รุ้ง ปนัสยา: ฟังพี่สาวเล่าเรื่องน้องคนเล็กผู้กลายเป็นแกนนำ “ราษฎร” และผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล
- Author, เรื่องโดย ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ
รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อธิบายตัวเองในวัยเยาว์ว่าเป็น "เด็กกลาง ๆ" ที่บ้านไม่เคร่งครัดเรื่องการเรียนเท่าไหร่นัก แต่สนับสนุนให้ได้ทดลองเรียนรู้หลายอย่าง และใช้ชีวิตในแบบครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไป
เรียนดนตรี เล่นไวโอลินตั้งแต่สี่ขวบ เรียนร้องเพลง วาดรูป เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐฯ ตอนมัธยม นี่เป็นเพียงบางส่วนของสิ่งที่เธอได้ทำและเรียนรู้ในช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่นเพื่อค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร แต่สุดท้ายสิ่งที่ "ลองผิดลองถูก" มาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เธอทำในตอนนี้เลยสักอย่าง
รู้ตัวว่าสิ่งที่ชอบที่สุด คือ "การเมือง" รุ้งบอกเช่นนั้น
ในวัย 22 ปี รุ้งเริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากเป็นผู้อ่าน 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 และเป็นแกนนำการชุมนุมทางการเมืองในอีกหลายครั้งหลังจากนั้น
นักเรียนไวโอลิน นักวาดเขียนตัวน้อยในวันนั้น กลับกลายมาเป็นผู้ต้องหาหลายคดี ทั้งยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุก 15 ปี

ที่มาของภาพ, เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล
แต่ไม่ว่าเธอจะโดนคดีอะไรหรือถูกสังคมมองว่าอย่างไร รุ้งก็ยังเป็นลูกสาวคนเล็กของพ่อแม่และเป็นน้องคนสุดท้องของพี่ ๆ และการออกมาพูดเรื่องสถาบันฯ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตรุ้ง ทว่ายังส่งแรงสะเทือนไปถึงคนในบ้าน
เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ เมย์ วัย 27 พี่สาวคนกลาง เป็นผู้ที่คอยดูแลน้องและสื่อสารความเป็นไปของรุ้งให้พ่อแม่ได้รับรู้ ถ่ายทอดช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของครอบครัวในปีนี้ ตั้งแต่รุ้งเริ่มเคลื่อนไหวผูกโบว์ขาวหน้ากระทรวงกลาโหม กระทั่งเหตุการณ์ที่รุ้งเป็นผู้อ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ธรรมศาสตร์
เกือบ 6 เดือนนับตั้งแต่นักศึกษาและประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ซึ่ง "ขยับเพดาน" ขึ้นเรื่อย ๆ คนในครอบครัวของรุ้ง โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ เฝ้าถามซ้ำ ๆ "เมื่อไหร่มันจะจบ... แม่อยากให้มันจบแล้ว"
พี่สาวเล่าเรื่องรุ้ง
รุ้งเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อแม่ทำธุรกิจส่วนตัว เธอเป็นลูกสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คนที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด
ในวัยเด็ก นอกจากเรื่องเรียน รุ้งทำหลายอย่างโดยมีพ่อแม่สนับสนุน อยากเล่นดนตรีก็ให้เล่น ทั้งเรียนและทำกิจกรรมเสริมตามความสนใจ
หากจะมีหลักฐานบางอย่างในวัยเด็กที่ทำให้นักศึกษาหญิงคณะสังคมวิทยาฯ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลายมาเป็นผู้ท้าท้ายตั้งคำถามต่อเรื่องใหญ่ ๆ ในประเทศนี้ อาจเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ดูไม่สำคัญในค่ำคืนหนึ่งที่ผู้เป็นพี่สาวยังจำได้
เมธาวี หรือ "พี่เมย์" ของรุ้ง เล่าว่าหลายปีก่อน ขณะครอบครัวนั่งรับประทานอาหารที่ร้านข้าวต้มแถวบ้าน มีเด็กตัวเล็ก ๆ เดินขายพวงมาลัยเข้ามาในร้าน รุ้งถามพ่อกับแม่ว่า ทำไมเด็กวัยเดียวกันกับเธอต้องมาขายพวงมาลัย ทำไมไม่มีคนช่วยเหลือเขา
เมื่อน้องสาวเริ่มทำกิจกรรมทางการเมือง เมธาวียอมรับว่าในช่วงแรก ๆ เธอไม่เห็นด้วยกับความคิดอ่านและสิ่งที่น้องทำ และยังไม่อาจ "เปิดใจ" รับฟังด้วยเหตุที่ว่าถูกสอนถูกปลูกฝังมาด้วยวัฒนธรรมต่าง ๆ ของสังคมไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอคิดได้ว่าไม่ว่ารุ้งจะคิดต่างออกไปอย่างไร สุดท้ายแล้วรุ้งก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นน้องของพี่ ๆ และเป็นสมาชิกในครอบครัว เธอจึงเปิดใจที่จะ "ฟัง" และ "ยอมรับ" ความคิดและการเคลื่อนไหวของน้องสาวได้
"เราฟังก่อนสิ... แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร เราก็ค่อยว่ากันอีกที ที่มีข่าวพ่อแจ้งความลูกในข้อหา 112 ทำไมทำอย่างนั้น คุณไม่เห็นเขาเป็นลูกเหรอ คุณไม่เห็นเขาเป็นคนในครอบครัวที่เติบโตมาด้วยกันเลยเหรอ มันก็แค่เรื่องง่าย ๆ ที่มานั่งคุยกัน เปิดใจ แล้วสุดท้ายมันจะเข้ากันได้ ถ้าเข้ากันไม่ได้ เราค่อยหาทางออกกัน มันมีแค่นี้แหละ"
"น้องเลือกแล้ว พ่อไม่อยากให้น้องร้องไห้แล้ว"
การชุมนุมในช่วงปี 2563 เผยให้เห็นความคิดและทัศนะต่อสถาบันหลักของชาติที่แตกต่างกันของคนต่างรุ่นในบ้านเดียวกัน ครอบครัวของรุ้งก็ไม่ต่าง การห้ามไม่ให้ลูกทำอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองในช่วงแรก ๆ เกิดจากความห่วงใยของพ่อแม่ที่รู้ว่าสิ่งที่ลูกทำจะนำมาซึ่งความเสี่ยงอะไรบ้าง
"ระวังนะ" และ "ไม่ไปได้ไหม" เป็นคำพูดของแม่ที่บอกกับรุ้งซ้ำ ๆ ในช่วงที่เธอเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะโฆษกสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ช่วงเดือน มิ.ย. ซึ่งเธอกับเพื่อน ๆ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องความเป็นธรรมให้วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยการเมืองที่หายตัวไปในกัมพูชา
