนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงปัญหา 6 ประการของกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้แก่

1. ปัญหาเรื่องตำแหน่งแห่งที่: มาตรา 112 ถูกจัดอยู่ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ทำให้ถูกตีความในลักษณะความผิดร้ายแรง ผู้ต้องหาจึงไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งที่การหมิ่นประมาทหรือทำให้เสียเกียรติยศชื่อเสียงเป็นเรื่องของตัวประมุข ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงของรัฐ

2. ปัญหาเรื่องอัตราโทษ:ก่อนหน้านี้ความผิดตามมาตรานี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี แต่หลังรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 มีการแก้ไขโทษให้สูงขึ้นเป็นจำคุก 3-15 ปี ซึ่งนับว่าเป็นโทษที่หนักเกินกว่าเหตุ

3. ปัญหาเรื่องการไม่มีเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษ: กฎหมายหมิ่นประมาทคนธรรมดาจะมีเหตุยกเว้นความผิด เช่น ถ้าพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ ให้ถือว่าไม่มีความผิด และหากพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงจะเป็นเหตุให้ได้รับการยกเว้นโทษ แต่มาตรา 112 ไม่มีทั้งเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษ แม้จะวิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ตาม

4.ปัญหาเรื่องการเปิดให้ใครก็แจ้งความได้: ในคดีหมิ่นประมาททั่วไป คนที่เสียหายจะต้องเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเอง แต่มาตรา 112 ใคร ๆ ก็ไปแจ้งได้ จึงเกิดการนำไปกลั่นแกล้งกัน และเกือบทั้งหมดตำรวจก็จะรับแจ้งความและดำเนินคดีต่อเพราะเห็นว่าเป็นมาตรานี้

5.ปัญหาเรื่องการตีความกฎหมาย: ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการและศาล มักตีความเกินเลยกว่าตัวบท ยกตัวอย่างเช่น ศาลฎีกาเคยตีความถึงขนาดว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัชกาลที่ 4 เข้าความผิดตามมาตรา 112 ด้วย หรือการที่ตีความมาตรา 112 ให้ครอบคลุมพระบรมวงศานุวงศ์ จนกระทั่งถึงสุนัขทรงเลี้ยง

6. ปัญหาเรื่องขัดรัฐธรรมนูญ: เมื่อมีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามาตรา 112 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยแล้วว่ากฎหมายนี้ "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองให้มาตรา 112 ยังบังคับใช้ได้ต่อไป

คนชูพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายปิยบุตรชี้ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมหรือ "รอยัลลิสต์" ไม่ได้มองกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท แต่เป็นกฎหมายที่ใช้ดำเนินการกับผู้ที่ "ลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์"

"ไม่ได้เป็นแค่กฎหมายธรรมดา ๆ"

นายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ "ไม่ใช่กฎหมายธรรมดา ๆ" แต่เป็น "กฎหมายนโยบาย" ที่มีกลไกรัฐกำกับการใช้งาน

"ยกตัวอย่างเช่น บทจะใช้ก็ใช้กันจนคดีเต็มไปหมด และใช้กันเกินตัวบทไปเยอะ บทจะไม่ใช้ก็ไม่ใช้เอาดื้อ ๆ แล้วจากนั้นก็เอากลับมาก็ใช้อีก นั่นแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่แค่กฎหมายมาตราหนึ่งในกฎหมายอาญา"

เขายังชี้ให้เห็นถึง "ความไม่ธรรมดา" อีกประการหนึ่งของกฎหมายนี้ นั่นคือฝ่ายอนุรักษนิยม-รอยัลลิสต์ ไม่ได้มองว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายป้องกันการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่มองว่าเป็นกฎหมายที่มีไว้ดำเนินการกับผู้ที่ลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

"กฎหมายว่าด้วยการลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรัฐสมัยใหม่ไม่ใช้กันแล้ว เพราะการบังคับให้คนทั้งประเทศเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดียวกันมันเป็นไปไม่ได้" นายปิยบุตรกล่าว "การใช้กฎหมายเพื่อหยุดการวิจารณ์นั้นเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่จะหยุดการวิจารณ์ที่ดีที่สุดก็คือการปฏิรูปตนเองให้สอดคล้องกับยุคสมัย ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย"

นักวิชาการด้านกฎหมายผู้นี้ยังเสนอไปไกลถึงขั้นที่ว่า ควรแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาททั้งระบบ ไม่ใช่แค่ยกเลิกมาตรา 112 เท่านั้น

"มันควรจะต้องถึงเวลาแล้วที่โทษในคดีหมิ่นประมาทและดูหมิ่นทั้งหมดจะต้องเอาออกจากประมวลกฎหมายอาญา คดีหมิ่นประมาทควรจะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายแต่ละคนไปประเมินกันเองว่าตัวเองได้รับความเสียหายหรือไม่อย่างไร แล้วไปฟ้องเรียกค่าเสียหายเอา"

เขายืนยันว่าโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ควรถึงขั้นจำคุก แต่ควรเป็นโทษปรับและการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง