การเหยียดผิว : เด็กผิวดำลูกผู้อพยพจากแถบแคริบเบียนที่ถูกส่งไป "โรงเรียนพิเศษ" ในอังกฤษยุค 70

Noel Gordon, ESN student

ที่มาของภาพ, Lyttanya Shannon/Rogan Productions

คำบรรยายภาพ, โนล เป็นอดีตนักเรียนโรงเรียนอีเอ็สเอ็น

ในช่วงทศวรรษ 60 และ 70 มีเด็กผิวดำหลายร้อยคนในสหราชอาณาจักรที่ถูกนิยามว่า "มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปกติ" (educationally subnormal) และถูกละเมิดสิทธิด้วยการส่งไปเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กที่ถูกมองว่า "ด้อยสติปัญญา"

ตอนนี้พวกเขาหลายคนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในสารคดีชิ้นใหม่ของบีบีซีที่ชื่อ "Subnormal: A British Scandal"

ย้อนไปในทศวรรษ 70 ขณะอายุได้ 6 ขวบ โนล กอร์ดอน ถูกส่งไปโรงเรียนประจำที่รู้จักกันในตอนนั้นว่า "มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปกติ" หรือ อีเอสเอ็น (educationally subnormal-ESN) ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเขาไป 24 กิโลเมตร

"โรงเรียนนั้นคือนรก" โนล เล่า "ผมอยู่ที่นั่น 10 ปี และพอออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ปี ผมไม่สามารถหางานได้เลย เพราะว่าสะกดคำไม่ได้ และไม่สามารถกรอกใบสมัครได้"

หนึ่งปีก่อนที่จะเข้าเรียนอีเอสเอ็น โนลไปทำฟันที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อหมอให้ยาชา เขาเกิดอาการแพ้รุนแรงจากโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell anaemia) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พ่อแม่เขาเองก็ไม่รู้ว่าลูกเป็น

โนล เล่าว่า ผลกระทบทางสุขภาพจากอาการนั้นทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ และได้รับคำแนะนำให้ไป "โรงเรียนพิเศษ" แต่พ่อแม่เขาไม่เคยได้รับหลักฐานหรือคำอธิบายเรื่อง "ความพิการ" ของเขาเลย

"มีคนมาหาแล้วก็บอกว่าเจอ "โรงเรียนประจำพิเศษ" ที่มีผู้ดูแล และเป็นสถานที่ที่จะให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์กับผมได้ด้วย" โนล กล่าว บทสนทนาในวันนั้น มีคำว่า "โง่เง่า" หลุดออกมาด้วย

แต่พ่อแม่โนล ไม่รู้เลยว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนของผู้ "มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปกติ" พวกเขาเพิ่งอพยพจากจาเมกามาอังกฤษ และก็หวังไว้มากว่าลูกจะได้รับการศึกษาที่ดี

Noel as a young boy

ที่มาของภาพ, Noel Gordon

คำบรรยายภาพ, โนล ตอนเด็ก

คืนแรก โนลนอนร้องไห้และคิดถึงแม่ ในห้องเรียน เขาโดนเพื่อนล้อเลียนเรื่องเชื้อชาติและครูก็ไม่ได้ว่าอะไร "โรงเรียนพิเศษ" นี้ ไม่ได้ใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบปกติ โนล ได้รับสมุดมาไว้เขียนแต่ก็ไม่มีใครสอนหลักภาษาหรือการสะกดให้เขา เขาบวกลบเลขง่าย ๆ เป็น แต่เวลาส่วนใหญ่ในชั้นเรียนหมดไปกับการทำงานฝีมือกับเล่นเกม

พ่อเขาเพิ่งมารู้ว่าจริง ๆ แล้วโรงเรียนนี้เป็นอย่างไรตอนที่ต้องไปเยี่ยมที่โรงเรียนเป็นครั้งแรกเพราะโนลโดนเด็กที่โตกว่าต่อยเข้า

พ่อเขาบอกครูว่า "นี่มันโรงเรียนสำหรับเด็กพิการนี่" ขณะที่ครูตอบกลับมาว่า พวกเขาเลือกที่จะนิยามว่าเป็นโรงเรียนสำหรับ "เด็กที่เรียนรู้ช้า" มากกว่า

การค้นพบนี้ทำให้พ่อเขาใจสลายแต่ก็รู้สึกว่าไม่มีอำนาจจะไปแก้ไขอะไรได้ โนล ไม่ได้มีโอกาสสอบและได้ใบประกาศคุณวุฒิใด ๆ เขาบอกว่าการถูกตีตราว่ามีระดับการศึกษาต่ำกว่าปกติทำให้เขารู้สึกด้อยไปตลอดชีวิต และทำให้เขามีปัญหาทางจิตใจ

สารคดีเรื่องนี้ของบีบีซีบอกเล่าเรื่องราวว่าพ่อแม่เด็กเหล่านี้ ครูบาอาจารย์ และนักเคลื่อนไหว รวมตัวกันเรียกร้องเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาสำเร็จได้อย่างไร

นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษา ศาสตราจารย์กัส จอห์น ซึ่งอพยพจากเกรเนดามาอังกฤษในปี 1964 บอกว่า เด็กจากโรงเรียนอีเอสเอ็นจะไม่ได้ไปเรียนต่อระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย "ถ้าโชคดีก็จะได้กลายมาเป็นแรงงาน คำนิยามนั้นทำลายความรู้สึกมั่นใจและความทะเยอทะยานในตัวเด็กไปหมด"

Gus John activist and academic

ที่มาของภาพ, Lyttanya Shannon/Rogan Productions

คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์กัส จอห์น

โรงเรียนอีเอ็สเอ็นระดับอนุบาลและประถมให้นิยามเด็กในสังกัดว่าเป็นผู้ที่มีความพิการด้านการเรียนรู้ในระดับกลาง มีความพิการในการเรียนรู้ระดับรุนแรง ไปจนถึง "ไม่สามารถสอนได้" แต่ทั้งครูหรือนักจิตวิทยาไม่เคยให้เหตุผลอย่างมีน้ำหนักชัดเจนเลยว่าเกณฑ์สำหรับเด็กที่ควรต้องไปโรงเรียนแบบนี้คืออะไร

สัดส่วนเด็กผิวดำถูกส่งไปโรงเรียนแบบนี้สูงผิดปกติ สารคดีชิ้นนี้พบว่ามีเด็กผิวดำในโรงเรียนนี้คิดเป็นสัดส่วน 28% แต่ที่ไปโรงเรียนทั่วไปมีเพียง 15%

คำถามคือว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้

ข้อมูลจากช่วงทศวรรษ 60 และ 70 ระบุว่าเด็กผิวดำมีความสามารถทางวิชาการต่ำกว่าเด็กผิวขาว นี่ยิ่งตอกย้ำความเชื่อผิด ๆ ในตอนนั้นว่าเด็กผิวดำมีสติปัญญาด้อยกว่าเพื่อนผิวขาว

คนที่มีส่วนผลักดันสำคัญให้ความคิดผิด ๆ นี้แพร่หลายคือ ฮานส์ อายเซนค์ อดีตศาสตราจารย์ประจำสถาบันจิตเวชศาสตร์ แห่งคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน เขาอ้างงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่บอกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กผิวดำจะมีไอคิวต่ำกว่าเด็กผิวขาวอยู่ 12 หน่วย

ด้วยเหตุนี้ ครูบาอาจารย์ในตอนนั้นกลัวว่าถ้ามีนักเรียนผิวดำมากไป จะยิ่งทำให้มีนักเรียนผิวขาวมาเข้าเรียนน้อยลง และหลังจากพ่อแม่เด็กผิวขาวเคลื่อนไหวประท้วงในปี 1965 รัฐบาลออกข้อแนะนำให้จำกัดนักเรียนที่เป็นเด็กอพยพไว้แค่ 30% โดยอ้างว่าเด็กเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือทางสังคม ภาษา และการแพทย์เป็นพิเศษ

ผลที่ตามมาคือ มีการกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ ให้ส่งลูกผู้อพยพไปโรงเรียนนอกพื้นที่เพื่อพยายามจำกัดจำนวน แต่นโยบายนี้ก็สิ้นสุดไปในที่สุดในปี 1980

นักจิตวิทยาด้านการศึกษาผู้ล่วงลับไปแล้วอย่าง มอลลี ฮันต์ บอกว่าไม่ใช่สติปัญญาของเด็กผิวดำสู้ไม่ได้ แต่แบบทดสอบที่ใช้เต็มไปด้วยอคติด้านวัฒนธรรม

กัส จอห์น อธิบายประเด็นนี้เพิ่มเต็มโดยยกตัวอย่างว่า แบบทดสอบมีคำศัพท์ หรือสิ่งที่อ้างอิงถึง ในแบบที่เด็กที่เพิ่งอพยพมาจากประเทศในแถบแคริบเบียนไม่คุ้นชิน และเวลาอยู่บ้าน เด็กเหล่านี้ก็ใช้ภาษาอังกฤษในแบบที่ผสมกับภาษาท้องถิ่นด้วย

Children in a classroom at Effra Primary School in Brixton, London, UK, 16th June 1970

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โรงเรียนแบบปกติในกรุงลอนดอนในยุค 70

