ม.112: ไผ่ ดาวดิน ชี้เป็นลูกไม้เดิม ๆ ที่ให้ผลไม่เหมือนเดิม

ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBCThai
- Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
- Role, บีบีซีไทย
"ฝากบอกทุกคนว่าอยากจะสู้ก็สู้ ทำมันเต็มที่ ไม่ต้องไปเสียใจทีหลัง เราทำในฐานะประชาชน อยากทำอะไรทำให้เต็มที่ เป็นกำลังใจให้ ไม่ต้องกลัว ผมก็ยังผ่านมาได้เลยครับ" ไผ่ ดาวดิน กล่าวในวันได้รับอิสรภาพ จากการถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2562
เขาถูกศาลพิพากษาจำคุกจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14(3) เพราะแชร์พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ของบีบีซีไทย ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว มีผู้แชร์บทความเดียวกันนี้ในช่วงที่มีการเผยแพร่เมื่อปลายปี 2559 กว่า 2,600 ครั้ง
วันนี้ ไผ่ ดาวดิน หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวบ้าน ได้กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ขัดขืนปฏิเสธอำนาจรัฐและต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ทำไมถึงเป็นไผ่ที่โดน บีบีซีไทยตั้งตำถามนี้กับเขาในวันที่คุยกันผ่านวิดีโอคอล เมื่อเร็ว ๆ นี้
"เหตุผลอะไรผมไม่รู้ ต้องไปถามคนทำ" เขาตอบกลับมาเรียบ ๆ แต่ทันควัน
คงจริงที่ไม่มีใครจะตอบคำถามนี้ได้นอกจากนายทหารที่เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจนเป็นเหตุให้เขาถูกจองจำนาน 2 ปี 6 เดือน คำถามเดียวกันนี้อาจผุดขึ้นในห้วงความคิดของอีกหลายคน รวมทั้งนางอัญชัญ ปรีชาเลิศ อดีตข้าราชการกรมสรรพากร ที่เพิ่งถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ 29 กระทง รวมโทษทั้งสิ้น 87 ปี จากการแชร์คลิปวิดีโอทางยูทิวบ์ที่ศาลเห็นว่ามีข้อความแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ ทำไมถึงต้องเป็นเธอ? คำถามนี้คงก้องอยู่ในหัว

ที่มาของภาพ, BBCThai
นางอัญชัญได้รับโทษจริง 29 ปี 174 เดือน เพราะให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี แม้ก่อนหน้านั้นจะปฏิเสธทั้งน้ำตาว่าไม่ได้กระทำความผิด
ไผ่เองก็เช่นกัน เขารับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงไม่ต้องรับโทษเต็ม 5 ปี เขาเองก็เคยเสียน้ำตามาแล้ว "ไผ่ร้องไห้ที่จำเป็นต้องรับ เขาร้องไห้เป็นชั่วโมง เกิดมาไม่เคยร้องไห้ขนาดนี้" นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของไผ่บอกบีบีซีไทยเมื่อปี 2560
วันนี้ ไผ่ถูกตั้งข้อหาเดิมซ้ำอีกครั้ง จากการปราศรัยในการชุมนุมและฝังหมุดของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าราษฎรที่ท้องสนามหลวงเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เขารับทราบข้อกล่าวหาที่ตัวเองเคยปฏิเสธและต้องยอมรับสารภาพในภายหลัง ทว่า ครั้งนี้ความรู้สึกในใจไม่เหมือนเดิม "รอบที่แล้วกลัว ๆ แต่รอบนี้รู้สึกเหมือนโดน 116 (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือข้อหายุยงปลุกปั่น) เป็นการใช้เครื่องมือมาจำกัดสิทธิเสรีภาพของเรา"
นักเคลื่อนไหวหนุ่มให้นิยามสิ่งที่เกิดกับตัวเองและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดี 112 อีกหลายคนว่าเป็นความอยุติธรรม ที่จะกลายเป็นเครื่องผลักดันให้คนในสังคมที่เปลี่ยนไป ออกมาต่อต้านมากขึ้นเพราะทนไม่ไหวกับการบังคับใช้กฎหมาย

