โควิด-19 : ยกเลิกสิทธิบัตรผลิตวัคซีน สหรัฐฯหนุน เยอรมนีค้าน ข้อเสนออินเดีย-แอฟริกาใต้

A firefighter fills a syringe with a dose of the Pfizer BioNTech vaccine

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลเยอรมนีที่บอกว่า "การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นแหล่งที่มาของการสร้างนวัตกรรม และก็ควรจะคงไว้เช่นนั้น"

เมื่อพูดถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งที่ผู้นำโลกต่างเห็นตรงกันคือ จะไม่มีใครรอดปลอดภัยจริง ๆ จนกว่าทุกคนจะปลอดภัย

แต่ที่พวกเขาเห็นต่างคือจะเร่งผลิตวัคซีนอย่างไร ขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่ยากจนกว่าช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

ล่าสุด สหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนแผนขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่เสนอให้ยกเลิกสิทธิบัตรในการผลิตวัคซีนโควิด-19 เป็นการชั่วคราว โดย แคเธอรีน ไท ผู้แทนด้านการค้าของสหรัฐฯ บอกว่า "ช่วงเวลาที่ไม่ปกติอย่างนี้ ยิ่งต้องอาศัยมาตรการแบบพิเศษ"

เชื่อกันว่า 100 ประเทศจากสมาชิกทั้งหมด 164 ประเทศขององค์การการค้าโลกก็เห็นด้วย ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อินเดียและแอฟริกาใต้เป็นผู้นำในกลุ่มประเทศราว 60 ประเทศ ที่พยายามจะให้ยกเลิกสิทธิบัตรนี้เป็นการชั่วคราว

วัคซีน

ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่า นี่เป็นการตัดสินใจ "ครั้งประวัติศาสตร์" ของสหรัฐฯ และเป็น "ชั่วขณะสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19"

ด้านองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins sans Frontières) บอกว่าหากแผนนี้บรรลุ จะ "ทำให้เข้าถึงเครื่องมือช่วยชีวิตเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากขึ้นขณะที่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก"

อย่างไรก็ดี บางประเทศบอกว่าไม่เห็นด้วย โดยบอกว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ อย่างรัฐบาลเยอรมนีที่บอกว่า "การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นแหล่งที่มาของการสร้างนวัตกรรม และก็ควรจะคงไว้เช่นนั้น" แต่สหภาพยุโรปบอกก่อนหน้านี้ว่าพร้อมที่จะเจรจาข้อเสนอนี้และบางประเทศสมาชิกก็ออกมาสนับสนุนแล้ว

ประเด็นพิพาท

Joe Biden speaks with the staff as he visits the Las Gemelas Taqueria restaurant for carry-out lunch on Cinco de Mayo in the Union Market neighbourhood in Washington,

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ปธน. ไบเดน สนับสนุนการยกเลิกสิทธิบัตรชั่วคราวตั้งแต่ระหว่างการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

ยารักษาโรคและสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ รวมทั้งวัคซีนถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและมีกฎหมายสิทธิบัตรป้องกันการลอกเลียนแบบ

ผู้คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ จะได้สิทธิบัตรเพื่อการคุ้มครอง และก็เป็นวิธีที่จะทำเงินได้ด้วย และนี่ก็เป็นแรงกระตุ้นให้คนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

ประเทศอย่างอินเดียและแอฟริกาใต้บอกว่าสูตรสำหรับผลิตวัคซีนที่จะช่วยชีวิตคนได้ ควรจะเปิดเผยให้ผู้ผลิตตามประเทศต่าง ๆ นำไปผลิตวัคซีนเป็นจำนวนมากได้เอง

ปัญหาคืออะไร

A healthcare worker prepares a dose of the Pfizer/BioNTech coronavirus disease

ที่มาของภาพ, Reuters

บริษัทผู้ผลิตยา สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร (และสหรัฐฯ ในตอนนั้น) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอนี้โดยทันที

