ม.112: ศาลมีคำสั่งให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพิ่มความระมัดระวังไม่ให้กระทบสิทธินายอานนท์กับพวก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกมีคำสั่งในวันนี้ (29 มี.ค.) ให้เจ้าพนักงาน เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร "ทำหน้าที่โดยใช้ความระมัดระวัง เพื่อให้ผู้ร้องกับพวกได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง" หลังพิจารณาแล้วเห็นว่า "ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องกับพวกเท่าที่ควร"
คำสั่งดังกล่าวเป็นผลจากกรณีที่นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร ยื่นคำร้อง ขอไต่สวนเรื่องการคุ้มครองสิทธิในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หวั่นเกิดอันตรายในเรือนจำจากเหตุที่มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในยามวิกาล
โดยในคำสั่งศาลพิจารณาโดยให้เหตุผลว่า ผู้ร้องกับพวกในฐานะผู้ต้องขังคนหนึ่ง ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องขังอื่น การเข้าตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการกระทำโดยไม่ได้คำนึงสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชนนานาอารยประเทศให้การรับรองและคุ้มครอง การดำเนินการตรวจร่างกายของผู้ต้องขัง หรือย้ายสถานที่คุมขัง หรือกระทำการใด ๆ กรมราชทัณฑ์จึงต้องดำเนินการในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม สมควร และเป็นไปตามระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตในฐานะผู้ต้องขัง
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ย้อนลำดับเหตุการณ์ตามคำชี้แจงของกรมราชทัณฑ์
วันที่ 15 มี.ค.
- 18.40 น. เรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานครได้นําตัว นายภาณุพงศ์ จาดนอก นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา และนายปิยรัฐ จงเทพ มาคุมขังรวมกับนายอานนท์ นำภา และผู้ต้องขังอื่น ๆ รวม 16 คน เนื่องจากต้องเก็บสารคัดหลั่งเพื่อนําไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) เป็นขั้นตอนปกติของเรือนจํา ตามมาตรการการคัดกรองของกระทรวงสาธารณสุข และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวไรโคโรนํา 2019
- 22.00 น. บุคลากรทางการแพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เวรนอกเวลาราชการ และได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นศูนย์การตรวจโควิดที่ให้บริการตรวจวินิจฉัยตลอด 24 ชั่วโมง ได้เข้ํามาทําการเก็บสารคัดหลั่ง บุคลากรดังกล่าวได้เตรียมอุปกรณ์ป้องกัน (ชุด PPE) และชุดตรวจหาเชื้อทางโพรงจมูกจนแล้วเสร็จ จึงได้เข้าตรวจเวลา 23.00 น. ปรากฏว่ามีผู้ต้องขัง รวม 7 ราย ได้แก่ นายอานนท์ นายภาณุพงศ์นายจตุภัทร นายปิยรัฐ นายพริษฐ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานเรือนจำเก็บสารคัดหลั่ง สําหรับ ผู้ต้องขังที่เหลือ จํานวน 9 ราย ให้ความร่วมมือในการเก็บสํารคัดหลั่งเป็นอย่างดี เจ้าพนักงานเรือนจาได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลําดับ
วันที่ 16 มี.ค.
- 01.00 น. เจ้าพนักงานเรือนจําได้เข้าไป เก็บสารคัดหลั่งอีกครั้ง แต่ผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือ ผู้บังคับบัญชาจึง สั่งการให้แยกกํารคุมขังผู้ต้องขัง จํานวน 9 รําย ที่ให้ควํามร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานเรือนจําไป ควบคุมไว้ในห้องขังอื่นเพื่อแยกการติดตามผลการตรวจและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด- 19 จาก กลุ่มที่ปฏิเสธกํารตรวจคัดกรอง
อัยการยังไม่มีคำสั่งกรณีฟ้อง ม.112 เยาวชน
ขณะเดียวกันที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง วันนี้ (29 มี.ค.) อัยการนัดส่งฟ้องเยาวชน 16 ปี ซึ่งเป็นคนแรกที่ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 กรณีใส่เสื้อครอปท็อป เข้าร่วมงานเดินแฟชั่นในงาน "ศิลปะราษฎร" ที่ ถ.สีลม เมื่อวันที่ 29 ต.ค.
ในเวลาต่อมาศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าอัยการยังไม่มีคำสั่งในคดี ผู้ต้องหาจึงเซ็นรายงานตัว และเดินทางกลับบ้าน

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดยก่อนหน้านี้อัยการได้เลื่อนผลัดฟ้องมาครบ 2 ครั้งแล้ว จึงเป็นการรับทราบว่าอัยการสั่งฟ้องไม่ทันใน 90 วัน นับจากนี้ต้องรอฟังผลอีกครั้งจากอัยการสูงสุด
ก่อนเข้ารับฟังการพิจารณา เยาวชนรายนี้ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านกับวอยซ์ ทีวี ว่านี่เป็นคดีแรกที่เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก่อนที่ต่อมาจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ และอื่น ๆ จากการชุมนุมที่บริเวณชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และกรณีสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาฯ
"ผมมองว่าการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกับเยาวชนควรทำให้ถูกต้องตามหลักสากล โดยเฉพาะการแจ้งข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีควรทำให้โปร่งใสรวดเร็ว"
"ยังคงเคลื่อนไหวต่อ มองว่าเป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้ ยิ่งเราโดนแล้วก็ไม่อยากให้ใครโดนเหมือนเราอีก"
ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้ประกันตัวเยาวชนชายอายุ 16 ปี ซึ่งถูกตั้งข้อหาคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายหลังพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ยานนาวา ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ควบคุมเยาวชนซึ่งนับเป็นผู้ต้องหาคดี 112 ที่อายุน้อยที่สุด
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังได้รายงานว่า วันเดียวกันนี้ อัยการยังมีการนัดฟังคำสั่งฟ้องเยาวชนอีกรายหนึ่ง อายุ 17 ปี ผู้ถูกตั้งข้อหามีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม (วอดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรณีชุมนุมรวมพลคนไม่มีจะกิน #ตีหม้อไล่เผด็จการ ที่สกายวอล์กปทุมวัน เมื่อวันที่ 10 ก.พ.
อย่างไรก็ตาม อัยการยังไม่มีคำสั่งในคดีเช่นกัน โดยนัดให้ฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 11 พ.ค. ต่อไป












