พริษฐ์ ชิวารักษ์: จดหมายจากเรือนจำ น้ำตาของแม่และการเดินทางไกลของหญิงวัย 51 ปี
- Author, เรื่องโดย กุลธิดา สามะพุทธิ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ
กลิ่นเน่าของซากสัตว์ กลิ่นขยะและสิ่งปฏิกูลที่คนปล่อยไว้ริมทางลอยมาเป็นระยะ ฝุ่นควันคละคลุ้งอยู่กลางแดดที่แผดเผาพื้นถนนมิตรภาพจนร้อนระอุ สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ รู้สึกเจ็บระบมส้นเท้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
"มนุษย์แม่" วัย 51 ปี ร่วมเดินทางไกลในกิจกรรม "เดินทะลุฟ้า" มาเกือบ 7 กม. แล้ว น่องเริ่มปวดตึง ผิวหน้าก็แสบไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแพ้เหงื่อหรือน้ำตาที่ไหลออกมาอยู่เรื่อย เมื่อเหนื่อยล้ามาก ๆ เธอก็จะนึกถึงลูกชาย—พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ "เพนกวิน" ที่อยู่ในเรือนจำ แล้วบอกตัวเองในใจ "ลูกเราลำบากกว่านี้มาก"
- ม.112: ศาลไม่ให้ประกันตัว หลังอัยการสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ คดีแรกของการชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร"
- ม.112: ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัวอานนท์-พริษฐ์-ปฏิวัฒน์-สมยศ เหตุ "อาจหลบหนี"
- "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ปักหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ที่สนามหลวง
- เปิดสำนวนตำรวจ ทำอะไรถึงเข้าข่าย "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ"
- สถาบันกษัตริย์: สมยศ พฤกษาเกษมสุข กับข้อหา ม.112 ครั้งที่ 2
เกือบเดือนแล้วที่สุรีย์รัตน์ไม่ได้กอด ไม่ได้หอมแก้มเพนกวินอย่างที่ทำเป็นประจำ หลังจากศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวเขาและนักกิจกรรมกลุ่ม "ราษฎร" รวม 4 คนซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการชุมนุม "19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร" ที่สนามหลวงเมื่อเดือน ก.ย. 2563
วันที่ 9 ก.พ. สุรีย์รัตน์ใจสลายเมื่อรู้ว่าลูกต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพราะครั้งนี้เป็นการขังระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งยาวนานไม่มีกำหนดหากศาลไม่ให้ประกันตัว ต่างจากการฝากขังที่ทำได้สูงสุด 84 วัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ตั้งแต่วันนั้นมาสุรีย์รัตน์ร้องไห้เกือบตลอดเวลา และปวดใจหนักขึ้นเมื่อได้รับข้อความที่เพนกวินหรือที่คนในบ้านเรียกว่า "พี่พีท" ฝากทนายมาบอกว่า "ครั้งนี้คงติดนานหน่อยนะ... รักแม่นะ... เสียดายที่เราไม่ได้ลากัน"
หลังจากผ่านคืนที่หลับไม่ลงจนสว่างคาตา สุรีย์รัตน์ก็ตัดสินใจว่าจะไม่เพียงแค่สนับสนุนลูกอยู่ข้างหลังอีกต่อไป แต่จะออกมาเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมแทนเขา จะต่อสู้เพื่อเขา รวมทั้งลูก ๆ และบุคคลอันเป็นที่รักของทุกครอบครัวที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับเพนกวิน
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ลูกค้าที่จ้างบริษัทของเธอทำโปรเจกต์ใหญ่ ไม่พอใจที่เธอไม่ห้ามปรามลูก เรียกเธอไปตักเตือนหลายครั้งหลังจากมีภาพออกสื่อเวลาที่ไปเป็นเพื่อนลูกที่สถานีตำรวจหรือขึ้นศาล จนสุดท้ายเขาแนะนำให้เธอ "ไล่ลูกออกจากบ้านไปเลย" ซึ่งเป็นสิ่งที่สุรีย์รัตน์รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เธอจึงไม่เสียใจเมื่อลูกค้าไม่ต่อสัญญาอีก
แม้รายได้จะหายวับไป แต่เธอก็ได้อิสรภาพที่จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมอย่างที่ใจต้องการ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เธอถามสามีและลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปี 1 ว่าคิดยังไงถ้าแม่จะออกมาร่วมรณรงค์เรียกร้องให้ปล่อยตัวพี่พีท และการเปิดหน้าสู้อย่างนี้ย่อมจะมีผลกระทบกับครอบครัว ตั้งแต่รายได้ที่หายไปจากบริษัทรับทำบัญชีของแม่ไปจนถึงการตกเป็นเป้าด่าทอของใครต่อใคร
พ่อเพนกวินไม่คัดค้าน เขาสนับสนุนลูกชายมาตลอดและเป็นคนที่คอยปลอบใจสุรีย์รัตน์ที่มักจะกังวลเรื่องลูก ลูกสาวคนเล็กก็เช่นกัน เธอบอกว่าอยากให้พี่กลับมา ห่วงแค่ว่าแม่จะรับความกดดันที่ตามมาไหวหรือเปล่า
"น้องบอกว่าถ้าไม่มีเงิน อย่างมากเราก็ขายบ้านไปเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่กัน และรับปากว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะดูแลตัวเองให้เรียนต่อได้จนจบ"
เมื่อได้ไฟเขียวจากสามีและลูกสาว เธอรีบออกไปหาเพนกวินที่เรือนจำ บอกเขาผ่านอินเทอร์คอมว่าแม่คงไม่ได้มาเยี่ยมหลายวันเพราะจะไปร่วม "เดินทะลุฟ้า" กับพี่ไผ่ ดาวดิน
กิโลเมตรแรกและต่อ ๆ มา
วันที่ 21 ก.พ. สุรียรัตน์ปรากฏตัวที่ขบวน "เดินทะลุฟ้า" ซึ่งเป็นกิจกรรมเดินทางไกล 247.5 กม. จาก จ.นครราชสีมาถึงกรุงเทพฯ จัดโดยกลุ่ม "ราษฎร" และเครือข่ายภาคประชาชน People Go Network
ขบวนเดินทะลุฟ้าออกเดินจากตัวเมืองโคราชตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. ชูข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ หนึ่ง-"ปล่อยเพื่อนเรา" ซึ่งหมายถึง 4 แกนนำกลุ่มราษฎรที่ถูกขังระหว่างพิจารณาคดี ม.112 ได้แก่ อานนท์ นำภา พริษฐ์ ชิวารักษ์ ปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม และสมยศ พฤกษาเกษมสุข สอง-"เขียนรัฐธรรมนูญใหม่" และ สาม-"ยกเลิก ม.112"
ขบวนเดินทะลุฟ้าเก็บระยะทางได้ประมาณ 15 กม. ต่อวัน ระหว่างทางจะหยุดพักทุก ๆ 2-3 กม. เป็นเวลา 15 นาที พักเที่ยง 2 ชั่วโมง และสิ้นสุดการเดินในเวลาประมาณ 4 โมงเย็นของทุกวัน สมาชิกมีทั้ง "ทีมเดิน" ที่อยู่กับขบวนตั้งแต่กิโลเมตรแรก นำโดยจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาหรือ "ไผ่ ดาวดิน" ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จากการชุมนุม "19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร" และสมาชิกขาจรที่มาร่วมเดินทางไกลเป็นช่วง ๆ

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai
กิโลเมตรแรกและวันแรกของสุรีย์รัตน์นั้นไม่ง่าย เธอยังหัวใจสลายและเป็นห่วงลูกที่อยู่ในเรือนจำ ร่างกายก็ไม่แข็งแรงนักเพราะเป็นคนที่ "การออกกำลังเป็นศูนย์ถึงติดลบ" และทั้งชีวิตมีแต่การทำงานกับเป็นแม่บ้านดูแลลูก ๆ จึงไม่เคยมีประสบการณ์ในการร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนแบบนี้
"ที่ผ่านมาเราแค่สนับสนุนอยู่ข้างหลัง ไม่ออกสื่อเพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อการงานและคิดว่าอาจจะยังไม่ถึงเวลา กลัวว่าเราจะทำอะไรไม่ถูกหรือทำให้ขบวนเขาเสีย เราอาจจะทำอะไรให้มีปัญหา แต่เมื่อถึงจุดนี้แล้ว รู้สึกว่าถ้าเราไม่ต่อสู้เพื่อลูกเราแล้วใครจะต่อสู้ พ่อแม่พี่น้องที่เขามาจากหลาย ๆ ที่ ยังมาต่อสู้" สุรีย์รัตน์เผยความรู้สึก
