"ต้องรอให้รัฐพร้อมก่อนใช่ไหม ประชาชนถึงจะปลอดภัย?" แผ่นดินไหวเมียนมาสะท้อนปัญหาในระบบราชการไทยอย่างไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงรายหนึ่งซึ่งกำลังรอฟังข่าวของสมาชิกในครอบครัวที่หายตัวไป จากเหตุอาคารที่กำลังก่อสร้างของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมาจากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 (ตามการประเมินของของกรมอุตุนิยมวิทยา) ที่มีศูนย์กลางทางตอนกลางของประเทศเมียนมา เมื่อเวลาประมาณ 13.20 น. ของวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา สามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร

ประเด็นสำคัญที่กลายเป็นจุดสนใจหลักของสังคม คือ การตั้งคำถามต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบเตือนสาธารณะ แม้ว่าการเกิดแผ่นดินไหวจะไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่หากมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถแจ้งให้ประชาชนทราบถึงวิธีการเตรียมตัวและรับมือต่อสิ่งที่จะเกิดขี้นได้ทันท่วงที

"ข้อความสั้นแจ้งเตือน" หรือ "เอสเอ็มเอส" คือ ประเด็นคำถามที่คนไทยทั้งประเทศสะท้อนกลับไปยังภาครัฐคือเหตุใดจึงไม่มีการแจ้งเตือนภัย และกว่าหน่วยงานรัฐจะตกลงกันได้แล้วส่งเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนประชาชนนั้นล่าช้าไปแล้วหรือไม่

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งนั่งเป็นประธานในการประชุมเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจี้ถามผู้มีส่วนรับผิดชอบเช่นกัน เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา

"ท่านต้องตอบคำถามตรงนี้ เพราะดิฉันต้องตอบคำถามประชาชน เพราะดิฉันสั่งไปตั้งแต่ก่อนบ่ายสองว่าให้เอสเอ็มเอสเตือนให้หมด ทุกอย่าง แต่ระบบไม่ออก" นายกฯ กล่าวในที่ประชุม

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่อาคารสำนักงานใหม่ของ สตง. ที่กำลังก่อนสร้าง แต่พังถล่มลงมาเพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา

คำอธิบายของ ปภ.-กสทช. ที่ไม่สามารถส่ง SMS เตือนได้ทันเวลา

ย้อนกลับไปในการประชุมครั้งนั้น นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เริ่มตอบคำถามแรกว่า แผ่นดินไหวนับเป็นเหตุการณ์เดียวที่ไม่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ ก่อนจะอธิบายขั้นตอนการทำงานว่าเป็นไปดังต่อไปนี้

สำหรับกรณีของเหตุแผ่นดินไหว เริ่มแรก ปภ. จะได้รับการแจ้งเตือนจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา จากนั้นจึงจะส่งคำแจ้งเตือนที่จะให้กับประชาชนต่อไปที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ​ หรือ กสทช. เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชน

จากนั้น นายไตรลักษณ์​ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. อธิบายต่อว่าเนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบการส่งเซลล์บรอดแคส จนต้องส่งเนื้อหาข้อความที่ผ่าน ปภ. แล้วไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

หากย้อนกลับมาดูตามไทม์ไลน์จะพบว่า เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นราว 13.20 น. นายกฯ ระบุว่า ได้เร่งสั่งการให้ต้องส่งเอสเอ็มเอสถึงประชาชนก่อนเวลา 14.00 น. หลังจากนั้น อธิบดี ปภ. ระบุว่าเริ่มส่งข้อความให้ กสทช. ครั้งแรกตอน 14.42 น. เพื่อให้แจ้งว่าประชาชนสามารถกลับเข้าไปในอาคารในกรณีที่มีความจำเป็นได้ และที่ไม่ได้ส่งข้อความเตือนเรื่องเหตุแผ่นดินไหวเนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว

ในขั้นตอนนี้ กสทช. ชี้แจงว่าเมื่อได้ข้อความจาก ปภ. ก็ส่งต่อไปให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ในเวลา 14.44 น. ซึ่ง ติดข้อจำกัดว่าส่งข้อความได้ทีละหนึ่งแสนถึงสองแสนเลขหมายเท่านั้น

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพฝูงชนอพยพลงมาจากตึกสูงเพื่อมายืนรออยู่ข้างถนนหลังรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อ 28 มี.ค.
Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนไทยต่างไม่ได้รับเอสเอ็สเอสแจ้งเตือนการเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งในเวลาต่อมา ปภ. อธิบายว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติเดียวที่ไม่สามารถแจ้งเตือนได้

ในการแถลงครั้งนี้ ปภ. ชี้แจงว่า มีการส่งข้อความไปให้ กสทช. ทั้งหมด 4 ครั้ง สำหรับครั้งที่ 2-3 เป็นช่วงเวลา 16.07 น. และ 16.09 น. เพื่อแจ้งเรื่องข้อปฏิบัติตนในกรณีแผ่นดินไหว และครั้งสุดท้ายเวลา 16.44 น. เพื่อแจ้งให้ประชาชนสามารถกลับเข้าอาคารได้

เมื่อกลับมาที่ฝั่งของผู้ที่ต้องได้รับข้อความ ผู้สื่อข่าวบีบีซี เช็คข้อความแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือของตนเอง ซึ่งลงทะเบียนอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนข้อความเดียวที่ส่งมาถึง เวลา 19.24 น. ของวันที่ 28 มี.ค. ระบุถึง วิธีปฏิบัติตัวหากเกิดอาฟเตอร์ช็อค

BBC
คำบรรยายภาพ, ภาพบันทึกหน้าจอข้อความที่ผู้เขียนได้รับ

หลังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแถลงเสร็จ นายกฯ เองก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกอย่างช้าเกินไป แล้วข้อมูลที่ถูกส่งออกไปนั้นสุดท้ายอาจไม่ได้มีประโยชน์มากเพียงพอ

นายกฯ ยังตั้งคำถามกับทุกฝ่ายว่าจะทำอย่างไรให้การประสานงานของทุกหน่วยงานมีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ …

แผ่นดินไหวในเมียนมา กะเทาะภาพ "กรมาธิปไตย" ในไทยอย่างไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพถนนในเมียนมาหลังเหตุแผ่นดินไหว

เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ บีบีซีไทยเพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร. บุญวรา สุมะโน นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อวิเคราะห์ถึงระบบการทำงานของรัฐราชการไทย ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแต่บุคคลากรภาครัฐที่อยู่ภายใต้สถานะ "ข้าราชการ" แต่ยังรวมถึงกำลังพลภาครัฐอื่น ๆ ด้วย

"มีคนเคยพูดว่าประเทศไทยเป็น 'กรมาธิปไตย' คือไม่ได้แยกกันแค่การทำงานในระดับกระทรวงนะ มันลงไปถึงระดับกรมเลย" เธออธิบาย

ดร.บุญวรา ยังเสริมว่า รัฐราชการไทยยังชอบที่จะใช้คำว่า "บูรณาการ" แต่ไม่มีผลลัพธ์ออกมาจริง ๆ กล่าวคือ เป้าหมายของการบูรณาการคือเพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับ "มีน้อยมากที่ทำงานร่วมกันได้"

ผศ.ดร. ฉัตรทิพย์ ชัยฉกรรจ์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า การทำงานของรัฐราชการไทยว่าเป็นแบบ "แนวดิ่ง" คือเน้นทำแต่ภารกิจของตัวเองและไม่ได้มีการบูรณาการอยู่จริง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ดร.บุญวรา

นอกจากนี้ ผศ.ดร. ฉัตรทิพย์ ยังกล่าวเพิ่มว่า "อีกสิ่งที่สำคัญของระบบราชการคือการกลัวความผิดบางอย่าง"

หากเราหยิบยกกรณีเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ขึ้นมา ความผิดที่ว่านี้อาจเป็น 'ข้อความผิด' "มันจึงต้องผ่านการกรองหลายชั้นเพื่อความมั่นใจ"

วิเคราะห์ขั้นตอน-การสื่อสารในภาวะวิกฤตของราชการไทย

ต่อคำถามที่ว่า โดยปกติแล้วหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งสื่อสารกันอย่างไร และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการข้ามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อสื่อสารในยามวิกฤต

ผศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ตอบว่า ในภาวะปกติ "เราน่าจะเห็นภาพกันอยู่แล้ว" พร้อมอธิบายต่อว่า ความร่วมมือของหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งก็จะมาในหลายรูปแบบ เช่น การตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ มาทำงานร่วมกัน และนัดประชุมกันทุกสามเดือน หกเดือน หรือทุกหนึ่งปี หรือจะมีการดำเนินโครงการร่วมกัน ซึ่งสังเกตได้จาก "เวลาเราเห็นป้ายโปสเตอร์แล้วมีโลโก้รัฐเยอะ ๆ ก็เป็นความพยายามในการสื่อสารว่า 'เฮ้ย... เรามีการประสานงานกันนะ'"

