ก้าวต่อไปของอดีตตัวประกันไทยในกาซา เมื่อตัวปลอดภัย แต่ใจยังต้องเผชิญ PTSD

บุดดี แสงบุญ
คำบรรยายภาพ, บุดดี แสงบุญ อดีตตัวประกัน สวมเสื้อกันหนาวสีดำแขนยาวที่ได้จากกลุ่มฮามาสระหว่างทำงานในสวนยางพาราของครอบครัว
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี ไทย

การได้กลับบ้านมาอยู่กับคนที่รักในรอบ 11 ปี ทั้งที่คิดว่าไม่น่ารอดจากเหตุการณ์ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างเหลือเชื่อสำหรับ บุดดี แสงบุญ อดีตตัวประกันไทยวัย 40 ปี จาก จ.นครพนม

เกือบ 3 สัปดาห์แล้วที่เขากลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านใน อ.ศรีสงคราม พร้อมหน้ากับครอบครัว แต่คนรอบตัวรวมถึงตัวบุดดีเองยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากต้องการฟื้นฟูความบอบช้ำทางจิตใจจากประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต

คิดว่าคงไม่ได้กลับบ้านที่จากมา 11 ปี

“กินไม่ได้ นอนไม่หลับ น้ำหนักแม่ลดลงจาก 64 กิโลกรัม เหลือ 58 ในช่วง 48 วันที่ลูกถูกจับตัวไป” ราตรี สามพันธ์ มารดาของบุดดี เล่าถึงสภาพจิตใจของเธอเมื่อทราบข่าวว่า บุดดี ลูกชายคนโตถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไปในวันที่เกิดเหตุโจมตีอิสราเอล 7 ต.ค. 2566

บุดดีซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เล่าต่อว่า เขาทำงานในสวนผักที่ประเทศอิสราเอลมา 11 ปีแล้ว และตั้งใจว่าจะกลับบ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า เพราะรู้สึกว่าร่างกายที่มีอายุมากขึ้นเริ่มทำงานหนักไม่ไหว ที่ทำงานล่าสุดของเขาคือโมชาฟชื่อว่าอามิโอส (Ami’Oz) ห่างจากชายแดนฉนวนกาซาไม่ถึง 10 กิโลเมตร

วันเกิดเหตุ บุดดีและเพื่อน ๆ รับงานผูกเชือกต้นมะเขือเทศในโมชาฟอื่นที่อยู่ไม่ห่างกัน โดยพวกเขาเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เมื่อทำงานไปได้ไม่นานกลุ่มฮามาสก็เริ่มเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างหนักหน่วง นายจ้างจึงไล่ให้พวกเขากลับไปยังที่พัก

การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เป็นเรื่องปกติสำหรับบุดดี เพราะเขาเจอสถานการณ์สู้รบทุกปี แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่การโจมตีจากฝั่งปาเลสไตน์ข้ามฝั่งเข้ามายังอิสราเอลได้

“เชื่อมั่นในการป้องกันของอิสราเอล” บุดดีบอก แต่เขายอมรับว่าการเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา “เป็นการโจมตีหนักหน่วงและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา”

บุดดี และแม่
คำบรรยายภาพ, บุดดีนั่งอยู่กับแม่ของเขาที่บ้าน จ.นครพนม เขาบอกว่ายังไม่มีแผนจะทำอะไรต่อจากนี้ นอกจากอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด

บุดดีพร้อมกับเพื่อน ๆ อีก 5 คน นั่งรถหกล้อคันเล็กขับออกจากโมชาฟอามิโอส และระหว่างทางนั้นเอง เขาพบกับกลุ่มติดอาวุธจำนวนหนึ่งที่ฝ่าแนวชายแดนของอิสราเอลเข้ามา “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก” มารู้ตัวอีกทีเมื่อเขาและเพื่อนแรงงานไทยด้วยกันถูกนำตัวข้ามแดนไปยังฉนวนกาซา “ผมคิดว่าไม่น่ารอดชีวิตกลับไปแล้ว ถ้าถูกพาตัวข้ามมาแบบนี้”