สุรีย์รัตน์เชื่ออย่างแรงกล้าว่าลูกชายของเธอ รวมทั้งอานนท์ ปฏิวัฒน์และสมยศ พึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตามหลักในคดีอาญาที่ว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เหนือสิ่งอื่นใด สุรีย์รัตน์มั่นใจว่าลูกชายของเธอไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องติดคุก

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
"สิ่งที่เขาทำ เราคิดว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด มันเป็นแค่การแสดงความคิดเห็น เป็นการคิดต่าง ซึ่งการเห็นต่างไม่ผิด เราสอนลูกเรามาตั้งแต่เล็กว่าคิดต่างไม่เคยผิด เราคุยกันด้วยเหตุผลตลอด เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่า สิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ผิดอะไรและก็ไม่น่าจะถึงขนาดถูกจองจำ"
การเดินวันแรกของสุรีย์รัตน์แม้ไม่ง่ายแต่ก็ผ่านไปด้วยดี เธอได้กำลังใจจากเพื่อนร่วมทาง โดยเฉพาะจากมนุษย์แม่อีกคนหนึ่งคือพริ้ม บุญภัทรรักษา ผู้เป็นแม่ของจตุภัทร์ ที่เคยผ่านความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ตอนที่ลูกชายถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกลงโทษจำคุกในคดี 112 มาก่อนหน้านี้ และถูกดำเนินคดีอีกครั้งจากการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มราษฎร
สุรีย์รัตน์ร่วมเดินทางไกลอีกในวันต่อมา ก่อนจะกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อจัดการเอกสารบางอย่างเกี่ยวกับการขอประกันตัวเพนกวิน เธอกลับมาร่วมเดินทะลุฟ้าอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ครั้งนี้สุรีย์รัตน์โทรศัพท์ชวนยุพิน แม่ของภาณุพงศ์มาร่วมเดินด้วย และผันตัวจากการเป็น "หน้าใหม่" ในขบวนมาเป็นพี่เลี้ยงให้แม่ของไมค์ ซึ่งเพิ่งเคย "เปิดหน้า-ออกสื่อ" เป็นครั้งแรกเช่นกัน
ใครที่ผ่านไปบน ถ.มิตรภาพ ช่วง อ.แก่งคอย จ.สระบุรีในวันนั้นจะได้เห็นแม่ 3 คน เดินตามกันกลางแดดที่ร้อนระอุ ผู้หญิง 3 คน ที่บ้านอยู่กันคนละจังหวัด มีชีวิตแตกต่างกันในเกือบทุกด้านทั้งอาชีพการงานและความเป็นอยู่ แต่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางในการต่อสู้หลังจากที่ลูก ๆ ของพวกเธอตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามมาตรา 112

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai
แม่ของเด็กหนุ่มทั้ง 3 คน หรือที่ไผ่ตั้งชื่อล้อกลุ่ม "ราษฎร" ว่าเป็นกลุ่ม "ราษมารดา" คงตอบไม่ได้ว่าใครทรมานใจกว่ากัน ระหว่างแม่ของเพนกวินที่ลูกชายอยู่ในเรือนจำมาแล้วกว่า 20 วัน กับแม่ของไผ่และไมค์ที่แม้จะมีลูกชายเดินเคียงข้างในวันนี้ แต่ยังไม่รู้ว่าลูกจะต้องสิ้นอิสรภาพเหมือนกันหรือไม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ขบวนเดินทะลุฟ้าคาดว่าจะเข้าเขตกรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้ และจะพิชิตกิโลเมตรที่ 247.5 ก่อนวันที่อัยการนัดหมายผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งรวมทั้งไผ่และไมค์ และคดีอื่น ๆ จากการชุมนุมของกลุ่ม "ราษฎร" มาฟังคำสั่งว่าจะส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ และหากฟ้องศาลจะให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีหรือไม่ในวันที่ 8 มี.ค. นี้
อยากบอกเพนกวินว่า....