นอกจากนี้ เด็กเหล่านี้ต้องปรับตัวกับชีวิตใหม่ อาจมีความสะเทือนใจจากการต้องพลัดพรากจากคนในครอบครัว เช่น ปู่ย่าตายายมาด้วย

กัส จอห์น บอกว่า การเรียนรู้ที่เป็นไปด้วยความยากลำบากของเด็กเหล่านี้ถูกเหมาเอาว่าเป็นความพิการ และพวกเขาก็ถูก "กำจัด" ด้วยการส่งไปโรงเรียนอีเอสเอ็น

ในที่สุด โนล ก็ได้รับโอกาสให้กลับเข้าไปโรงเรียนธรรมดาในบางวันแบบเด็กทั่วไป แต่นั่นก็สายไปแล้ว

"ที่โรงเรียนระดับมัธยมที่ผมไปเป็นบางวัน ผมเลือกที่จะโดดเรียนเพราะกลัวไม่มีเพื่อน และก็เพราะอ่านหนังสือไม่ออก"

เมื่อเวลาผ่านไป พ่อแม่ผู้อพยพก็เริ่มเข้าใจปัญหานี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นลูก ๆ ที่แทบจะอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ นี่นำไปสู่การรวมตัวเรียกร้องสิทธิ รวมถึงการตีพิมพ์หนังสือที่ชื่อ "How the West Indian Child is Made Educationally Subnormal in the British School System" ที่เปิดโปงว่าระบบการศึกษาในสหราชอาณาจักรทำให้เด็กผู้อพยพกลายเป็นผู้มีระดับการศึกษาต่ำกว่าได้อย่างไร

Bussing in the 1960s
คำบรรยายภาพ, ในช่วงหนึ่ง มีการกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ ให้ส่งลูกผู้อพยพไปโรงเรียนนอกพื้นที่เพื่อพยายามจำกัดจำนวน

เบอร์นาร์ด โคอาร์ด เป็นผู้เขียนหนังสืออันทรงอิทธิพลนี้ ชาวเกรเนดาผู้นี้ได้มีโอกาสไปเป็นครูในโรงเรียนอีเอสเอ็น และสังเกตเห็นว่าสัดส่วนของเด็กที่อพยพมาจากประเทศแถบแคริบเบียนมีสูงมาก

เขาบอกว่าหน่วยงานด้านการศึกษาใช้โรงเรียนอีเอสเอ็นเป็นเหมือน "ที่ทิ้งขยะ" และครูบาอาจารย์ในตอนนั้นเข้าใจผิดว่าบาดแผลจากการต้องอพยพย้ายถิ่นเป็นความไร้สติปัญญา

หนังสือเล่มนี้สร้างอิทธิพลจนทำให้เกิดโรงเรียนพิเศษวันเสาร์ที่พ่อแม่ผิวดำจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้ นอกจากสอนหลักสูตรทั่วไปแล้ว ยังสอนเรื่องประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ ทำให้พวกเขาตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง และสามารถสอบเอาวุฒิและก็ไปสมัครงานได้ในที่สุด

Bernard Coard, teacher, activist, writer of the seminal book How the West Indian child is made educationally subnormal in the British school system

ที่มาของภาพ, Lyttanya Shannon/ Rogan Productions

คำบรรยายภาพ, เบอร์นาร์ด โคอาร์ด มีโอกาสไปเป็นครูในโรงเรียนอีเอสเอ็น และสังเกตเห็นว่าสัดส่วนของเด็กที่อพยพมาจากประเทศแถบแคริบเบียนมีสูงมาก

ผลของการเคลื่อนไหวและกดดันหลายปีคือพระราชบัญญัติการศึกษาปี 1981 ที่กำหนดเป็นกฎหมายว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม และให้มีการยกเลิกคำว่า "มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปกติ"

รายการจากการสืบสวนหาความจริงโดยรัฐบาลเมื่อปี 1985 พบว่า ระดับไอคิวที่ต่ำของเด็กอพยพจากประเทศในหมู่เกาะเวสต์อินดีสไม่ได้เป็นปัจจัยทำให้พวกเขาผลการเรียนไม่ดี แต่เป็นความอคติทางเชื้อชาติต่างหากที่ทำให้เขาเรียนไม่ได้ดีเท่า

แต่สำหรับโนล ผลกระทบจาก "โรงเรียนพิเศษ" ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน

โนลพบว่าเขาชอบที่จะเรียนรู้ และเรียนจนได้ใบประกาศหลายใบ รวมถึงปริญญาด้านคอมพิวเตอร์ด้วย อย่างไรก็ดี เขาก็ยังอ่านเขียนด้วยความยากลำบากอยู่

"โรงเรียนอีเอ็สเอ็นนั้นทำให้ชีวิตผมพังไปหมด"