ที่มาของภาพ, Reuters
"สมัยก่อนคนไม่กล้ายุ่งเรื่องนี้ เพราะกลัวจะโดนด้วย แต่ ณ วันนี้ สังคมเปลี่ยนไป…คำว่าชาติเปลี่ยนไป คนเห็นอกเห็นใจกัน และรับรู้เรื่องนี้จากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น รู้ว่ามันไม่ถูกต้องที่มีคนต้องโดนแบบนี้"
ความอยุติธรรมที่คุ้นชิน
ในวัยเด็ก ไผ่เติบโตในครอบครัวที่พ่อเป็นทนายสิทธิมนุษยชน ย้ายจากภาคกลางไปอยู่อำเภอภูเขียว จ. ขอนแก่น ไผ่มีโรลเลอร์เบลด เกมตลับ กับของเล่นอีกมากมายที่บ้าน ขณะที่เพื่อนของเขาพากันไปขี่ควาย ว่ายน้ำในหนอง วิ่งเล่นกลางท้องนา นั่นคือความแตกต่างที่สัมผัสได้ และเขาเองคือฝ่ายที่ต้องสลัดคราบเด็กเมือง หัดพูดภาษาอีสานกับไปเก็บขี้กะปอม (กิ้งก่า) มาผัดกะเพรากินเหมือนเพื่อน
"เราแตกต่างเรื่องภาษา เราก็โดนแกล้ง เราก็ต่อสู้เรื่องแบบนี้มาเรื่อย ๆ ทะเลาะกันไม่ยอมกันมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เราก็ผ่านมาได้ จากที่แบบไม่ยอมกันกับเจ้าถิ่น จนมาเป็นเพื่อนกัน"
อำเภอภูเขียวอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นราว 80 กิโลเมตร เมื่อไหร่ที่เด็กหนุ่มชั้น ม.ปลายในตอนนั้น จะไปดูหนังหรือหยอดตู้ร้องเพลงคาราโอเกะสักที จะต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในตัวเมือง นั่นคือความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม "เป็นความเจริญที่เราต้องเข้าไปหา" เขาบอก
แต่นั่นคือความแตกต่างระหว่างขอนแก่นกับภูเขียว ความเจริญที่ไกลเกินเอื้อมของอีกหลายคนยิ่งกว่านั้นคือเมืองหลวงในช่วงที่เขาได้เข้ามาสัมผัสเป็นครั้งแรก
"จำได้ว่ามาเพื่อมาขึ้นบีทีเอส รถไฟฟ้าเป็นไงวะ ตื่นตาตื่นใจมาก เป็นขั้นสูง สุด ๆ ไปเลย การขึ้นรถไฟฟ้าคือสิ่งที่เราตื่นเต้นมาก ยังมีรูปอยู่เลย…กรุงเทพฯ มีสวนสัตว์ ไปไหนก็มีห้างสรรพสินค้า มีรถโดยสารติดแอร์ แท็กซี่มีตลอด มันแตกต่าง (จากภูเขียว) มากจริง ๆ"

ที่มาของภาพ, EPA
ต้นทุนความไม่เท่าเทียมที่สัมผัสในวัยเด็ก เป็นเครื่องผลักดันให้เมื่อโตขึ้นและเรียนในชั้นมหาวิทยาลัย เขาจึงร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการพัฒนาที่นำความเดือดร้อนมาให้ชาวบ้าน ตั้งแต่การก่อสร้างเขื่อน เหมืองแร่ โรงงานอุตสาหกรรมและอื่น ๆ อีกหลายโครงการ
โครงสร้างทางการเมืองที่ผิดแผก
ความอยุติธรรมเป็นคำที่ไผ่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างที่คุยกัน เมื่อในสายตาของเขา ความเดือดร้อนของชาวบ้านในชนบทเกิดจากความอยุติธรรมในนโยบาย เขาจึงมองการต่อต้านการเข้ามาทำหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเป็นสิ่งที่มีพื้นฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่ คสช. ทำคือการก่อความอยุติธรรมต่อกฎหมายด้วยการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา
อดีตผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา อธิบายว่าความอยุติธรรมทั้งในเชิงนโยบายและความอยุติธรรมต่อกฎหมายขับเคลื่อนอยู่ได้ก็ด้วยแรงผลักดันจากกลุ่มชนชั้นนำที่มีผลประโยชน์ และโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรม
"โครงสร้างทางการเมืองเหล่านี้ถ้าไม่เอาคนหลากหลาย ไม่เอาคนต่าง ๆ เข้ามามีบทบาท ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข ทีนี้พอกลับมาดูโครงสร้างก็เห็นว่าพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด"
การปกครองโดยใช้อำนาจเหนือกฎหมายคือแรงผลักดันที่ทำให้ไผ่ออกมาต่อสู้ร่วมกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าราษฎร และผลักดันข้อเรียกร้องสามข้อ คือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก ให้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน และให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
เมื่อถามว่าดูเหมือนการเคลื่อนไหวของเขาและกลุ่มนักศึกษาเมื่อปีที่แล้ว จะไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม และอาจเรียกได้ว่ากำลังพ่ายแพ้ไปทีละข้อ ไผ่ไม่ลังเลที่จะรับความจริง "ถ้าเราเอาสามข้อนี้เป็นตัวตั้ง มันก็ไม่ได้อะไรอย่างที่พี่พูด"