บุดดีกับเพื่อนยิ่งหมดความหวังเมื่อไม่เห็นหนทางติดต่อโลกภายนอก เพราะนั่นหมายความว่าไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาติดอยู่ในกาซา “หากอิสราเอลโจมตีจุดที่พวกผมอยู่ ยังไงผมก็ตาย” บุดดี บอก

ส่วนครอบครัวในไทยพยายามติดตามหาตัวลูกชายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทุกวิถีทาง แต่ก็เจอแต่ความเงียบ “เวลาจะกินข้าว เราก็เรียกชื่อลูก บอกว่า เบิ้ล (ชื่อเล่นของบุดดี) มากินข้าวกับแม่นะ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน” เพราะคนเป็นแม่ถอดใจแล้วเช่นกันว่าลูกชายคนโตคงเสียชีวิตแล้ว หลังติดต่อลูกชายไม่ได้เลย และได้รับคำยืนยันจากเพื่อนคนงานไทยว่าบุดดีถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไป

“เราก็ไม่รู้ว่ายังไง ลูกเราอยู่ไหน ตายแล้วหรือยังไง หรือว่าเขาหาศพไม่เจอ” ราตรีเล่าย้อนความรู้สึกในช่วง 48 วันที่ไม่รู้ชะตากรรมลูกชาย

สร้อยป้ายเหล็ก bring them home now
คำบรรยายภาพ, สร้อยป้ายเหล็ก ของที่ระลึกของบุดดีจากอิสราเอล

พาเขากลับบ้าน

บุดดียังห้อยสร้อยป้ายเหล็กที่สลักคำว่า Bring them home now ในภาษาอังกฤษและภาษาฮิบรู มีความหมายเป็นภาษาไทยว่า “พาพวกเขากลับบ้านเดี๋ยวนี้” ซึ่งเป็นของที่ระลึกจากอิสราเอลระหว่างพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล Shamir Medical Center หลังจากถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมาพร้อมกับคนไทยอีก 9 คน ในช่วงพักรบชั่วคราว

ราตรี บอกว่า ช่วงแรกที่บุดดีกลับมาอยู่บ้านใน จ.นครพนม เขากินข้าวแทบไม่ได้เลย โดยบอกกับที่บ้านว่า “กินไม่ค่อยลง” และจากคนที่กินเผ็ดมาก ๆ ก็กลายเป็นคนกินเผ็ดไม่ค่อยได้ เนื่องจากแสบท้อง เพราะเกือบสองเดือนที่ตกเป็นตัวประกัน บุดดีมีช่วงเวลารับประทานอาหารที่ต่างจากปกติ และส่งผลให้ร่างกายยังปรับตัวกับอาหารรสจัดไม่ได้

“แรก ๆ แม่ก็ไม่เข้าใจ เราก็เสียใจ ทำไมทำข้าวให้กินแล้วลูกไม่กิน กิน 2-3 คำ แล้วเขาก็ผละหนี บอกว่าแสบท้องบ้าง อะไรบ้าง” แม่ของบุดดีเล่าให้ฟังระหว่างกำลังเตรียมอาหารมื้อเย็นให้ครอบครัว เธอเลือกเมนูที่ปรับรสชาติไม่ให้จัดจ้านมาก และคิดว่าลูกชายต้องการเวลาฟื้นฟูร่างกายอีกสักระยะ

คนรอบข้างสังเกตได้ว่า บุดดี ยังมีอาการเครียดและกังวล แม่ของบุดดีเล่าต่อว่า ในช่วงแรกที่กลับมาบ้าน ลูกชายนอนไม่หลับเลย น้องสาวคนเล็กต้องมานอนเป็นเพื่อนอยู่ข้าง ๆ กัน พร้อมกับเปิดไฟและโทรทัศน์ “พอหลับไปสักพัก เขาก็ผวาตื่น แล้วก็นอนไม่ได้อีกเลยจนถึงเช้า” อาการแบบนี้ดำเนินไปได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์

