เปิดประวัติ 'จิมมี ไหล' มหาเศรษฐีผู้ทดสอบขีดจำกัดของจีนที่ลงเอยด้วยการสูญเสียอิสรภาพ

A composite image: A close-up of Jimmy Lai on the right, and the pro-democracy protesters of the 2019 Hong Kong protests. The Chinese flag is overlaid in the background.
    • Author, เกรซ ชอย
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • Reporting from, ฮ่องกง
    • Author, บีบีซีแผนกภาษาจีน
    • Reporting from, รายงานจากฮ่องกง

เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาวปี 2022 ราฟาเอล หว่อง และฟิโก้ ชาน เดินเข้าไปในเรือนจำสแตนลีย์ ของฮ่องกง เพื่อพบกับจิมมี ไหล มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อ ที่ถูกจับกุมเมื่อสองปีก่อนและกำลังรอการพิจารณาคดีในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ

พวกเขาทั้งหมดเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงที่วุ่นวาย ซึ่งเขย่าฮ่องกงในปี 2019 เมื่อผู้คนหลายแสนคนออกมาบนท้องถนน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพที่มากขึ้น ในดินแดนของจีนแห่งนี้ พวกเขาทั้งสามมักจะนัดพบกันเพื่อรับประทานอาหารเย็น บางครั้งก็เป็นมื้อหรูหรา เพื่อพูดคุยซุบซิบและหยอกล้อกันไปพลางรับประทานติ่มซำ พิซซ่า หรือข้าวอบหม้อดิน

ชานกล่าวว่า ในเรือนจำจิมมี ไหล"ชอบกินข้าวกับขิงดอง" "ไม่มีใครนึกภาพออกเลยว่าจิมมี ไหลจะกินอะไรแบบนั้น !"

แต่พวกเขาก็ไม่เคยนึกภาพออกเช่นกันว่า การพบกันอีกครั้งในเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด การประท้วงซึ่งถูกปราบปรามครั้งนั้น ทำให้เพื่อน ๆ และนักกิจกรรมร่วมอุดมการณ์ต่างถูกจำคุก ขณะที่ฮ่องกงก็ยังคงคึกคักเช่นเดิม แต่ก็เปลี่ยนไปแล้ว และอีกสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเจ้าของฉายา "ไหลอ้วน" ที่ตอนนี้เขาผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้อายุของพวกเขาจะห่างกันหลายสิบปี ไหลอายุ 70 ​​กว่าปี หว่องและชานอายุที่น้อยกว่า โดยมีอายุราว 40 ปี พวกเขายังคงฝันถึงฮ่องกงที่แตกต่างออกไป

ไหลเป็นบุคคลสำคัญในการประท้วง โดยเขาใช้สินทรัพย์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดของเขา นั่นคือหนังสือพิมพ์ยอดนิยมอย่างแอปเปิลเดลี่ (Apple Daily) ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนฮ่องกงให้เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีความเสี่ยงภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งถูกบังคับใช้ในปี 2020 โดยผู้ปกครองพรรคคอมมิวนิสต์จีนในกรุงปักกิ่ง

ไหล มักกล่าวว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณฮ่องกง แม้ว่าเขาจะเป็นพลเมืองสหราชอาณาจักร แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะจากฮ่องกงไป "ผมได้ทุกอย่างที่ผมมีเพราะที่นี่" เขากล่าวกับบีบีซี ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะถูกจับกุมในปี 2020 "นี่คือการไถ่บาปของผม" เขากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

เขาต้องการให้เมืองนี้มีอิสรภาพต่อไป เช่นเดียวกับที่มันเคยให้แก่เขาในอดีต นั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนการเมืองของเขา ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างรุนแรงและสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกงอย่างเปิดเผย และนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียอิสรภาพของตัวเอง

Teresa Lai (C) and Lai Shun-yan (R), the respective wife and son of pro-democracy media tycoon Jimmy Lai, and Cardinal Joseph Zen (L), the former bishop of Hong Kong, arrive at the West Kowloon Law Courts

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เทเรซา ภรรยาของไหล และชุนหยาน ลูกชาย เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี ทางด้านซ้ายคือพระคาร์ดินัลโจเซฟ เซน อดีตบิชอปแห่งฮ่องกง ผู้ทำพิธีศีลล้างบาปให้ไหล ในปี 1997