สำหรับโครงการประเภทที่สองนี้ การติดต่อสื่อสารก็ดูจะอยู่ที่หัวหน้าของแต่ละหน่วยงานว่าสามารถ "ยกหูหากันได้ไหม"

เมื่อก้าวมาสู่ภาวะวิกฤตที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ผศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ตอบว่า ประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยงานสามารถยกหูโทรหากันได้หรือไม่ตามที่บีบีซีไทยถาม แต่ "คำถามคือที่ผ่านมามีการสร้างระบบและกลไกในการประสานความร่วมมือไว้ก่อนหรือไม่"

เธอตั้งข้อสังเกตว่า ในที่ประชุมที่มีนายกฯ นั่งเป็นประธานเมื่อวันที่ 29 มี.ค. นั้น มีการไล่จี้ว่าหน่วยงานไหนทำอะไร ส่งข้อความกันเวลาเท่าไหร่ แต่ "ภัยพิบัติมันคือเสี้ยววินาที มันมานั่งร่างข้อความไม่ทัน มันต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ ต้องมีการฝึกซ้อม"

"สิ่งเหล่านี้เรายังไม่เห็นจากส่วนระบบของราชการ"

"ยกประโยชน์ให้จำเลย" จากความไม่รู้ได้หรือไม่ ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ณ วันที่ 2 เม.ย. มีรายงานว่า มีผู้ประสบภัยแค่จากเหตุอาคารถล่มจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว มีผู้สูญหาย 72 ราย บาดเจ็บ/รอดชีวิต 9 ราย และ เสียชีวิตอีก 15 ราย

ประชาชนที่ไม่ได้รับเอสเอ็มเอส หรือได้หลังเวลาผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นปัญหาในระบบราชการไทย ตามทัศนะของ ผศ.ดร. ฉัตรทิพย์ โดยเธอบอกว่า รัฐราชการไทยไม่มีความพร้อมรับมือมากเพียงพอ

เมื่อถามว่า ฝ่ายรัฐบาลรวมถึงตัวนายกฯ เองก็เพิ่งมีประสบการณ์พร้อม ๆ กับคนไทย เรื่องการรับมือกับเหตุแผ่นดินไหว เช่นนั้น เราสามารถ 'ยกประโยชน์ให้กับจำเลย' ได้หรือไม่

นักวิชาการรายนี้ ตอบว่า "ถ้าตอบแบบคนใจดีก็จะบอกว่า 'ยกประโยชน์ให้จำเลย' ก็ได้

แต่เธอตั้งข้อสังเกตพร้อมตั้งคำถามว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินมาเนิ่นนานแล้วกว่า 22 ปี เช่นนั้น "ทำไมปรากฏว่าเราต้องรอให้เกิดเรื่อง ถึงมาเรียนรู้ว่าระบบมีช่องว่างเหรอคะ"

เธอถามต่อว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐมีการเตรียมความพร้อมไว้มากน้อยแค่ไหน มีการติดตามและประเมินแผนที่วางไว้หรือไม่ เพราะกระบวนการที่ดูเหมือนจะใช้เวลานานกว่าจะสื่อสารออกมาได้นั้น สะท้อนว่าระบบยังมีข้อจำกัดอยู่มาก และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง

"จริง ๆ ไม่ว่าเราจะเป็นประชาชน นักวิชาการ หรือใครก็แล้วแต่ หรือท่านนายกฯ เอง ก็พยายามจะหาคำตอบกับเรื่องนี้ด้วยนะคะว่า ทำไมล่ะ แล้วเราในฐานะคนไทยจะต้องรอให้หน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมแค่นั้นเหรอ เราถึงจะรู้สึกมั่นคง หรือรู้สึกปลอดภัยได้"

"เวลาเราพูดถึงสาธารณภัย มันมีต้นทุนของความเสียหายอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นมันต้องถามกลับไปยังรัฐ"

ความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทย อาจจะยังไม่ถูกประเมินออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน หรืออาจไม่สามารถคำนวณให้ออกมาสะท้อนทุกความสูญเสียได้จริง ๆ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เวลาเราพูดถึงสาธารณภัย มันมีต้นทุนของความเสียหายอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นมันต้องถามกลับไปยังรัฐ" ผศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ระบุ