ด้านบุดดีบอกว่า เขาไม่ได้ฝันร้าย ไม่ได้เครียด ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ช่วงถูกจับเป็นตัวประกัน แต่ “มันผวาตื่นขึ้นมาเอง” ผ่านมาแล้วเกือบ 3 สัปดาห์ บุดดีบอกว่าเขานอนหลับได้มากขึ้น ตื่นผวาน้อยลง แต่ยังต้องเปิดไฟในห้องนอนให้สว่างถึงจะหลับตาลงได้ ซึ่งปกติไม่เคยเป็นแบบนี้

บุดดี และอีก 9 ตัวประกัน

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, บุดดี เป็นหนึ่งในสิบตัวประกันไทยกลุ่มแรกสุด ที่ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มฮามาส

เข้าข่ายเป็น PTSD หรือไม่ และสังเกตอย่างไร

ผศ.พญ.ปริชวัน จันทร์ศิริ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมอีเอ็มดีอาร์แห่งประเทศไทย (EMDR Thailand Association) ซึ่งเป็นเทคนิคจิตบำบัดเพื่อบรรเทาบาดแผลทางใจในผู้เผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือตึงเครียดรุนแรง บอกกับบีบีซีไทยว่า อาการเครียดและผวาตื่นบ่อยครั้งของบุดดี อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของความเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) แต่อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่การวินิจฉัยอาการอย่างเป็นทางการ เพราะเธอไม่ได้เป็นจิตแพทย์ผู้ดูแลบุดดีโดยตรง

ผศ.พญ.ปริชวัน อธิบายต่อว่า PTSD คือ กลไกหรือกระบวนการทางจิตใจที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือเหตุการณ์เลวร้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะรอดชีวิตหรือผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้วก็ตาม โดยผู้ป่วยสามารถถูกกระตุ้นจากเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงได้ด้วยเช่นกัน

“เหมือนสงครามข้างนอกไม่ได้อยู่ที่บ้านเราแล้ว แต่ในหัว [เรา] มันยังอยู่ เพราะฉะนั้น เราก็มีปฏิกิริยากับสงครามในหัวของเรา ทำให้เกิดความเครียด มีความรู้สึกต้องคอยระแวดระวังภัย มีความกังวล มีความรู้สึกต้องพยายามเลี่ยง สู้ หรือ หนี เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกปลอดภัย”

อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ บอกว่า ถึงแม้ไม่ได้ตั้งใจจะคิดถึงเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญ แต่อาจมีภาพปรากฏขึ้นมาในหัวได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนกับว่าตนเองกำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์เดิม ราวกับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอีกครั้ง ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายและจิตใจตื่นตัว

“การตื่นตัวของเราก็จะสูงมากในช่วงเวลาแบบนั้น ซึ่งมันคือปฏิกิริยาต่อ [ภาพ] ในสมอง แม้ว่าเหตุการณ์ได้จบลงแล้ว โดยอาจทำให้มีอาการระแวงภัย ระแวดระวัง กลัว ตื่นตระหนกง่าย สะดุ้งตกใจแม้ได้ยินเสียงอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ อาจมีความเครียด ความกังวลสูง หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกว่าจะมีอันตรายอะไรหรือเปล่า บางคนอาจมีอารมณ์รุนแรง บางคนปิดล็อคอยู่ในห้อง ไม่ออกมาเจอใคร หรือบางรายอาจนอนไม่หลับ ฝันร้าย”

บุดดีและครอบครัว
คำบรรยายภาพ, กินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ผวาตื่น คืออาการในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังบุดดีกลับมาอยู่บ้าน จ.นครพนม

ควรไปพบจิตแพทย์เมื่อไร หากมีอาการ PTSD

ผศ.พญ.ปริชวัน แนะนำว่า ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายเป็น PTSD จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การพบปะผู้คน หรือการนอน ควรเข้าพบนักบำบัดหรือจิตแพทย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

“หากเรากลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ก็จะยิ่งช่วยยืนยันโลกตามความเป็นจริงที่ปลอดภัยให้เรา ทำให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยในจิตใจมากขึ้น แต่ถ้าเรากลับไปใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ นอนไม่หลับ ฝันร้าย จะยิ่งทำให้ไม่เจอประสบการณ์ใหม่ที่เป็นด้านบวก และทำให้อาการแย่ลง”