"จงมั่นใจในสิ่งที่ลูกทำ พวกเรารักลูก สนับสนุนลูกในทุกย่างก้าว"
23 ก.พ. สุรีย์รัตน์ได้รับจดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 2 ห้อง 7 ที่เพนกวินเขียนและฝากมาถึงแม่ ซึ่งต่อมาได้มีผู้นำมาโพสต์เผยแพร่ในเฟซบุ๊ก เธอใช้เวลาหลายวันกว่าจะอ่านจบ เพราะหยิบมาอ่านครั้งใดก็มักจะร้องไห้จนอ่านต่อไม่ไหว
ในจดหมายฉบับนั้น เพนกวินเล่าว่าแม่ไม่เคยห้ามเมื่อเขาเลือกเดินตามวิถีของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม่เพียงย้ำเตือนว่าราคาที่เขาต้องจ่ายนั้นมากเพียงใด

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai
"ตลอด 6 ปีแห่งการต่อสู้ ลูกขอขอบคุณที่แม่เข้าใจ ยอมรับและเป็นกำลังใจให้กับทุกย่างก้าวที่ลูกต้องการเดินบนวิถีทางนี้ ลูกขอโทษหากวิถีทางที่ลูกเลือกอาจสูบกินห้วงเวลาดี ๆ ที่คนเป็นลูกควรจะใช้กับคนเป็นแม่ แต่ลูกเชื่อว่าแม่ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่า แม่ไม่ได้เพียงให้กำเนิดลูกชายมาคนหนึ่ง แต่แม่ให้กำเนิดนักคิดนักฝันและนักต่อสู้ขึ้นมาบนโลกใบนี้ด้วย...ระหว่างนี้ลูกจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด จะรักษาร่างกายจิตใจและศักดิ์ศรีความเป็นนักสู้ให้สมบูรณ์ถึงวันที่ได้ออกไปกอดแม่อีกครั้ง"
สุรีย์รัตน์บอกว่าจดหมายของเพนกวินทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าเธอไม่ควรจะอ่อนแอเพราะลูกยังต้องการอ้อมกอดและต้องการให้อยู่เคียงข้างเขาในการต่อสู้ และยิ่งทำให้มั่นใจว่าการเลือกออกมาร่วมเรียกร้องความยุติธรรมกับคนอื่น ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
"อ่านจดหมายของลูกแล้วแม่รู้ว่าแม่ต้องกลับมา ลูกจ่ายเท่าไหร่เราอเมริกันแชร์ แม่ร่วมจ่ายด้วย ครอบครัวเราร่วมจ่ายกันหมดหน้าตัก ถ้าการจ่ายครั้งนี้ของครอบครัวเราจะทำให้ครอบครัวอื่นไม่ต้องเจอในสิ่งที่พวกเราเจอ มันก็คุ้มอย่างที่ลูกว่า" เธอพูดตอบจดหมายของลูกชาย
แต่แม่ก็คือแม่ แม้จะบอกตัวเองให้เข้มแข็ง แต่ความห่วงหาอาทรลูกนั้นห้ามกันไม่ได้
"คนเป็นแม่จะรู้... ทุกครั้งที่กินข้าว เราก็จะนึกว่าลูกเรากินอะไร จะมีรสชาติมั้ย พอฝนตก อากาศหนาว เราก็จะห่วงว่าลูกเราหนาวมั้ย เรามาเดินก็คิดไปว่าลูกอยู่ในนั้นไม่มีที่เดิน มันคับแคบมาก" สุรีย์รัตน์บรรยายความรู้สึกให้บีบีซีไทยฟัง

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai
สิ่งที่เธอห่วงที่สุดคือเรื่องการเรียน เธอให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูก ๆ มาก และหวังว่าเพนกวินซึ่งขณะนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จะสามารถเรียนต่อได้จนจบ
ส่วนเขาจะเลือกเส้นทางชีวิตแบบไหนนั้น เธอพร้อมสนับสนุนเต็มที่
"เขา (เพนกวิน) เคยถามแม่ว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร เราก็ตอบไปว่าลูกจะเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกตื่นมาทุกเช้าแล้วลูกมีความสุข ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ทำร้ายใคร ไม่เป็นโทษกับใคร แล้วถ้าจะให้ดีก็เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองให้รอดด้วย"
อยากบอกพ่อแม่คนอื่น ๆ ว่า...