แต่หากนับจนถึงวันที่ 2 เม.ย. นี้ เรากำลังพูดถึงตึกอาคารสำนักงานของรัฐจากเงินภาษาประชาชนที่มีงบประมาณกว่าสองพันล้านบาท และเรากำลังพูดถึงผู้ประสบภัยแค่จากเหตุการณ์อาคารถล่มครั้งนี้ จนมีผู้สูญหาย 72 ราย บาดเจ็บ/รอดชีวิต 9 ราย และ เสียชีวิตอีก 15 ราย

เมื่อลองสรุปจากคำตอบของ ผศ.ดร.ฉัตรทิพย์ อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคำถามว่าเราจะ "ยกประโยชน์ให้จำเลย" จากความไม่รู้ได้หรือไม่ รัฐราชการไทยอาจต้องลองกลับไปตอบเองดู

หลังเรียกประชุมนัดแรกอย่างเร่งด่วน นายกฯ แพทองธารกลับมาติดตามผลอีกครั้งในวันที่ 31 มี.ค. เพื่อเร่งให้กระบวนการตอบรับกับภัยพิบัติในอนาคตเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าเดิมจนกว่าไทยจะมีระบบ cell broadcast ในอีกราว 3 เดือนต่อจากนี้

ผลสรุปจากการประชุมครั้งนี้เป็นไปว่า ต่อไป ปภ. ไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์เรื่องข้อความเหมือนที่ผ่านมาซึ่งทำให้เสียเวลา แต่ให้มีชุดข้อความไว้อยู่แล้วพร้อมใช้งานทันที ระบบแจ้งเตือนภัยจะใช้ Virtual Cell Broadcast สำหรับผู้ใช้แอนดรอยด์ทั้งหมดประมาณ 70 ล้านหมายเลข โดยส่งข้อมูลตรงจาก ปภ. ไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือส่วนผู้ใช้ iOS อีกประมาณ 50 ล้านหมายเลข จะได้รับการแจ้งเตือนผ่านเอสเอ็มเอสไปก่อน

ความรับผิด-ไม่รับแต่ชอบอยู่ที่ไหน ใครจัดการได้ ?

ไทยคู่ฟ้า

ที่มาของภาพ, ไทยคู่ฟ้า

ย้อนกลับไปช่วงกลางเดือน มี.ค. ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหว ดร.บุญวรา เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า "ราชการเช้าชามเย็นชามอย่างนี้ได้ เพราะมันไม่มีการตรวจสอบความรับผิดชอบกับประชาชน ถึงประชาชนมองว่าเขาทำงานได้ไม่ดี แก้ปัญหาไม่ได้ ก็เอาเขาออกไม่ได้"

"คนเดียวที่เอาเขาออกได้คือใครอ่ะ หรือเราต้องมีอีลอน มักส์ ประเทศไทยไหม" เธอ ตั้งคำถาม

เธอบอกอีกว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ภาครัฐทำงานโดยมีประสิทธิภาพต่ำนอกเหนือจากการ "ไม่ถูกตรวจสอบและเอาผิด" ภาครัฐยังมีปัญหาเรื่องระบบโครงสร้างการทำงานที่ทั้งซ้ำซ้อน หรือทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เก่งและไม่เชี่ยวชาญ ซึ่งเธอเคยเสนอว่าบริการเหล่านี้อาจโอนให้เอกชนเป็นผู้จัดการแทนได้

อย่างไรก็ดี ในบริการที่ต้องเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรงเช่น สาธารณสุข การศึกษา หรือแม้แต่อาชีพอย่างนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งมีอย่างไม่เพียงพอนั้น รัฐราชการไทยควรหันไปใส่ใจ ทุ่มเงิน ทุ่มทรัพยากรลงไปมากกว่า

"ถ้าคุณไม่แก้วัฒนธรรมของระบบราชการ เขาก็ทำงานแบบเดิมแหละ"

ไทยคู่ฟ้า

ที่มาของภาพ, ไทยคู่ฟ้า

คำบรรยายภาพ, นายกฯ นั่งหัวโต๊ะติดตามปัญหา เอสเอ็มเอสแจ้งเตือนภัย สั่งเร่งพัฒนาระบบ Cell Broadcast ให้ใช้งานได้โดยเร็ว เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

คำถามต่อไปคือใครมีอำนาจแก้ไขวัฒนธรรมของราชการเช่นนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมการลาออกเพื่อรับความผิดเฉกเช่นในต่างประเทศ

ผศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ตอบกลับบีบีซีไทยว่า หนึ่งในบุคคลที่มีอำนาจจัดการปัญหาตรงนี้ได้คือนายกรัฐมนตรี จริงอยู่ว่าหลายครั้งเรากำลังพูดถึงหน่วยงานอิสระซึ่งนายกฯ อาจไม่มีอำนาจเข้าไปสั่งการโดยตรง แต่ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้เลย

ถ้าในเชิงโครงสร้าง ยึดโยงอยู่กับการบริหารงานตามขอบเขตกฎหมายเราสามารถเข้าใจได้เรื่องนายกฯ เข้าไปก้าวก่ายบางองค์กรไม่ได้เธอเริ่มอธิบาย อย่างไรก็ดี ภายใต้ขอบเขตความเป็นนักการเมือง นายกฯ อาจใช้กลยุทธ์ในการดำเนินการบางอย่างได้

"นี่คือพาร์ท[ส่วน]ที่เราอยากรู้ว่านักการเมือง จะทำอะไรให้กับเราในฐานะประชาชนได้บ้าง"

กลยุทธ์ที่ว่านี้คือการต่อรองอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้นำทั่วโลกต่างก็เอามาปรับใช้ อย่างไรก็ดี ต้องเป็นการดีล[ตกลง]ที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใสต่อสังคมเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ จากนั้นนายกฯ หรือนักการเมืองเองก็ต้องมีหน้าที่ในการสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใสเช่นเดียวกัน

"เราคงไม่ได้คาดหวังว่าให้นักการเมืองไปดีล[ตกลงกัน]ข้างหลัง แล้วสุดท้ายไม่มีความโปร่งใสอะไรกับประชาชน"

รัฐบาลไทย

ที่มาของภาพ, รัฐบาลไทย

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ)

แม้จะตอบคำถามได้แล้วว่า ใครจะมีอำนาจเข้ามาแก้ปัญหาข้าราชการได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถตอบได้ครบถ้วนอยู่ดีว่าจะต้องทำอย่างไรให้รัฐราชการเข้าใจว่า พวกเขาไม่สามารถทำงานแบบเช้าชามเย็นชามได้

ผศ.ดร. ฉัตรทิพย์ เห็นด้วยกับมิตินี้ และมองว่า "เราอยู่ในประเทศที่อาจจะมีคำถามเรื่องพวกนี้เยอะ" แต่ก็ยังไม่มีคำตอบตายตัว ไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เธอจึงแนะนำว่าสิ่งที่ภาคประชาชนพอจะทำได้คือการใช้ความรู้และความง่ายขึ้นในการเข้าถึงเครื่องมือทางเทคโนโลยีมาถึงความโปร่งใสและต้องถูกตรวจสอบขององค์กรรัฐแต่ละแห่งออกมา

"สำหรับบ้านเรา ยังไม่ต้องไปถึงกดดันให้ลาออก เอาในลักษณะที่เปิดข้อมูลทุกอย่างออกมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้เห็นความโปร่งใสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน"

ผศ.ดร. ฉัตรทิพย์ เสริมว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่พลเมืองสามารถมีแนวคิดในการเอาเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อดึงความรับผิดชอบของรัฐออกมาได้ อันนี้จะมีความน่าสนใจและเป็นความหวังที่มันเพิ่มมากขึ้นจากในอดีตที่ สุดท้ายรัฐก็ไม่ทำอะไร ปล่อยไว้สามเดือนก็เงียบ

เธออธิบายต่ออีกว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท "เสริมแรง" ให้กับเสียงจากกลุ่มต่างๆ ให้มีพลังมากขึ้นในการกดดันรัฐบาล เพราะเมื่อข้อมูลต่างๆ ถูกแปลงเป็นดิจิทัล จะเกิดร่องรอยทางข้อมูลดิจิทัล (digital footprint) ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำในการขับเคลื่อนประเด็นนั้น ๆ

ท้ายสุด เธอสรุปว่าในเชิงการเมือง สิ่งเหล่านี้สามารถกลายเป็น "วาทกรรม" ที่มีพลังในการกดดันรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การสร้างความรับผิดชอบ (accountability) จากฝ่ายรัฐ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เทคโนโลยีหรือการมีองค์กรเท่านั้น ยังต้องอาศัยกลไกทางการเมือง เช่น บทบาทของฝ่ายค้าน หรือภาคการเมืองอื่น ๆ ที่จะร่วมกันผลักดันในทิศทางเดียวกันด้วย

ความน่าเชื่อถือของภาครัฐประเมินจากสิ่งใด ?