ในการพิจารณาคดีของไหล ศาลสูงตัดสินเมื่อวันจันทร์ (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมาว่า เขามีความ "เกลียดชังอย่างรุนแรง" ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนมานาน และ "หมกมุ่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของพรรคให้เป็นไปตามค่านิยมของโลกตะวันตก"

ศาลระบุว่า นายไหลหวังว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะถูกโค่นล้ม หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการที่ผู้นำของพรรคอย่างสี จิ้นผิง ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

นายไหล ถูกตัดสินว่ามีความผิดในทุกข้อหาที่เขาปฏิเสธมาโดยตลอด โดยข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิต

"ไม่เคย" คือคำตอบของนายไหล ต่อข้อหานี้เมื่อเขาให้การ โดยโต้แย้งว่าเขาเพียงแต่สนับสนุนสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นค่านิยมของฮ่องกง ได้แก่ "หลักนิติธรรม เสรีภาพ การแสวงหาประชาธิปไตย เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา และเสรีภาพในการชุมนุม"

คำตัดสินเมื่อวันจันทร์สร้างความพอใจให้กับจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งกล่าวว่าไหลใช้หนังสือพิมพ์ของเขาเพื่อ "สร้างความขัดแย้งทางสังคมโดยเจตนา" และ "เชิดชูความรุนแรง" เขากล่าวเสริมว่ากฎหมายไม่เคยอนุญาตให้ใครทำร้ายประเทศ "ภายใต้หน้ากากของสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และเสรีภาพ"

Jimmy Lai bites an apple with a dozen of arrows into his body in a TV ad for the debut of Apple Daily in 1995

ที่มาของภาพ, Jimmylai.substack.com

คำบรรยายภาพ, ไหล ไม่เคยลังเลที่จะเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจของเขาเลย

ย้อนกลับไปในปี 2022 ก่อนที่หว่องและชานจะออกจากเรือนจำ ไหลขอให้พวกเขาสวดภาวนากับเขา ซึ่งทำให้หว่องประหลาดใจ

ความศรัทธาในศาสนาคาทอลิกของไหลลึกซึ้งขึ้นในระหว่างที่เขาถูกขังเดี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาร้องขอเอง ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ เขาสวดภาวนาวันละหกชั่วโมงและวาดภาพพระเยซูคริสต์ ซึ่งเขาส่งทางไปรษณีย์ไปให้กับเพื่อน ๆ "แม้ว่าเขาจะทุกข์ทรมาน" หว่องกล่าว "เขาไม่บ่นหรือหวาดกลัว เขาอยู่อย่างสงบ"

แต่ชีวิตที่สงบสุขไม่ใช่สิ่งที่จิมมี ไหลใฝ่หามาตลอดชีวิต ไม่ใช่ตอนที่เขาหนีออกจากจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเมื่อตอนอายุ 12 ปี ไม่ใช่ตอนที่เขาทำงานหนักในโรงงาน ไม่ใช่แม้กระทั่งหลังจากที่เขากลายเป็นมหาเศรษฐีชื่อดังของฮ่องกง และแน่นอนว่าไม่ใช่ตอนที่อาณาจักรสื่อของเขากำลังต่อสู้กับกรุงปักกิ่ง

สำหรับไหล ฮ่องกงเป็นทุกอย่างที่จีนไม่ใช่ นั่นคือ ฮ่องกงเป็นเมืองทุนนิยมอย่างลึกซึ้ง ดินแดนแห่งโอกาสและความมั่งคั่งที่ไร้ขีดจำกัด และเสรีภาพ ในเมืองที่ยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อเขามาถึงในปี 1959 เขาประสบความสำเร็จ และค้นพบเสียงของตัวเอง

หนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ กลายเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดแทบจะในทันทีหลังจากเปิดตัวในปี 1995 โดยใช้โมเดลธุรกิจแบบยูเอสเอ ทูเดย์ (USA Today) และได้ปฏิวัติสุนทรียศาสตร์และรูปแบบของหนังสือพิมพ์ และจุดชนวนสงครามราคาที่ดุเดือด