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับครอบครัวของตัวประกันอีกจำนวนหนึ่ง พบว่าตัวประกันหลายคนยังเผชิญความเครียด นอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นบ่อยครั้ง บางคนต้องอาศัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยเพื่อให้เมาและหลับไป

“การใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดจะทำให้เราได้ปัญหาอื่นเพิ่มเติม แทนที่อาการจะดีขึ้น แนะนำว่าควรให้ข้อมูลเพื่อให้ [เขา] เข้าใจปัญหาเบื้องต้น และเข้าสู่การช่วยเหลือ” อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ แนะนำ

นอกจากนี้ คนรอบข้าง เช่น คนในครอบครัว ญาติ พี่น้อง เพื่อน รวมถึงคนในชุมชน ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูผู้มีอาการ PTSD ได้

“พวกเขาสามารถช่วยเหลือประคับประคอง ใส่ใจ ให้ความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ เพราะมันช่วยยืนยันว่า โลกนี้ปลอดภัยแล้วนะ คุณปลอดภัยแล้ว ทำให้จิตใจคลี่คลายเร็วขึ้น” ผศ.พญ.ปริชวัน กล่าวทิ้งท้าย

ก้าวต่อไปของบุดดี

เกือบทุกเย็น บุดดีจะคว้าเสื้อกันหนาวสีดำแขนยาวซึ่งเป็นเสื้อที่กลุ่มฮามาสเอามาให้ใส่ในวันที่ถูกปล่อยตัว พร้อมกับคว้ามีดกรีดยาง และขี่จักรยานยนต์พ่วงข้างไปยังสวนยางพาราของครอบครัว

เสื้อตัวนี้ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับเขา เขาไม่ได้ชอบมัน แต่มันเป็นวิธีเอาคืนกลุ่มฮามาสในวิถีของเขา “ใช้งานมันให้หนัก ๆ” บุดดี บอกแบบทีเล่นทีจริง ขณะที่มือของเขากำลังลงมีดกรีดต้นยางพาราไปด้วย

บุดดีบอกว่าไม่คิดกลับไปอิสราเอลอีกแล้ว แต่ถ้าหากเลือกได้ เขาต้องการสงวนโควต้าการกลับไปทำงานอิสราเอลของเขาไว้ให้น้องสาวคนเล็กซึ่งกำลังมองหาช่องทางไปทำงานต่างประเทศ เพราะครอบครัวเห็นตรงกันว่าตอนนี้พวกเขาขาดเสาหลักผู้หารายได้หลักของครอบครัว เนื่องจากบุดดีกลับมาไทยแล้ว และคงไม่ได้กลับไปทำงานที่ได้รายได้ดีอย่างที่อิสราเอลอีก

บุดดี

สำหรับอาการนอนไม่ค่อยหลับ ผวาตื่น ที่ยังคงเกิดขึ้นนั้น ราตรีและบุดดีบอกกับบีบีซีไทยว่า พวกเขาวางแผนจะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหลังทำเอกสารต่าง ๆ เช่น บัตรประชาชน เสร็จแล้ว เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิเยียวยาต่าง ๆ ของรัฐบาล

ในช่วงนี้ บุดดีโทรคุยกับจิตแพทย์ชาวอิสราเอลที่สื่อสารภาษาอีสานได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะมีภรรยาเป็นชาว จ.อุดรธานี

“คุยทุกเรื่อง เหมือนเพื่อนกัน เขาก็แนะนำว่า ให้ทำใจสบาย ๆ อยู่บ้านแล้ว ปลอดภัยแล้ว ใครถามอะไรแล้วไม่อยากพูด ก็ไม่ต้องพูด” บุดดีเล่าสั้น ๆ ถึงจิตแพทย์ชาวอิสราเอล

บุดดียังไม่มีแผนจะทำอะไรต่อจากนี้ นอกจากอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด และหวังว่าร่างกายและจิตใจของเขาจะค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งมองว่าคงต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่เขารอคอยมากที่สุด คือข่าวการปล่อยตัวประกันคนไทยที่เหลืออีก 8 คน จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศล่าสุด

“ยิ่งนาน ยิ่งหนัก” บุดดีกล่าวด้วยความกังวล