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

ที่มาของภาพ, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ) พิธีเปิดอาคารที่ทำการสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดสุรินทร์ มีข้อความที่ติดไว้บนผนังภายในตึกระบุว่า "เงินของแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ"

ปัญหาของรัฐราชการไทยไม่ได้มีแค่คนนอกที่รับรู้ แม้แต่ "รัฐราชการ" เองก็ตระหนักรู้เช่นเดียวกัน หน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อหน้าที่ปฏิรูปราชการโดยเฉพาะ

ในเอกสาร "การพัฒนาระบบราชการและการบริการภาครัฐ" โดย ก.พ.ร. ที่เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. 2560 สะท้อนชัดว่า "การเมือง-ระบบราชการ" บริหารงานแบบแนวดิ่งโดยมีส่วนกลางอยู่ยอดสุด ก่อนจะไล่ลงมาเป็นส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งระบบนี้ต้องมีการปฏิรูปให้เป็นเป็นแนบราบมากขึ้น

สำหรับการปรับตัวนั้น ก.พ.ร. แนะนำไว้ว่า หัวใจสำคัญคือ "ภาครัฐต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนและ

เชื่อถือไวว้างใจได้" โดยมีองค์ประกอบสามข้อคือ ภาครัฐต้องเปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน ภาครัฐต้องมีความอัจฉริยะในการบริหารจัดการ และภาครัฐต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางการบริการและเข้าถึงความต้องการในระดับปัจเจก

เมื่อกลับมากดูในส่วนของการประเมินผลพบว่า ในรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั่วโลกประจำปี 2567 ของ International Institute for Management Development (IMD) พบว่า แม้ประเทศจะมีสถิติดีขึ้นถึง 5 อันดับ แต่เมื่อลงไปดูในฝั่งประสิทธิภาพของภาครัฐกลับพบว่าปัจจัยบางส่วนคงที่หรือลดลง และมีเพียงหัวข้อเดียวอย่างการคลังภาครัฐ ที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการประเมินในปี 2566 ขณะที่กรอบบริหารภาครัฐมีอันดับแย่ลงถึง 5 อันดับ ขณะที่กฎหมายด้านธุรกิจแย่ลงถึง 8 อันดับ

นอกจากนี้ หากไปดูการจัดอันดับ หรือ ตัวชี้วัดธรรมาภิบาลทั่วโลก Worldwide Governance Indicators (WGI) ของธนาคารโลก ซึ่งจะไปวัดจากปัจจัย 6 ข้อคือ

  • Voice and Accountability (เสียงของประชาชนและความรับผิดชอบ) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ และความสามารถของประชาชนในการเลือกผู้นำ
  • Political Stability and Absence of Violence/Terrorism (เสถียรภาพทางการเมืองและการขาดความรุนแรง/การก่อการร้าย) การประเมินความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงทางการเมือง การรัฐประหาร หรือความรุนแรง
  • Government Effectiveness (ประสิทธิภาพของรัฐบาล)ความสามารถของรัฐในการกำหนดและดำเนินนโยบายสาธารณะ การให้บริการของรัฐ และคุณภาพของข้าราชการ
  • Regulatory Quality (คุณภาพของกฎระเบียบ) ความสามารถของรัฐบาลในการกำหนดกฎระเบียบที่ส่งเสริมการพัฒนาภาคธุรกิจ และไม่สร้างภาระโดยไม่จำเป็น
  • Rule of Law (หลักนิติธรรม) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ความเชื่อมั่นในระบบตุลาการ การปกป้องสิทธิในทรัพย์สิน
  • Control of Corruption (การควบคุมคอร์รัปชัน) การประเมินว่าการใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวถูกควบคุมมากน้อยเพียงใด รวมถึงการคอร์รัปชันในภาครัฐและภาคเอกช

พบว่า คะแนนด้านประสิทธิภาพของรัฐบาลลดลง มาอยู่ที่ 0.17 ในปี 2023 เมื่อเทียบกับคะแนน 0.25 ในปี 2018 โดยเป็นการให้คะแนนในกรอบตั้งแต่ -2.5 ไปถึง +2.5 โดยยิ่งคะแนนสูงแปลว่ายิ่งดี ขณะที่คะแนนการควบคุมการคอร์รัปชันก็ปรับลดลงเช่นเดียวกัน จาก -0.46 ในปี 2018 เป็น -0.49 ในปี 2023