ผูกโบว์ขาวที่กระทรวงกลาโหม เป็นเหตุการณ์แรก ๆ ที่รุ้งเริ่มมีชื่อและใบหน้าออกในสื่อ เมื่อพ่อแม่ของเธอเห็นข่าวก็รู้ทันทีว่าลูกสาวคนเล็กกำลังก้าวขาเข้าไปในปริมณฑลที่เฉียดโรงพัก วันนั้น รุ้งต้องกลับมาที่บ้านเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ โดยมี เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ในกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มาช่วยพูดคุยกับพ่อแม่ในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ย"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"พ่อโทรมาบอกว่า กลับมาคุยที่บ้านหน่อย แม่บอกเอาเพนกวินมาด้วยก็ได้ หนูก็เลยบอก 'กวิน... มันจะเป็นอย่างนี้เว้ยเพื่อน มึงช่วยกูนะ' ไอ้กวินก็บอกจัดการให้" รุ้งเล่าถึงช่วงแรก ๆ ที่ต้องทำความเข้าใจกับคนที่บ้าน
ผู้สนับสนุนคนสำคัญของรุ้งในการสื่อสารกับพ่อแม่ คือ เมธาวี พี่สาวที่คอยเป็น "ผู้แปลสาร" ระหว่างรุ้งและแม่ เพราะบ่อยครั้งที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจคำพูดของกันและกัน รุ้งคิดอย่าง แม่คิดอย่าง แต่สุดท้ายแล้วเมธาวีมองว่านั่นคือความห่วงใยต่อกันของทั้งคู่
"อย่าให้น้องพูดแบบนี้ พี่เมย์พูดกับน้องได้คนเดียว แม่ฝากได้ไหม" และ "ช่วยพ่อแม่หน่อย ไปพูดกับน้องให้หน่อย" เมธาวีมักได้รับคำขอจากแม่อย่างนี้เสมอ
เมื่อรุ้งเริ่มเคลื่อนไหวถี่ขึ้น ๆ และครอบครัวต้องรับการมาเยือนของตำรวจที่บ้านเป็นครั้งแรก เมธาวีถามพ่อว่า "เอายังไง จะห้ามน้องไหม"
"น้องเขาเลือกทางของน้องแล้ว พ่อไม่อยากไปขัดความฝันของเขา" คือคำตอบของพ่อ
"สุดท้ายน้องจะเป็นอย่างไร มันก็ต้องไปตามทางที่เขาเดินไป เราแค่ระวังหลังให้เขาแค่นั้น"
"พ่อเห็นเค้าสะอื้นแล้วพ่อห้ามไม่ลง... พ่อพูดอย่างนี้ แล้วบอกว่าน้องเลือกแล้ว พ่อไม่อยากให้น้องร้องไห้แล้ว"
สำหรับความสัมพันธ์ในหมู่ญาติ แม้พ่อของรุ้งจะเคยถูกถามจากญาติในช่วงแรกว่า "ลูกเธอทำอะไร... ทำไมไม่ดูลูก" แต่โดยรวมแล้ว เมธาวีบอกว่าโชคดีที่ญาติพี่น้องมีความเข้าใจ เธอให้ความเห็นอีกว่า ด้วยความที่ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวธรรมดา ไม่ได้มีหน้าตาในสังคมมากมายหรืออาจเรียกได้ว่า "โลว์ โปรไฟล์" จึงไม่มีต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายมาก
10 สิงหา ธรรมศาสตร์และการชุมนุม
เมธาวีบอกว่ารู้ล่วงหน้า 1 วัน ว่าน้องสาวจะขึ้นปราศรัยในหัวข้อสถาบันกษัตริย์บนเวทีที่ธรรมศาสตร์วันที่ 10 ส.ค. 2563 ทว่าไม่รู้ถึงรายละเอียด เมื่อไม่รู้จึงเกิดความกังวลใจ
"ยังห้ามอยู่เลย เอาจริง ๆ ถ้าทุกคนเจอแบบนี้ก็ต้องห้ามว่า เอ๊ะ... มันได้เหรอในสังคมเรา ในช่วง 2-3 เดือนก่อนมันไม่ใช่แบบนี้" เมธาวีเล่าให้บีบีซีไทยฟัง ขณะที่รุ้งซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยพูดเสริมขึ้นว่า "ตอนนั้นหนูไม่อ่านไลน์แล้ว"
เมธาวีโยนคำถามไปให้รุ้งว่า "รู้ไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าทำแบบนี้"
คำตอบอันหนักแน่นของรุ้ง ทำให้เมธาวีคิดว่าสุดท้ายเธอต้องเชื่อมั่นในตัวน้อง

ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBC Thai
