โควิด-19 : ชาวยะลา 40 รายที่ผลตรวจมีความคลาดเคลื่อน ยังคงถูกกักโรคอยู่ที่ รพ.

ที่มาของภาพ, Getty Images
กรณีผลตรวจโควิด-19 ในมาตรการค้นหาเชิงรุกที่ จ.ยะลา ที่พบผลตรวจสองครั้งไม่ตรงกันในผู้สัมผัสใกล้ชิด 40 ราย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ ออกมาแถลงในวันนี้ (5 พ.ค.) ว่าความคาดเคลื่อนดังกล่าวเป็นเรื่องที่ "เกิดขึ้นได้" แต่ต้องตรวจจับความผิดพลาดให้เร็ว ยืนยันห้องแล็บ 151 ทั่วประเทศได้มาตรฐาน
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชนใน จ.ยะลา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นการตรวจตัวอย่างที่เก็บจากจมูกและคอ เพื่อหาเชื้อจากสารพันธุกรรม หรือ RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้โดยทั่วไป แต่สาเหตุที่ผลตรวจสองครั้งไม่ตรงกันนั้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนและผิดพลาดในผลทางห้องปฏิบัติการซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
นพ.โอภาสกล่าวว่า เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจจับได้ว่ามีความผิดปกติ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นในแล็บมาตรฐานอย่างที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในระยะแรก ๆ จึงต้องมีการนำตัวอย่างมาตรวจซ้ำหรือส่งไปตรวจซ้ำที่แล็บอีกแห่งหนึ่ง จึงจะยืนยันผลของตัวอย่างนั้นได้
ขณะที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงวันนี้ว่าพบผู้ป่วยใหม่เพิ่ม 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต โดยผู้ป่วยรายล่าสุดที่ได้รับการยืนยัน 1 รายนี้เป็นชายไทย อายุ 45 ปี ชาว จ.นราธิวาส มีโรคประจำตัวคือเบาหวาน เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ ไอ เหนื่อย เจ็บคอ
ขณะนี้ไทยมีผู้ป่วยสะสม 2,988 ราย รักษาหาย 2,747 ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยายาล 187 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 54 ราย
ตรวจไปแล้วกี่ราย?
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ให้ข้อมูลว่าระหว่างวันที่ 7 เม.ย.- 4 พ.ค. มีการตรวจหาเชื้อในผู้ที่มีอาการตามนิยามเฝ้าระวังทั้งหมด 50,741 ราย ในจำนวนนี้พบผู้ติดเชื้อ 767 ราย คิดเป็นอัตราการพบเชื้อเป็นบวก 1.51% และจนถึงขณะนี้มีการตรวจหาเชื้อไปแล้วทั้งหมดมากกว่า 200,000 ตัวอย่าง
นอกจากนี้ โฆษก ศบค.ยังได้เผยแพร่กราฟที่ยืนยันว่าจำนวนผู้ที่มีอาการตามนิยามเฝ้าระวังที่เข้ารับการตรวจหาเชื้อนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับจากวันแรกที่เริ่มมีการตั้งห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อวันที่ 4 ม.ค. โดยตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.จนถึงขณะนี้ มีผู้เข้าเกณฑ์ที่ได้รับการตรวจอยู่ระหว่าง 2,000-4,000 รายต่อวัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เกิดอะไรขึ้นในการตรวจที่แล็บยะลา
นพ.โอภาส อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายว่ากลไกของการตรวจวิธีการนี้จะมีตัวควบคุมหรือตัวเปรียบเทียบ ที่เรียกว่า "ตัวคอนโทรล" ซึ่งมีสองแบบ คือ Positive control ตัวทดสอบนั้นเวลาตรวจจะต้องได้ผลบวกเสมอ และ Negative control ใช้น้ำเปล่าเป็นตัวทดสอบ ซึ่งจะให้ผลเป็นลบเสมอ ในการตรวจต้องทดสอบทั้งสองแบบ
"กรณีที่ยะลาพบว่าตอนตรวจตัวเปรียบเทียบที่เป็นลบ คือ น้ำเปล่า ปรากฏว่าเจอเชื้อ แสดงว่ามีความผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามมาตรฐานคือหยุดตรวจ แล้วรายงานจังหวัดให้รับทราบเพื่อหาสาเหตุ"
ส่วนสาเหตุที่ตรวจแล้วตัวเปรียบเทียบที่เป็นลบเกิดผลบวกขึ้นมา เกิดได้ทั้งจากความผิดพลาดของมนุษย์ เครื่องมือ และระบบ ซึ่งเมื่อมีความผิดพลาด ต้องหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นพ.โอภาส กล่าวว่ากรณีที่ยะลาเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติเมื่อนำผลตรวจไปแปลผลจากการค้นหาในชุมชน ซึ่งตามปกติการค้นหาตรวจเชื้อจากผู้สัมผัสในสถานการณ์ระบาด โอกาสเจอผู้ป่วยจะไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ยะลาเจอสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด จึงมีการสอบทานผลตรวจไปยังอีกแห่ง และขณะนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงไปสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือที่ห้องแล็บยะลาแล้ว ส่วนการส่งตรวจเชื้อทดสอบซ้ำที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ส่วนกลางที่กรุงเทพฯ คาดว่าผลจะออกมาภายในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.)
