เลือกตั้ง 2562 : จากประชามติ 59 ถึงเลือกตั้ง 62 การแปรบทบาทจากคนกลางทางการเมืองมาเป็น "ผู้เล่น" ของคสช.

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ประกาศต่อ สาธารณชนว่าจะเป็นคนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้ง และนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการใช้สิทธิของประชาชน ทั้งในการออกเสียงประชามติเมื่อปี 2559 และก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนหน้า ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการต่าง ๆ ของ คสช. ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจาก "คนกลาง" มาเป็น "ผู้เล่น" ทางการเมืองอย่างเต็มที่
การจัดการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เพื่อถามประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ว่าจะรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นท่ามกลางการดำเนินคดีนับร้อย โดยผู้ไปออกเสียงลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนร้อยละ 61.35 ต่อ 38.65
ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้ แม้ คสช.จะยกเลิกคำสั่งห้ามชุมนุมในที่สาธารณะและการจัดกิจกรรมทางการเมือง เพื่อส่งสัญญาณให้เห็นว่ามีการคลี่คลายบรรยากาศทางการเมือง แต่คำสั่งและประกาศอีกจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกยังไม่ถูกยกเลิก
บีบีซีไทยรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในช่วงก่อนลงเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ที่ทำให้นักวิชาการและองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าทำให้การออกเสียงทั้งสองครั้ง "ไม่เสรีและเป็นธรรม"
1."ผู้ต้องหาประชามติ"

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งช่วงก่อนและหลังการออกเสียงประชามติ ซึ่งพบว่ามีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ "ผู้ต้องหาประชามติ" อย่างน้อย 212 คน
โดยในช่วงก่อนการลงประชามติผู้จัดกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ วิจารณ์เนื้อหารัฐธรรมนูญ หรือออกมาแสดงจุดยืนในทางคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เช่น เผยแพร่เอกสาร ฉีกบัตรลงคะแนนประชามติ หรือเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ได้ถูกเจ้าหน้าที่แทรกแซงหรือแจ้งข้อกล่าวหา
"บรรยากาศในช่วงก่อนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นว่า คสช. มีการเลือกข้างอย่างชัดเจนเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แทนที่จะให้บรรยากาศเป็นอิสระ ทำให้ฝ่ายไม่รับร่างไม่สามารถเคลื่อนไหวได้นัก" ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา กล่าว
2.ยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่พรรคไทยรักษาชาติเสนอพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็น "นายกฯ ในบัญชี" เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยยุบพรรค
การกระทำดังกล่าวเป็นไปแม้ว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ทรงโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวยืนยันว่าได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ และยินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี
ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองว่าการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนหนึ่งเป็นความต้องการของ คสช. ที่จะสกัดกั้นพรรค "ชินวัตร" ไม่ให้กลับมามีเสียงในสภา
"ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้ทหารเป็นรัฐบาลได้ แต่ถ้ารัฐบาลที่ไม่มีเสียงข้างมากก็เป็นสิ่งที่ทำงานยาก การใช้ทุกกลไกในการสกัดพรรคของชินวัตรเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง" เขากล่าว
3.สั่งพักการออกอากาศวอยซ์ทีวี
นับแต่รัฐประหาร วอยซ์ทีวี ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับตระกูลชินวัตร ได้ตกเป็นเป้าหมายการควบคุมและการลงโทษมากกว่าสถานีโทรทัศน์อื่นใดในไทย ทางการเคยสั่งปิดสถานีเป็นเวลา 26 วันในปี 2557 และ 7 วันในปี 2560
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศพักการออกอากาศของวอยซ์ทีวีเป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. เนื่องจากมีการนำเสนอรายงานข่าวที่มีลักษณะส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง
"การสั่งพักการออกอากาศของวอยซ์ทีวี เน้นให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ต่อรัฐบาลทหารของไทยก่อนจะมีการเลือกตั้ง เป็นเรื่องต้องห้าม" นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว "บิ๊กทหารของไทยกำลังแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการผ่อนปรนการควบคุมอย่างเข้มงวดในประเทศ เพื่อประกันให้เกิดการออกคะแนนเสียงอย่างเป็นธรรมแต่อย่างใด"
อย่างไรก็ตาม คืนวันที่ 15 ก.พ. ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ กสทช.ที่พักใช้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ ช่องรายการวอยซ์ ทีวี ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
4.คสช. กลายเป็นผู้เล่นทางการเมืองเต็มตัว

ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ได้ตอบรับการเป็น "นายกฯ ในบัญชี" ของพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ คสช. กลายเป็นผู้เล่นเต็มตัวในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผ่านพรรคที่มีชื่อสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และแกนนำสำคัญของพรรคที่เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน
"คสช. ตั้งแต่แรกที่ประกาศตัวว่าจะเป็นกลาง ปรากฏว่าทำไปทำมา คสช. กลายเป็นผู้เล่นทางการเมืองเสียเอง" ผศ.ดร.บูฆอรี กล่าว "ซึ่งมีข่าวเป็นระยะว่าในช่วงของการไปหาเสียงมันไปคู่ขนานกับการดำเนินการในนโยบายของรัฐบาลปกติ ในแง่นี้พรรคพลังประชารัฐได้เปรียบเหนือพรรคอื่น"
สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.ฐิติพล ที่มองว่าการที่ คสช. ยังมีสิทธิที่จะใช้อำนาจอยู่ ทำให้ผู้สมัครเองก็ต้องระวังอย่างมาก ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งไม่เสรีและเป็นธรรม
"ตอนนี้จะเห็นได้ว่า คสช. จะใช้ทุกวิถีทางในการควบคุมการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผลตามที่ คสช. ต้องการ" ดร.ฐิติพล กล่าว "คสช. ควรที่จะยุติบทบาท เพราะการที่ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองก็สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวให้พรรคการเมือง"