หลังจาก "ปรากฏการณ์ 10 สิงหา" ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองไทยรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การตั้งคำถามและข้อเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัวให้เป็นไปตามครรลอง "ประชาธิปไตย" ถูกขยับเพดานขึ้นในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ในบ้านของรุ้งตึงเครียดไม่ต่างจากบทสนทนาในสังคมห้วงนั้น
แทบไม่มีสักวันที่คนในบ้านจะไม่กังวลเรื่องรุ้ง เธอจะโดนจับตอนไหน วันนี้จะโดนจับไหม หรือจะเป็นวันอื่น
"เราอยู่กับความลุ้นตลอดเวลาว่าวันไหนจะถึงตาน้อง" เมธาวีเล่าบรรยากาศช่วงที่แกนนำนักศึกษาและผู้ชุมนุมเริ่มถูกออกหมายจับและถูกจับกุม
แรงกดดันจากคนในครอบครัว ทำให้รุ้งถึงกับเสียน้ำตาเมื่อได้ฟังบางคำพูดจากแม่ จังหวะนี้เองที่เมธาวีเริ่มพยายามทำความเข้าใจกับสมาชิกในบ้านว่าทุกคนต้องช่วยกันเตรียมรับมือกับหลาย ๆ อย่าง รวมถึงสิ่งเลวร้ายที่สุดที่รุ้งอาจจะเจอ การพูดให้กำลังใจและปลอบประโลมกันคือสิ่งที่คนในบ้านเดียวกันจะมอบให้กันได้ในช่วงอันยากลำบากนี้
"แม่ห่วงตลอด... แม่จะพูดว่าเมื่อไหร่มันจะจบ แม่อยากให้มันจบแล้ว แม่ไม่อยากให้น้องต้องมาเสี่ยง พูดตลอดตั้งแต่เริ่ม จนทุกวันนี้โทรมาก็จะจบบทสนทนาแบบนี้ตลอดเลยว่าเมื่อไหร่มันจะจบเสียที อันนี้เป็นความหวังดีของพ่อแม่ว่าไม่มีใครอยากให้ลูกออกไปเสี่ยงแบบนี้อีกต่อไปแล้ว แม้แต่วันเดียว"
เมื่อได้ฟังประโยคนี้เป็นครั้งแรก รุ้งบอกว่าเธอเข้าใจสิ่งที่แม่เป็นห่วงและเห็นไม่ต่างจากแม่
"เราเก็ท (เข้าใจ) แหละ เราก็อยากให้มันจบ เราไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงเท่าไหร่ แต่ว่ามันด้วยเป้าหมาย ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความที่เราอยากมีอนาคตที่ดี มันก็เลยต้องทำ ไม่ทำไม่ได้แล้ว และมันหยุดไม่ได้ด้วย เราเข้าใจแม่ แต่ว่าสิ่งที่ต้องทำก็ต้องดำเนินต่อไป"
ในที่สุดรุ้งก็ถูกจับในช่วงสายของวันที่ 15 ต.ค. หลังจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" ที่รุ้งร่วมเป็นแกนนำ และยึดคืนพื้นที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล
หมายจับที่เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการสืบสวนแสดงก่อนจับกุมที่ห้องพักในโรงแรมในวันนั้น เป็นหมายจับในข้อหาที่เกี่ยวกับการจัดชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.
16 วันในเรือนจำ กับคำพูดของแม่
หลังถูกจับกุมในวันนั้น รุ้งไม่ได้ประกันตัว และถูกขังอยู่ในเรือนจำนานถึง 16 วัน
เมธาวีเล่าว่า การสูญสิ้นอิสรภาพชั่วคราวของลูกสาวคนเล็กทำให้ท่าทีของแม่ก็เปลี่ยนไป จากเคยห้าม ขอร้องให้หยุด แม่กลับมาเข้าใจและยอมรับ และที่เกินกว่าความคาดหมายของลูก คือ แม่ภูมิใจในตัวรุ้ง
