รัสเซีย ยูเครน : สงครามยูเครนกับ “จุดเปลี่ยน” ในนโยบายผูกมิตรรัสเซียของเยอรมนี

People hold signs that read "weapons for Ukraine" during the anti-war protest in Bonn, Germany, 10 April 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวเยอรมันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลของตนส่งอาวุธไปช่วยยูเครน
    • Author, เดเมียน แมคกินเนสส์
    • Role, บีบีซี นิวส์, เบอร์ลิน

การสำนึกในความผิดที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ถือเป็นสิ่งที่ชาวเยอรมันทำเสมอมา แต่สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน ก็ทำให้เยอรมนีต้องหันมาไตร่ตรองและคิดทบทวนถึงนโยบายที่มีต่อประเทศรัสเซีย

นับแต่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครนเมื่อ 24 ก.พ. นักการเมืองชาวเยอรมันหลายคนได้ออกมายอมรับอย่างเปิดเผยว่าพวกเขามองประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผิดพลาดไป

แม้แต่ประธานาธิบดีแฟรงก์-วอลเตอร์ สไตน์ไมเออร์ ได้ออกมากล่าวขอโทษว่า การใช้เรื่องการค้าและพลังงานเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลรัสเซียเป็นเรื่องที่ผิดพลาด

นายนีลส์ ชมิด โฆษกด้านการต่างประเทศแห่งพรรคโซเชียลเดโมแครต (SPD) ของนายสไตน์ไมเออร์ กล่าวว่า "มันคือการยอมรับที่น่าขมขื่นว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราได้ให้ความสำคัญกับการเจรจาและความร่วมมือกับรัสเซีย ตอนนี้เรายอมรับว่ามันใช้ไม่ได้ผล และนี่คือเหตุผลที่เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความมั่นคงของยุโรป"

ในการกล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังต่อรัฐสภาเยอรมนีหลังจากรัสเซียยกทัพบุกยูเครนได้ไม่กี่วัน นายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนี ได้เรียกยุคใหม่ที่ว่านี้ว่า "ไซเทนเวนเดอ" (Zeitenwende) ซึ่งแปลว่า "จุดเปลี่ยน"

คำดังกล่าวหมายถึงการยกเลิกกฎเกณฑ์เรื่องการส่งออกอาวุธ การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมครั้งใหญ่ รวมทั้งยกเลิกการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย โดยขณะนี้ได้มีการระงับโครงการท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 2 (Nord Stream 2) ที่เยอรมนีทำกับรัสเซียแล้ว

นายชมิด บอกว่า "ในอนาคตอันใกล้ จะไม่มีความร่วมมือกับรัสเซียเกิดขึ้น ทว่าจะเป็นการการจำกัดและยับยั้ง ซึ่งหากจำเป็นก็จะเป็นการป้องกันประเทศจากรัสเซีย"

คำบรรยายวิดีโอ, ทำไมเยอรมนีไม่ส่งอาวุธไปช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย

นี่คือถ้อยคำอันแข็งกร้าวที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึงว่าจะมาจากพรรคฝ่ายกลางซ้ายอย่าง SPD ที่ยึดมั่นแนวคิดในการสร้างสันติภาพกับรัสเซียเพื่อชดเชยอาชญากรรมที่นาซีเคยก่อไว้ในอดีต

แต่ในกรุงเบอร์ลิน สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครนก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ตัวมาก ภาพบ้านเมืองยูเครนที่ถูกระเบิดล่มเสียหายนั้น ดูไม่ต่างไปจากภาพบ้านเมืองเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาพที่ผู้ลี้ภัยชาวยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้หญิงที่เดินทางไปถึงสถานีรถไฟในเยอรมนี ก็กระตุ้นความทรงจำวัยเด็กของชาวเยอรมันรุ่นปู่ย่า ที่ต้องหนีความโหดร้ายของทหารรัสเซียในปี 1945

สงครามในยูเครนยังทำให้มุมมองของคนเยอรมันที่มีต่อประวัติศาสตร์ชาติตัวเองเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยช่วงก่อนหน้านี้ รัฐบาลเยอรมนีไม่ยินยอมที่จะจัดส่งอาวุธไปช่วยยูเครน เนื่องจากนึกถึงอาชญากรรมที่กองทัพนาซีเคยกระทำต่อรัสเซีย

นายชมิดชี้ว่า นโยบายของรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน พยายามควบคุมและผูกขาดความทรงจำเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในความสัมพันธ์ทวิภาคีกับเยอรมนี ซึ่งนี่ทำให้สังคมเยอรมันบางส่วนมองไม่เห็นความทุกข์ยากของชาวยูเครนในสงครามครั้งนี้

ปัจจุบันถ้อยคำและท่าทีของรัฐบาลเยอรมนีได้เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่บางคนก็ตั้งคำถามถึงการจัดการของรัฐบาลว่ารวดเร็วพอหรือไม่ เพราะถ้อยคำแสดงความสนับสนุนเพียงอย่างเดีวนั้น ไม่เพียงพอสำหรับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ซึ่งวิจารณ์เยอรมนีที่ยังคงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อสัปดาห์ก่อน นายเซเลนสกี เรียกการจ่ายเงินซื้อพลังงานจากรัสเซียว่า "เงินเปื้อนเลือด" นอกจากนี้ แผนการเยือนกรุงเคียฟของประธานาธิบดีสไตน์ไมเออร์ ก็ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย

คำบรรยายวิดีโอ, รัสเซีย ยูเครน : ทหารยูเครนเตรียมตัวสู้ศึกทัพรัสเซียที่ดอนบาส

กระแสข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มีความขัดแย้งกัน โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า ไม่มีการปฏิเสธการเยือนของนายสไตน์ไมเออร์ แต่นักการเมืองและนักวิจารณ์ชาวเยอรมันหลายคนมองเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็น สัญญาณบ่งชี้ว่ายูเครนไม่ไว้วางใจในประธานาธิบดีของเยอรมนี ผู้เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ซึ่งใช้เวลาหลายปีในการสร้างสันติภาพด้วยการสานสัมพันธ์กับรัสเซีย

ดร. คลอเดีย เมเจอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมจากสถาบันเพื่อกิจการต่างประเทศและความมั่นคงในเยอรมนี (SWP) กล่าวว่า การที่เยอรมนีประกาศเรื่อง "จุดเปลี่ยน" หรือ "ไซเทนเวนเดอ" ทำให้บรรดาชาติพันธมิตรต่างมองมาที่เยอรมนี พร้อมกับตั้งคำถามว่าประเทศได้ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมแล้วหรือไม่

เธอชี้ว่า ที่ผ่านมา เยอรมนีดูเหมือนจะไม่กล้าดำเนินมาตรการคว่ำบาตรที่แข็งกร้าวต่อรัสเซีย อีกทั้งยังลังเลใจในเรื่องการส่งอาวุธไปช่วยเหลือยูเครน นี่จึงทำให้หลายฝ่ายสงสัยถึงเรื่องไซเทนเวนเดอ เพราะหากพิจารณาถึงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และความเป็มหาอำนาจด้านการเมืองและการทหารของเยอรมนีแล้ว สิ่งที่เยอรมนีทำจะส่งผลใหญ่ไม่ว่าจะในเชิงลบหรือเชิงบวก

ที่ผ่านมา เยอรมนีประกาศจะยกเลิกการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย แต่ต้องการทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการยุติการนำเข้าในทันที เพราะรัฐบาลชี้ว่า การกระทำเช่นนั้นจะทำให้เยอรมนีเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย และทำให้คนตกงานหลายแสนตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ดร.เลียนา ฟิกซ์ นักรัฐศาสตร์ จากมูลนิธิเคอร์แบร์ ในเยอรมนีระบุว่า "นี่คือปัญหาที่เยอรมนีสร้างขึ้นเอง" อีกทั้งเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่พร้อมจะยกเลิกการค้าขายกับรัสเซีย และได้ดำเนินมาตรการหาซื้อพลังงานจากแหล่งอื่น ๆ

German President Frank-Walter Steinmeier after attending a meeting in Warsaw, Poland, 12 April 2022

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายสไตน์ไมเออร์ ระบุว่าเขาได้รับการบอกกล่าวว่าตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับในยูเครน เพราะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย

เรื่องที่น่าขันก็คือ ผู้ที่ต้องมาแก้ปัญหาที่ว่านี้ก็คือนายโรเบิร์ต ฮาเบ็ค รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจากพรรคกรีนที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้พยายามเรียกร้องให้เยอรมนีลดการพึ่งพาด้านพลังงานจากรัสเซียลง

ในด้านการช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน รัฐบาลเยอรมนีระบุว่า เตรียมจะส่งอาวุธทุกอย่างที่รัฐบาลยูเครนต้องการไปให้ แต่ก็มีกระแสข่าวว่า รัฐมนตรีบางคนเผชิญอุปสรรคในระบบการทำงานแบบราชการ ส่งผลให้นางอันนาเลนา แบอร์บ็อค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากพรรคกรีน พยายามผลักดันให้รัฐบาลผสมของเยอรมนีทำงานให้เร็วขึ้น พร้อมเรียกร้องให้มีการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หนัก เช่น รถถัง และเครื่องบินรบ ให้แก่ยูเครน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า นายกรัฐมนตรี ชอลซ์ จะพยายามหลีกเลี่ยงคำถามเหล่านี้ เพราะอาจกลัวว่าจะสูญเสียแรงสนับสนุนภายในพรรค SPD ก็เป็นได้

แต่ ดร. เมเจอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมจากสถาบัน SWP ชี้ว่า อย่างน้อยนายชอลซ์ควรจะสื่อสารให้ดีขึ้นถึง "จุดเปลี่ยน" หรือ "ไซเทนเวนเดอ" ของเยอรมนี เพราะการกล่าวในรัฐสภาเพียงครั้งเดียว และการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์เพียงไม่กี่ครั้งยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน ดูเหมือนชาวเยอรมันหลายคนก็กำลังผ่าน "จุดเปลี่ยน" ของตัวเองเช่นกัน โดย อารีแอน เบมเมอร์ คอลัมน์นิสต์ของหนังสือพิมพ์ Tagesspiegel ได้เขียนบทความทบทวนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อรัสเซีย

"ฉันมองผิดไปจริง ๆ มันเหมือนการสูญเสียเพื่อน" เธอบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้บีบีซีฟัง

เธอคือหนึ่งในชาวเยอรมันจำนวนมากจากอดีตประเทศเยอรมนีตะวันตก ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เข้มข้นแบบสหรัฐฯ แล้วมีความคิดเห็นเอนเอียงไปทางรัสเซีย

แต่ปัจจุบันมีชาวเยอรมันเพียงไม่กี่คนที่คิดเช่นนั้น โดยผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า 55% ของชาวเยอรมันระบุว่า รัฐบาลของตนควรส่งอาวุธหนัก เช่น รถถัง และเครื่องบินรบ ให้ยูเครนใช้ต่อสู้กับรัสเซีย

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"