ทุนส่วนใหญ่ในการผลิตวัคซีนหมดไปกับการวิจัยและพัฒนา ส่วนกระบวนการผลิตเองจะใช้ทุนน้อยกว่า ข้อเสนอนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะอาจส่งผลต่อรายได้ของผู้ผลิตและทำให้คนไม่อยากริเริ่มคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

เป็นเรื่องเงินอย่างเดียวหรือเปล่า

วัคซีน

ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการยกเลิกสิทธิบัตรจะเป็นการชั่วคราวเท่านั้น และผู้ผลิตบางรายอย่างแอสตร้าเซนเนก้า ก็ขายวัคซีนให้ในราคาทุนอยู่แล้ว

ประเด็นสำคัญคือ การยกเลิกสิทธิบัตรอย่างเดียวจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก ผู้ผลิตวัคซีนบอกว่ามันจะเหมือนกับการหยิบยื่นสูตรอาหารให้แต่ไม่ได้ให้วัตถุดิบและคำชี้แนะไปด้วย

การผลิตวัคซีนจากสารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 ที่เรียกว่า "เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ" (mRNA) อย่างของไฟเซอร์และโมเดอร์นา เป็นนวัตกรรมใหม่และมีน้อยคนที่จะรู้วิธีการผลิต

บริษัทไบออนเทคจากเยอรมนีซึ่งร่วมผลิตวัคซีนจากไฟเซอร์บอกว่า การพัฒนากระบวนการผลิตใช้เวลาเป็นทศวรรษ และการอนุมัติโรงงานผลิตอาจใช้เวลาเป็นปี และการหาส่วนผสมในการผลิตก็เป็นปัญหาด้วย

องค์การด้านยาต่าง ๆ ยังกังวลอีกด้วยว่า ถ้าไม่สามารถเข้าถึงคู่มือการผลิตและส่วนผสมที่ต้องใช้ การแค่ยกเลิกสิทธิบัตรอาจนำไปสู่การผลิตวัคซีนที่ไม่ปลอดภัยและไร้ประสิทธิภาพ และอาจเกิดการผลิตของปลอมด้วยซ้ำ

ทางเลือกอื่น

สหภาพยุโรปออกมาบอกแล้วว่าพวกเขาพร้อมจะเจรจาพูดคุยเรื่องนี้ แต่ก็บอกว่าวิธีแก้ไขในระยะสั้นที่ดีที่สุดคือปรับปรุงระบบการจัดส่งวัคซีนและกดดันให้ประเทศที่ร่ำรวยช่วยส่งออกวัคซีนมากกว่านี้

สหราชอาณาจักรบอกว่าพวกเขาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดให้กับโคแวกซ์ (Covax) ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งเป้าที่จะให้ทั้งประเทศร่ำรวยและยากจนได้แบ่งวัคซีนกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมมากที่สุด พวกเขายังบอกว่าสนับสนุนการออกใบอนุญาตให้โดยสมัครใจด้วย เช่นการร่วมมือกันระหว่างอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้าและสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (The Serum Institute of India)

ระบบขององค์การการค้าโลกจะเปิดทางให้ทำได้มากกว่าแค่การออกใบอนุญาต รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะสามารถบังคับให้ผู้ผลิตรายต่าง ๆ ออกใบอนุญาตและเข้าไปช่วยแนะนำการผลิตให้กับผู้ผลิตคนอื่น ๆ ด้วย อย่างไรก็ดี บริษัทผู้คิดค้นวัคซีนก็ต้องได้รับผลตอบแทนจากการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้

หลังจากสหรัฐฯ เปลี่ยนใจมาสนับสนุนองค์การการค้าโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นเทคนิคในการโน้มน้าวให้ผู้ผลิตวัคซีนออกใบอนุญาตมากขึ้น อาจจะด้วยความสมัครใจเองหรือไม่ก็คิดราคาถูกลง

ต่อจากนี้จะมีการพูดคุยเจรจาต่อไปในเวทีขององค์การการค้าโลก แม้น่าจะเผชิญกับอุปสรรคหากประเทศใหญ่ ๆ ไม่เห็นด้วย แต่นั่นก็อาจไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่ประนีประนอมมากขึ้น