ช่วงเวลาที่รุ้งอยู่ในเรือนจำ เมธาวีบอกว่าเธอร้องไห้แทบทุกวันและไม่ได้ทำงานเลย คนที่เข้มแข็งที่สุดกลับเป็นแม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่มักจะเป็นคนที่คอยห่วงกังวล ฝากให้เธอไปพูดไปเตือนน้อง แต่การไม่ได้ประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่าและไม่รู้ว่าลูกสาวต้องอยู่ในคุกนานแค่ไหน ทำให้พ่อและแม่ต้องเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก

ที่มาของภาพ, เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล
"พ่อกับแม่มาพูดกับเมย์ว่าไม่ต้องเสียใจ ต้องภูมิใจในตัวน้องมาก ๆ ที่น้องทำคือการเสียสละเพื่อคนทุกคน พี่เมย์ไม่ต้องร้องไห้เลย เดี๋ยวน้องมันต้องได้ออก... แม่พูดอย่างนี้กับเมย์ทุกวันในวันที่น้องไม่อยู่" เมธาวีถ่ายทอดคำพูดของแม่ในช่วงที่รุ้งอยู่เรือนจำ พูดจบเธอหันไปมองหน้ารุ้ง ซึ่งเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกจากปากพี่สาว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กลับไปที่รุ้ง ยากแค่ไหนที่เบื้องหน้าคือ ความฝันที่อยากเห็น แต่ยังมีคนข้างหลังคือครอบครัว เรายิงคำถาม
"มันก็มีความกดดัน มันกดดันสูงนะ มันกดดันด้วยความคาดหวัง แต่ที่หนูคิดก็คือ ก็แค่ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องทำอะไรต่อ"
ที่ สน. ประชาชื่น นาทีที่รุ้งเจอหน้าแม่ เธอร้องไห้ "เป็นบ้าเป็นหลัง" ทว่าผู้เป็นแม่ที่เคยห้าม มีแต่ความนิ่งและคำปลอบประโลมลูกว่า "ให้เข้มแข็ง ไม่ต้องร้อง เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว"
"การเข้าคุก สำหรับบ้านเรามันเป็นเหมือนจุดสุดท้ายแล้ว แม่เขาพูดตลอดว่า อะไรก็ได้ โดนคดีอะไรก็ได้ แต่อย่าเข้าคุก อันนี้ที่เขาพูดก่อนหน้านั้น แต่พอเข้าคุกไป โอเคมันเป็นจุดสุดท้ายที่เขาจะคาดหวังแล้ว มันถอยกลับไม่ได้แล้ว มันเป็นสภาพบังคับว่าต้องไปต่ออย่างเดียว" รุ้งกล่าว
ไม่มีบ้านไหนพร้อมให้ลูกตาย
รุ้งบอกว่า ลำพังการติดคุกนั้นก็หนักหนาพออยู่แล้วสำหรับคนในครอบครัว เพราะ "การเข้าคุกเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อแม่อยากนึกถึง" แต่เธอคิดว่าปลายทางของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจต้องแลกด้วยชีวิต
"สิ่งที่เราทำตอนนี้คือทำให้มันคุ้มที่สุดก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น" รุ้งบอก และยืนยันว่าเมื่อสู้แล้วก็ควรได้มีชีวิตอยู่เพื่อได้เห็นผลของการต่อสู้นั้น
"เราสู้เพื่ออยู่อยู่แล้ว เราไม่ได้สู้เพื่อตาย แต่ว่าเราก็ต้องประเมินความเสี่ยงสูงสุดไว้ก่อน" เธอบอกและยอมรับว่าไม่เคยเล่าความคิดนี้ให้พ่อแม่ฟังมาก่อน เพราะเธอมักเลือกแต่จะพูดในด้านดี ๆ เพื่อที่พ่อแม่จะอนุญาตให้เธอออกไปขึ้นเวทีปราศรัยและเคลื่อนไหวในระยะนี้
ความตายที่รุ้งพูดถึงอาจคล้ายคลึงกับชะตากรรมของผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์แล้วหายสาบสูญ บ้างกลายเป็นศพ ถูกคว้านท้องแล้วถ่วงด้วยเสาปูนทิ้งในแม่น้ำโขง

ที่มาของภาพ, EPA
ครอบครัวพร้อมไหมที่จะรับความเสี่ยงสูงสุดตรงนั้น
"ไม่มีใครพร้อมหรอก..." พี่สาวรุ้งตอบ
เป็นคำตอบที่เดาได้ไม่ยาก...
"ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ตาม มันไม่มีทางพร้อม... การเข้าเรือนจำมันก็แย่มาก ๆ มันแตกสลายมาก ๆ อยู่แล้ว เราหวังว่ามันจะไม่ถึงวันนั้น" เธอย้ำ และบอกว่าขอให้รุ้งไม่ต้องก้าวเข้าคุกอีกรอบ ขอให้น้องได้มีอิสระ
ยืนเด่นโดยท้าทายยามเมื่อเป็นคนนำมวลชนบนเวที ทว่าในสายตาของพี่สาว รุ้งก็เป็นเพียงวัยรุ่นคนหนึ่ง เป็นเด็กสาวทั่วไป เป็นมนุษย์ที่มีความกลัว แต่สถานการณ์ที่รุ้งยืนอยู่ตอนนี้บังคับให้น้องของเธอต้องเข้มแข็ง

ที่มาของภาพ, panusaya sithijirawattanakul
"จริง ๆ เขากลัว เขากลัวแหละพี่เมย์รู้ กับการที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไมเขาจะไม่กลัว แต่เขาต้องเข้มแข็ง... เพราะเขาอยู่ในบทบาทผู้นำ มันก็ทุกคน ไม่มีใครไม่กลัวหรอก แต่สุดท้ายแล้วเขาต้องก้าวผ่านความกลัวนั้นไปด้วยภาระของเขา ทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด"
ทุกวันนี้ การไปไหนมาไหนของรุ้งในที่ต่าง ๆ ต้องมีคนคอยไปเป็นเพื่อนเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด นี่คือชีวิตที่เปลี่ยน ส่วนชีวิตในบ้าน เธอได้พี่สาวที่อายุห่างกัน 5 ปีอย่างเมธาวีคอยแวะเวียนมาหา ดูแลเรื่องในที่พัก คอยถามความเป็นไปในทุก ๆ วัน
"น้องรุ้งเขามีพัฒนาก้าวกระโดดมาตลอด มันเปลี่ยนอะไรฉับพลันมาก แต่เด็กจนโตจนถึงวันนี้ พี่ก็ยังมองว่าเขาเป็นเด็ก เป็นน้องตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เป็นดวงใจของพี่"
สองพี่น้องหันมาคุยกันด้วยภาษา "มินเนี่ยน" ที่รู้กันสองคนว่าสื่อถึงอะไร
5 เบื้องหลังในความเคลื่อนไหวของ "ราษฎร" ที่ชื่อรุ้ง-ปนัสยา
เสื้อสีแดง
"ตอนแรกมีเหตุผล เพราะว่าสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) มีสีประจำคือสีแดง พรรคโดมปฏิวัติ (พรรคนักศึกษาใน ม.ธรรมศาสตร์) ก็มีสีประจำคือสีแดง และด้วยความที่เราเป็นโฆษก เราก็อยากนำเสนอว่าเป็นขององค์กรนี้นะ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราอยากเป็นเหมือนกุหลาบแดง เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้"
ที่สุดของการชุมนุม
"การชุมนุมวันที่ 19-20 ก.ย. การชุมนุมวันที่ 10 ส.ค. เป็นการเปิดประเด็นขึ้นมา แต่ 19-20 ก.ย. เป็นการสื่อสารโดยตรงและนำมาสู่การเคลื่อนไหวทุกวันนี้ เราเอ่ยพระนามพระมหากษัตริย์ ...เราอยากให้พระองค์ทรงได้ยินจริง ๆ ว่าเราพูดอะไร เราต้องการอะไร เราก็เลยมาคิดว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน พูดเป็นคำราชาศัพท์ทั้งหมด"
ในคืนวันที่ 19 ก.ย. รุ้งขึ้นปราศรัย โดยอ้างว่าเป็นการนำความกราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง ตอกย้ำ 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ได้ประกาศในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ก่อนที่ในวันรุ่งขึ้น แกนนำจึงเคลื่อนขบวนจากสนามหลวงไปทำเนียบองคมนตรีเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกที่มีเนื้อหาว่าด้วยข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยรุ้งเป็นตัวแทนยื่นจดหมายฉบับนี้ผ่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ที่มาของภาพ, AFP/Getty images