ตั้งแต่คู่มือการจ้างโสเภณีใน "เซกชั่นสำหรับผู้ใหญ่ของหนังสือพิมพ์" ไปจนถึงรายงานการสืบสวนสอบสวน คอลัมน์โดยนักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนนวนิยาย มันเป็น "บุฟเฟ่ต์" ที่มุ่งเป้าไปที่ "ผู้อ่านทุกกลุ่ม" ฟรานซิส ลี ศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงกล่าว

อดีตบรรณาธิการและพนักงานพูดถึงการให้กำลังใจของไหล ที่เขาเคยกล่าวเชิงว่า "ถ้าคุณกล้าที่จะทำ ผมก็กล้าที่จะให้คุณทำ" รวมถึงอารมณ์ของเขา โดยคนหนึ่งบอกว่าไหลมักจะกล่าวคำสบถ

พวกเขาอธิบายว่าไหลเป็นคนนอกกรอบ และเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ไม่กลัวที่จะเดิมพันกับการทดลอง "แม้กระทั่งก่อนที่ไอโฟนจะเปิดตัว เขาก็ยังพูดอยู่เสมอว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นอนาคต" บรรณาธิการคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์เล่า พร้อมเสริมว่าเขามีไอเดียมากมาย "ราวกับว่าเขาขอให้เราสร้างเว็บไซต์ใหม่ทุกวัน"

ทัศนคติเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นเช่นกันเมื่อตอนที่ไหล เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า "เขาไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม และเขาไม่กลัวที่จะสร้างศัตรู" เฮอร์เบิร์ต โชว์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของแบรนด์คู่แข่งกล่าว

นั่นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา โชว์กล่าวว่า "มิฉะนั้น ก็คงไม่มีหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ และแน่นอนว่าเขาคงไม่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้"

โฆษณาทางทีวีช่วงแรก ๆ ของหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่นำเสนอภาพของไหลในวัย 48 ปี กำลังกัดผลไม้ต้องห้ามขณะที่ลูกศรนับสิบลูกพุ่งเป้ามาที่เขา

มันกลายเป็นคำทำนายที่เกิดขึ้นจริง

การหลบหนีออกมาจากจีน

การได้ลิ้มรสช็อกโกแลตครั้งแรกของเขาเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ไหลเดินทางไปฮ่องกงตั้งแต่ยังเด็ก

หลังจากที่เขาช่วยยกกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารที่สถานีรถไฟในประเทศจีน ไหลได้รับทิปและช็อกโกแลตแท่งหนึ่ง เขาจึงลองชิมดู "ผมถามเขาว่ามาจากไหน เขาบอกว่ามาจากฮ่องกง ผมเลยบอกว่า 'ฮ่องกงคงเป็นสวรรค์แน่ ๆ' เพราะผมไม่เคยลิ้มรสอะไรแบบนี้มาก่อน" ไหลกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นในสารคดีที่ออกฉายเมื่อปี 2007 เรื่อง "The Call of the Entrepreneur" (หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า "เสียงเรียกจากผู้ประกอบการ")

ชีวิตในประเทศจีนยุคเหมา เจ๋อตุง เต็มไปด้วยการรณรงค์ปราบปรามหลายระลอก ทั้งเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมของจีนในชั่วข้ามคืน และเพื่อกำจัด "ศัตรูทางชนชั้น" ของนายทุน ครอบครัวไหล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวนักธุรกิจถูกขึ้นบัญชีดำ พ่อของเขาหนีไปฮ่องกง ทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลัง ส่วนแม่ของเขาถูกส่งไปยังค่ายแรงงาน

หลายทศวรรษต่อมา ไหลเขียนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาและน้องสาวถูกลากออกจากบ้านเพื่อไปดูฝูงชนบังคับให้แม่ของพวกเขานั่งคุกเข่า ขณะที่ถูกผลักและเยาะเย้ย ซึ่งเป็นการประจานต่อหน้าสาธารณชนที่โหดร้ายและกลายเป็นเรื่องปกติในเวลาต่อมา ในครั้งแรกนั้น ไหลเขียนว่า มันน่ากลัวมาก "น้ำตาของผมไหลอาบเสื้อ ผมไม่กล้าขยับตัว ร่างกายของผมร้อนผ่าวด้วยความอับอาย"

แต่คุณยายของเขากลับไม่หวั่นไหว และเธอมักจะพูดในตอนจบของทุกเรื่องราวด้วยข้อความเดียวกันว่า "ลูกต้องเป็นนักธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะขายแค่ถั่วลิสงปรุงรสก็ตาม !"

