รัสเซีย ยูเครน : เรื่องเล่าจากชาวรัสเซียผู้หลบหนีออกนอกประเทศ

Cars pictured queueing up to cross the border into Finland from Russia
คำบรรยายภาพ, รถรอคิวเข้าฟินแลนด์ ที่จุดผ่านแดนวอลิมา
    • Author, จอห์น ซิมป์สัน
    • Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ รายงานจากวอลิมา, ฟินแลนด์

ที่วอลิมา (Vaalimaa) จุดผ่านแดนของฟินแลนด์ที่ติดกับรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเฮลซิงกิไปทางตะวันออกราว 120 ไมล์ (193 กม.) มีรถบัสและรถยนต์จอดเป็นแถวยาวเพื่อรอรับการตรวจหนังสือเดินทางและการตรวจสอบตามกระบวนการศุลกากร ผู้ที่กำลังรอข้ามแดนเหล่านี้ไม่ใช่ชาวยูเครนที่หนีภัยสงคราม แต่เป็นคนรัสเซียที่ตัดสินใจออกจากประเทศบ้านเกิด

ถึงแม้การข้ามแดนที่นี่จะไม่ได้คับคั่งมากนัก แต่ก็มีคนทยอยกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางคนเดินทางออกจากรัสเซียด้วยความวิตกกังวล เพราะมีข่าวลือออกมาเนือง ๆ ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะประกาศใช้กฎอัยการศึกในเร็ว ๆ นี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ในประเทศ กรณีที่ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงการรุกรานยูเครน

ในขณะที่รัสเซียประกาศระงับเที่ยวบินระหว่างยุโรปทั้งหมด หนทางเดียวที่จะออกนอกประเทศได้ก็คือ การนั่งรถยนต์ หรือรถไฟข้ามพรมแดนนี้

บีบีซีได้มีโอกาสพูดคุยกับหญิงสาวชาวรัสเซียคนหนึ่งที่ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ เธอคือหนึ่งในบรรดาผู้โชคดีที่ได้รับวีซ่าเข้ายุโรปก่อนจะมีการประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย เธอบอกว่ารู้สึกสิ้นหวังกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

"ผู้คนในยูเครนคือคนของเรา คือครอบครัวของเรา…เราไม่ควรเข่นฆ่าพวกเขา" เธอกล่าว

เมื่อถามว่าเธอคิดจะกลับรัสเซียไหม เธอตอบว่า "ไม่ ตราบใดที่รัฐบาลอันน่าสะพรึงกลัวยังคงอยู่ที่นั่น มันน่าเศร้ามาก ๆ เลย" หญิงสาวที่ขอสงวนนามกล่าว

เธอบอกว่า คนรัสเซียส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการให้เกิดสงครามครั้งนี้ แต่พวกเขาก็เสี่ยงจะถูกจับเข้าคุกหากพยายามต่อต้านปูติน

ในฟินแลนด์มีกระแสความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนรัสเซียแบบเธออย่างท่วมท้น ไม่ต่างจากความเห็นใจที่มีให้ชาวยูเครนและผู้พำนักอยู่ที่นั่น ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนี้ รวมถึงความหวาดกลัวว่ารัสเซียอาจเปิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ รวมถึงฟินแลนด์เอง ก็กำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของคนฟินแลนด์ที่มักวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

ในการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า มีชาวฟินแลนด์เพิ่มมากขึ้นที่เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากบรรดาชาติพันธมิตร

คำบรรยายวิดีโอ, ชมเครื่องบินสอดแนมของนาโต ที่ใช้เฝ้าระวังสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ที่กรุงเฮลซิงกิ ขบวนรถไฟจากนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซียกำลังเข้าเทียบชานชลาพร้อมผู้โดยสารนับร้อยที่ต้องการหลบหนีออกจากรัสเซีย รถไฟสายนี้ส่วนใหญ่ถูกจองจนเต็ม และราคาตั๋วก็ถีบตัวสูงขึ้นมาก

ผู้โดยสารเหล่านี้เดินทางออกจากรัสเซียด้วยเงินสดที่สามารถนำออกนอกประเทศได้อย่างจำกัด และเงินรูเบิลก็กำลังอ่อนค่ามาก เศรษฐกิจรัสเซียกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก และรัฐบาลรัสเซียก็พยายามดำเนินความพยายามต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนแห่กันถอนเงินออกจากธนาคาร

แล้วมาตรการคว่ำบาตรต่อเหล่ามหาเศรษฐีรัสเซียจะช่วยให้พวกเขากดดันประธานาธิบดีปูตินได้หรือไม่ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ผู้นำรัสเซียหยุดทำสงครามในยูเครนได้

แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนายปูตินก็คือข้อเรียกร้องจากลุคออยล์ (Lukoil) บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการรุกรานยูเครน เพราะหากองค์กรที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจรัสเซียแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับนายปูติน ก็จะทำให้เป็นการยากขึ้นที่เขาจะเดินหน้าทำสงครามนี้ต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ๆ เช่น การประกาศใช้กฎอัยการศึก

A bus waits at a border crossing between Russia and Finland
คำบรรยายภาพ, รถบัสจากรัสเซียรอข้ามแดนเข้าไปในฟินแลนด์

ชาวรัสเซียอีกคนที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยคือหญิงสาวที่ตัดสินใจออกจากประเทศไปอยู่ที่นครอิสตันบูลของตุรกี เธอเล่าให้บีบีซีฟังทางโทรศัพท์ว่า รู้สึกหวาดกลัวว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ชีวิตของคนรัสเซียกลับไปเป็นเหมือนในยุคของสหภาพโซเวียตอีกครั้ง

"ฉันอายุ 30 ฉันไม่เคยได้พบเจอสิ่งเลวร้ายที่สุด อย่างการควบคุมกดขี่ และตำรวจลับ" เธอเล่า

"ฉันมีภาพความกลัวที่เด่นชัดว่าถ้าฉันไม่บินออกมาในตอนนี้ ฉันก็จะไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกเลย"

"ในมุมหนึ่ง มันดูเหมือนว่านี่คือจังหวะที่จะหนีออกมา แต่ในอีกมุมก็มีความกลัวอย่างจับใจว่าฉันจะได้พบหน้าเพื่อนฝูงและครอบครัวได้อีกเมื่อไหร่ หรืออาจจะไม่ได้เจออีกเลย"

หากมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก นายปูตินก็จะมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการประท้วงตามท้องถนน ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดอย่างชัดเจนกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสว่า เขาจะไม่หยุดจนกว่าจะยึดครองยูเครนได้ทั้งประเทศ และเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสที่ได้ฟังบทสนทนาทางโทรศัพท์นี้ก็ออกมาระบุในเวลาต่อมาว่า สถานการณ์อาจเลวร้ายลงอย่างยิ่ง

เลวร้ายถึงขั้นไหน ? ก็ถึงขั้นที่ทางเลือกในการใช้อาวุธนิวเคลียร์จะใกล้เข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัย และมันก็เป็นแนวโน้มที่น่าหวาดกลัวไม่ใช่น้อย

นี่จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมคนรัสเซียจำนวนมากที่ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการรุกรานยูเครน หรือไม่ต้องการได้รับผลกระทบจากกรณีนี้จึงพยายามดิ้นรนออกนอกประเทศ เพื่อไปใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการในต่างแดน

รายงานเพิ่มเติมโดย คริสตี คูนีย์ ในลอนดอน

คำบรรยายวิดีโอ, รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่เท่าไหร่
line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"

คำบรรยายวิดีโอ, "ไม่มีเสียงระเบิด ทุกอย่างดูสวยไปหมด"