เหตุการณ์ในวันที่ 20 ก.ย. นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เพราะที่ผ่านมา การส่งสารถึงพระมหากษัตริย์ จะเป็นไปในรูปแบบการถวายฎีกาเท่านั้น
ห้องฝากขังศาลธัญบุรี
"เราพยายามคิดว่าเหมือนมาเข้าค่ายลูกเสือแหละ นิดเดียว แป๊บเดียวไม่มีอะไรหรอก ตอนอาบน้ำก็ต้องโป๊ต่อหน้าคนอื่น แต่เราไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ พอขึ้นห้องไปเนี่ย เจอใครไม่รู้ ใครบ้างวะ คดีอะไรบ้างวะ คือเราก็ลนไง ต้องทำตัวยังไง เรายังเตรียมพร้อมไม่มากพอว่าจะมาเจอ วันแรกร้องไห้ แล้วคนข้าง ๆ ก็มาปลอบ ไม่เป็นไรหรอกหนู ได้ออกอยู่แล้ว"
ห้องขัง 1/6 ทัณฑสถานหญิงกลาง
"มีหลายเรื่อง (เกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องขัง) ที่เราเรียกร้องไป เช่น เรื่องชุดชั้นใน เพราะเราต้องใช้ไซส์ใหญ่ ช่วง 3-4 วันแรกเราไม่มีชุดชั้นในใส่ เราก็ไปขอเขา เขาก็หาให้เราได้ แต่จริง ๆ ไอ้ชุดชั้นในไซส์ใหญ่ที่บริจาคมันน้อยมาก มันมีคนในห้องอีกคนพี่เขาตัวใหญ่มาก แล้วไม่มีกางเกงในใส่ ซึ่งผู้หญิงเวลามีประจำเดือนก็ต้องใส่กางเกงใน แต่เขาอยู่มาเป็นปีเขาไม่มีกางเกงในใส่ สิ่งที่เขาทำก็คือ เอาผ้าอนามัยด้านกาวพับติดเข้าหากัน แล้วเหน็บไว้เวลาที่มีเมนส์ พอเราออกมาเราก็เลยเอากางเกงในของเราให้เขา เจาะจงเลยว่าให้คนนี้นะ ให้เขาได้ไปใช้ เพราะเราก็ไม่คิดว่าจะมีใครหาให้เขา ในนั้นเขาไม่ได้ปฏิบัติกับคนเท่ากัน และไม่ได้ใส่ใจที่จะดูแลด้วย เขามองแค่ว่าทำผิดมาเนอะ มาอยู่ตรงนี้ก็อยู่ไปให้ได้ ทน ๆ อยู่ไป อยู่แบบเท่าที่มี"
ต่อสู้ระยะยาว
"การต่อสู้ครั้งนี้มันไม่ง่ายและมันไม่สั้น เป็นการต่อสู้ระยะยาวแน่ ๆ พวกเราก็เลยคิดว่า การต่อสู้ด้วยสันติวิธี มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว มันไม่มีทางเลยที่เราจะชนะได้ด้วยความรุนแรง ไม่มีทางเลยที่เราจะมีความชอบธรรมในการต่อสู้ด้วยการที่เราไปใช้ความรุนแรงกับอีกฝั่งหนึ่งก่อน ตอนนี้เราสู้ด้วยหลักการ เราสู้ด้วยความชอบธรรม"
"เรารู้อยู่แล้วว่าการสู้ทางความคิดมันใช้เวลานาน แต่เราเห็นพัฒนาการมาเรื่อย ๆ ว่าคนมีความเข้าใจมากขึ้น คนขวนขวายหาข้อมูลเองมากขึ้น จากที่ไม่มีใครพูดเรื่องนี้เลย เรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ตอนนี้มีคนออกมาพูดเองมากขึ้น และเขาพูดได้ดี มีความรู้กว่าเราด้วยซ้ำ แต่ว่าก็ต้องยอมรับด้วยว่า มันก็ไม่สำเร็จซะทีเดียว เรายังไม่สามารถมองได้ว่ามันเป็นคนส่วนมากจริง ๆ ในสังคมที่เห็นไปในทางเดียวกับเรา หรือมีความรู้เรื่องนี้จนเพียงพอ มันต้องทำงานทางความคิดไปเรื่อย ๆ"