"เด็กพวกนี้เขารักคุณนะ เขารักพ่อแม่นะ"
เหตุผลหนึ่งที่สุรีย์รัตน์ออกมาเคลื่อนไหวเป็นเพราะเธอมีบางอย่างที่อยากสื่อสารกับพ่อแม่ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย
จากการตามไปดูแลเพนกวินในที่ชุมนุมหรือไปเป็นเพื่อนเขาที่สถานีตำรวจและศาล สุรีย์รัตน์ได้พบกับเด็ก ๆ หลายคนที่มีปัญหากับครอบครัว พ่อแม่ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาทำ
"ปัญหาของเขาก็คือคุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาทำ แต่เด็ก ๆ เขารักคุณนะ เขารักพ่อแม่นะ เขาห่วงความรู้สึกพ่อแม่มาก เรารู้ว่าเด็กพวกนี้เขาถูกเลี้ยงมาดี แล้วพ่อแม่ทั้งหลายก็เลี้ยงลูกมาดีที่ทำให้เขามีจิตสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม" สุรีย์รัตน์กล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ด้วยดีกรี "แม่เพนกวิน" ผู้ซึ่งผ่านการพูดคุยถกเถียงกับลูก ผ่านความทุกข์ ความกลัวมามากมายตลอด 6 ปีที่ลูกชายออกมาเป็นหนึ่งในแกนนำการชุมนุมทางการเมือง สุรีย์รัตน์ชักชวนให้พ่อแม่ผู้ปกครอง "เปิดใจ" และ "ฟัง"
"เด็กเราทำดี ถึงแม้ว่าคนรุ่นเก่าอย่างเราจะคิดเหมือนหรือไม่เหมือนลูก แต่ก็เปิดรับฟังความเห็นซึ่งกันและกันได้ ถ้าเราเปิดใจฟังเขา เขาก็จะฟังเรา" จากประสบการณ์ตรงของเธอ แม่เพนกวินบอกว่าการเปิดใจรับฟังนำไปสู่ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
"ลูกจะรู้สึกว่ามีคนที่รักเขาอยู่ที่บ้าน เขาจะทำอะไรที่ไหนก็แล้วแต่ เขาจะมาม็อบหรือไปทำอะไรก็ตาม เขาจะมีลิมิต เขาจะรู้ว่าเขาต้องดูแลตัวเองเพื่อจะกลับไปเจอคนที่บ้าน เราไม่ต้องบอกเลยว่าอย่าทำนะ เพราะเขาเข้าใจและเห็นใจพ่อแม่...เด็กสมัยนี้เขาคิดได้ ตระหนักได้ ต้องให้เกียรติในความคิดของเขา" แม่เพนกวินให้ความเห็น ก่อนจะเสริมว่า "แต่ก็อย่าให้พ่อแม่ปรับตัวฝ่ายเดียว เด็ก ๆ ก็ต้องปรับตัวด้วย"
อยากบอกศาลยุติธรรมว่า...
"หวังว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน"
ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. ที่เพนกวิน อานนท์ ปฏิวัฒน์และสมยศถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ จนถึงวันที่ 27 ก.พ. ทีมทนายยื่นขอประกันทั้งตัวต่อศาลอุทธรณ์ทั้งหมด 4 ครั้ง ทุกครั้งศาลมีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัว ด้วยเหตุผลที่ว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวอาจหลบหนี และคำปราศรัยกระทบกระเทือนจิตใจของชาวไทยผู้จงรักภักดี
แต่สุรีย์รัตน์ไม่หมดหวัง
"ยังหวังว่าจะได้ปล่อยตัว หวังว่าความยุติธรรมมีจริง หวังว่าศาลสถิตยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่ใช่แค่เพนกวิน แต่ทุกคน ทั้งทนายอานนท์ หมอลำแบงค์ (ปฏิวัฒน์) พี่สมยศ และคนอื่น (ผู้ต้องหามาตรา 112) ที่รอคิวอยู่ในลิสต์อยากให้เขาทุกคนได้มีโอกาส"

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai
นักโทษที่ศาลตัดสินว่าผิด ยังได้รับโอกาสให้ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก "แต่คนของเรายังไม่ได้ผิดเลย เหตุไฉนคนเหล่านี้ถึงไม่มีโอกาสที่จะอธิบายชี้แจง พิสูจน์ความบริสุทธิ์" สุรีย์รัตน์ตั้งคำถาม
"อยากให้เขาได้มีโอกาสออกมาใช้สิทธิในการพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม พวกเขายังไม่ถูกตัดสินว่าผิด พวกเขาก็มีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว โดยเฉพาะคนที่เป็นนักศึกษาอย่างเพนกวิน เขาต้องเรียนต้องสอบ เด็ก ๆ เยาวชนคนอื่นด้วย พวกเขาต้องเรียนหนังสือ เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือ เขาคืออนาคต" สุรีย์รัตน์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ใกล้เที่ยงแล้ว ผู้นำขบวน "เดินทะลุฟ้า" ประกาศให้สมาชิกเตรียมพร้อมตั้งขบวนสำหรับการเดินในระยะต่อไป สุรีย์รัตน์จัดหมวกให้เข้าที่ หยิบธงสีขาวที่ใครบางคนวาดรูปนกเพนกวินไว้ก่อนส่งให้เธอเขียนข้อความ "รักพี่นะ เราจะสู้ไปด้วยกัน" เติมลงไป
"เราคิดเสมอว่าลูกเราลำบากกว่านี้ เพนกวินอยู่ในคุกลำบากกว่านี้... อย่างน้อยมันเป็นความภูมิใจว่าในชีวิตฉันได้ออกมาต่อสู้เพื่อลูก ถ้าไม่ได้ออกมาทำสิ่งเหล่านี้คงเสียใจ"