ห้องแล็บจะตรวจโควิด-19 ได้ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ข้อ
จนถึงขณะนี้ประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการตรวจโควิด-19 ที่ผ่านการทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการ 151 แห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 64 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 87 แห่ง
ในช่วงแรก ๆ ประเทศไทย มีการตรวจยืนยันพร้อมกัน 2 แล็บ เพื่อให้แน่ใจว่าผลการตรวจตรงกัน ต่อมาได้ขยายเครือข่ายห้องแล็บเพิ่มขึ้น โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ 4 เกณฑ์ ได้แก่
- ต้องมีนักเทคนิคการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีความรู้ความเข้าใจ
- มีเครื่องตรวจ RT-PCR มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ
- เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจต้องผ่านการทดสอบความชำนาญ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะส่งตัวอย่างข้อสอบไปให้ทำ ห้องแล็บต้องตรวจได้ถูกต้องแม่นำ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงจะถือว่าผ่าน
- ต้องมีระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐานและการรายงานที่กรมควบคุมโรคกำหนด
นพ.โอภาสกล่าวกว่า จนถึงปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการกว่า 150 แห่ง สามารถตรวจตัวอย่าง 222,270 ตัวอย่าง และสามารถตรวจได้เพิ่มขึ้น ในสัปดาห์ล่าสุด สามารถตรวจได้ 6,000 ตัวอย่าง มากกว่าต้นเดือน เม.ย. ถึงสองเท่า
ยืนยันไม่มีผลต่อการควบคุมโรค
นพ.โอภาส กล่าวว่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการที่ยะลา ไม่น่าเกิดปัญหาต่อเนื่องใด ๆ เพราะมีแนวปฏิบัติกำหนดไว้ว่าหากสงสัยว่ามีผู้ป่วย ก็สามารถดำเนินการควบคุมโรคได้เลย เพราะหากรอผลการตรวจซ้ำ แล้วพบว่าเป็นบวก อาจทำให้โรคแพร่กระจายได้ เพราะฉะนั้นในแนวปฏิบัติหากมีความสงสัยในการสอบสวนควบคุมโรค เจ้าหน้าที่สาธารณสุขดำเนินการไปก่อนได้
สำหรับผู้เข้ารับการตรวจเชื้อ 40 คนใน จ.ยะลา ที่ผลออกมาคลาดเคลื่อนนั้น นพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ระบุว่าทั้ง 40 ราย ยังอยู่ในการดูแลที่โรงพยาบาลเพื่อรอผลและวิธีการจัดการต่อไป
นพ.สงกรานต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ห้องแล็บของจังหวัดยะลามีเจ้าหน้าที่ 8 คน ในช่วงนี้ทำการตรวจวันละประมาณ 300 ตัวอย่าง เมื่อผลแล็บแห่งแรกออกมาว่ามีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ 40 คน ทางสาธารณสุขได้ดำเนินการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากพื้นที่ก่อน และรอผลตรวจยืนยันแห่งที่ 3
"พอตัวเลขออกมาแปลก ๆ อย่างของ อ.ยะหา ตัวเลขเพิ่ม 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นบวก เราต้องตรวจสอบก่อนให้มั่นใจ ระหว่างตรวจสอบเอามาโรงพยาบาลก่อนเพื่อให้ปลอดภัยด้วย และเกิดเป็นจริงขึ้นมาจะได้ไม่เกิดการแพร่เชื้อในชุมชน"
ยุทธการเชิงรุก ค้นหา คัดกรอง ตรวจเชื้อ ของ จ.ยะลา
ตามเอกสารแถลงข่าวของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ให้รายละเอียดกรณีนี้ว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ได้รับรายงานผลการตรวจหาเชื้อจากห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ จ.ยะลา ตรวจตัวอย่างเชื้อ 311 ราย พบผู้ติดเชื้อยืนยัน 40 ราย ในเขต อ.เมือง อ.ยะหา อ.บันนังสตา และ อ.รามัน ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันสูงสุด ตั้งแต่มีการรายงานของ จ.ยะลา
ในจำนวน 40 รายที่พบตรวจเป็นผลบวก เป็นชาว ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา 24 ราย ซึ่งเป็นการพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ทาง สสจ.ยะลา จึงส่งตัวอย่างตรวจยืนยันอีกครั้งที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดสงขลา พบว่าผลตรวจเป็นลบ ไม่พบการติดเชื้อ
อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจและให้ได้ข้อสรุปชัดเจน ได้ส่งตัวอย่างมาตรวจอีกครั้งที่ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่กรุงเทพฯ
สำหรับ จ.ยะลา มีการค้นหาเชิงรุกเป้าหมายที่มีความเสี่ยงแล้ว 3,277 ราย จากการเก็บสิ่งส่งตรวจหาเชื้อในเดือน เม.ย. พบผู้ติดเชื้อ 20 ราย และได้ตรวจผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดและทำกิจกรรมร่วมกัน 671 ราย พบติดเชื้อ 6 ราย ก่อนนำมาสู่การค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดกลุ่มนี้ได้เพิ่มอีก 311 ราย