ที่มาของภาพ, Reuters
แต่เขาอธิบายต่อว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ คสช. ยึดอำนาจกระทั่งถึงปลายปี 2563 จะเห็นวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปจากความเงียบงัน เรื่อยมาถึงการ "วิ่งไล่ลุง" ที่เคยเป็นความท้าทายมหาศาล ปัจจุบันมีการพูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ในที่สาธารณะ นี่คือ "ชัยชนะที่คนไม่ได้มอง"
"โอเค อุดมการณ์สามข้อเราต้องตั้งเป้าหมายที่แท้จริง ต้องให้ได้ ให้จบที่รุ่นเราจริง ๆ แต่ในระหว่างทางหากเรามองเป้าหมายเราอาจจะดูท้อ แต่ถ้าดูที่พัฒนาการ จะเห็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษา การเกิดแฟลชม็อบทั่วประเทศมากกว่า 70-80 ครั้งในรอบสองเดือน หลังโควิดก็ยังมีการเคลื่อนไหวกันอีก"
จริงอยู่ที่กลุ่มนักศึกษาและแกนนำเรียกร้องการปฏิรูปยังคงเคลื่อนไหว แต่หากเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ยังถือได้ว่าเสียงส่วนใหญ่ "ยังไม่เอาด้วย" จุดนี้ไผ่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่กำลังมองดูและเรียนรู้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าวันหนึ่งจะมีคนนับล้านออกมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง
"น้ำอดน้ำทน คนไม่เท่ากัน การจะออกมา ราคาที่ต้องจ่ายไม่เท่ากัน มันเป็นความท้าทายในการต่อสู้ผมว่า" เขาอธิบายอย่างเข้าใจเหตุผลของคนที่ยังไม่ตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหว แต่ในเวลาเดียวกันข้อความทางเฟซบุ๊กที่เขาโพสต์ในเดือน ก.พ. หลังชาวเมียนมาออกมาชุมนุมคัดค้านการกระทำของกองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจไปจากรัฐบาลพลเรือนครั้งล่าสุดดูจะสะท้อนความรู้สึกของนักเคลื่อนไหวหนุ่มไทยได้เป็นอย่างดี
"เห็นคนเมียนมาต่อสู้ รู้สึกมีพลัง มีความหวังมาก ๆ สู้ ๆ ครับ ประเทศคุณจะไม่เหมือนประเทศไทย เพราะประชาชนต่อสู้ ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร พวกคุณยังมี หมอ พยาบาล ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา พระ เณร พนักงานสายการบิน วิศวกรลาออกประท้วง ดารานักแสดง ทุกคนออกมาพร้อมกันต่อต้านการรัฐประหาร |||"

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
การเรียกร้องที่คุ้มค่า
เป็นความจริงที่สุดที่ราคาที่ต้องจ่ายเป็นสิ่งที่หลายคนต้องชั่งน้ำหนัก เพราะนับตั้งแต่ปลายปี 2563 ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 อย่างน้อย 55 คนแล้ว (ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนอ้างถึงรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีดังกล่าว ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2563 จนถึง 21 ม.ค. 2564) การดำเนินคดีตามกฎหมายข้อนี้ สะท้อนท่าทีที่ชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่าต้องเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ต่อผู้ชุมนุม
ในเวลาเดียวกันการดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ เป็นที่จับตาของนักการทูตต่างประเทศ ที่เมื่อปลายเดือนมกราคม 2564 คณะทูตกลุ่มสหภาพยุโรป ได้เข้าพบและแสดงความเป็นห่วงเรื่องการใช้มาตรา 112 ที่หนักข้อขึ้น
แต่ถึงกระนั้นเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) อัยการสำนักงานคดีอาญา 7 เพิ่งมีความเห็นสั่งฟ้องแกนนำและนักกิจกรรมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" 4 คน คือนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ กลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" นายอานนท์ นำภา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ในข้อหาหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จากการชุมนุม "19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร" ที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 โดยนายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ถูกสั่งฟ้องมาตรา 112 อีกหนึ่งคดีจากการชุมนุม "ม็อบเฟส" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2563
ศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวคนทั้งสี่ ด้วยเหตุผลที่ว่า "เห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำ ๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อกล่าวหาเดิม หลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยทั้งสี่อาจไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก"
การตัดสินใจของอัยการในคดีนักเคลื่อนไหวทั้งสี่คนนี้นับเป็นการสั่งฟ้องคดี 112 แรกตั้งแต่ปี 2563 และตราบใดที่มาตรา 112 ยังคงอยู่ ก็จะยังคงมีผู้กระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
"สะท้อนว่าเขากลัวครับ ยิ่งกลัวก็ยิ่งใช้กฎหมายที่แรงขึ้น หนักขึ้น เห็นชัดว่าสิ่งที่เราเคลื่อนไหวและทำมามันมีผล…มันแสดงให้เห็นว่าในทางกฎหมาย คุณไม่มีอำนาจอื่นใดที่จะสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนเลย จึงต้องกลับมาใช้ลูกไม้เดิม ๆ ซึ่งในอดีตมันเคยใช้ได้ผล แต่ ณ วันนี้ ผมคิดว่าผลไม่เหมือนเดิม เพราะสังคมมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว" ไผ่วิเคราะห์ไว้ระยะหนึ่งแล้ว
แต่อย่างน้อย "ลูกไม้เดิม ๆ" ที่เขาบอก คือ คือการบังคับใช้กฎหมายในที่แจ้ง ต่างจาก ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นสถาบันฯ บางคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาคิดว่า คุ้มไหมกับที่ต้องถูกดำเนินคดีเมื่อพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้ว่าจะเห็นผลเมื่อใด
"คุ้ม ก็ดีกว่าตายไปแบบไม่ทำอะไร" นักเคลื่อนไหว วัย 30 ปี ทิ้งท้ายบทสนทนาอย่างไม่ลังเล