ดังนั้น เมื่ออายุ 12 ปี ไหลจึงออกเดินทางไปยังฮ่องกง พร้อมกับผู้คนนับล้าน ที่หนีออกจากแผ่นดิน

ในวันที่เขามาถึงฮ่องกง บนท้องเรือประมงพร้อมกับผู้โดยสารที่เมาเรือประมาณ 80 คน เขาได้รับการว่าจ้างจากโรงงานผลิตถุงมือ เขาบรรยายถึงชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานว่าเป็น "ช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้ว่าผมมีอนาคต" ที่นั่นเองที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เขา หลายปีต่อมาไหลก็ได้ให้สัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งให้การเป็นพยานในศาลด้วยภาษาอังกฤษ ที่คล่องแคล่ว

เมื่ออายุได้ 20 ต้น ๆ เขาก็ได้บริหารโรงงานสิ่งทอ และหลังจากทำกำไรจากตลาดหุ้น เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองที่ชื่อว่า Comitex Knitters ตอนนั้นไหลอายุ 27 ปี

Jimmy Lai, wearing a suit jacket and vest, sits above a grand piano at his home from a picture taken in 1993

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จิมมี ไหล คือมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะด้วยตนเอง โดยเขาก่อตั้งธุรกิจแรกของตนเมื่ออายุ 27 ปี

ธุรกิจมักนำพาไหลให้เดินทางไปที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ และในการเดินทางครั้งหนึ่ง เขาได้รับหนังสือเล่มหนึ่งที่กลายมาเป็นตัวกำหนดมุมมองโลกของเขา นั่นคือ "ถนนสู่ทาส" (The Road to Serfdom) โดยฟรีดริช ฮาเย็ก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรี สิ่งที่ไหลได้จากหนังสือเล่มดังกล่าวคือ "ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของผู้คน" และ "การแลกเปลี่ยนข้อมูล" สร้างสิ่งที่ดีที่สุดในโลก" และสำหรับเขานั่นคือจุดแข็งของฮ่องกง

หนังสือเล่มนั้นกระตุ้นให้เขามีนิสัยรักการอ่านอย่างมาก เขาจะอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำหลายครั้ง และอ่านหนังสือทุกเล่มของนักเขียนที่เขาชื่นชม "ผมอยากนำความคิดของนักเขียนเหล่านั้นมาปลูกในสวนหลังบ้านของผม" "ผมอยากซื้อสวน ไม่ใช่เด็ดดอกไม้" เขากล่าวเปรียบเปรยในการสัมภาษณ์เมื่อปี 2009

หลังจากทำงานในภาคการผลิตมานานกว่าสิบปี เขาก็รู้สึก "เบื่อ" และเริ่มก่อตั้งเครือข่ายร้านเสื้อผ้า แบรนด์จิออร์ดาโน (Giordano) ในปี 1981 ทำให้เขากลายเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเสื้อผ้าที่ผลิตสินค้าตามกระแสแฟชัน (fast-fashion) และประสบความสำเร็จอย่างมากจนทาดาชิ ยานาอิ ต้องมาขอคำแนะนำจาก ไหล เมื่อเขากำลังสร้างแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นอย่าง ยูนิโคล่ (Uniqlo)

จากนั้นไหล ก็เริ่มเปิดร้านค้าในประเทศจีน ซึ่งเริ่มเปิดประเทศหลังจากเหมา เจ๋อตุงเสียชีวิต และเขา "ตื่นเต้น" ที่จีน "กำลังจะเปลี่ยนไป เหมือนประเทศตะวันตก" เขากล่าวในสารคดีปี 2007

จากนั้นในปี 1989 รัฐบาลจีนก็ปราบปรามการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ตาสว่างสำหรับไหล และฮ่องกง ซึ่งกำลังจะถูกกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของจีนในปี 1997 ภายใต้ข้อตกลงล่าสุดระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร

ขณะนั้นแบรนด์จิออร์ดาโน ก็ขายเสื้อยืดที่มีรูปถ่ายของเทียนอันเหมิน ผู้นำการประท้วง และสโลแกนต่อต้านรัฐบาลจีน และติดป้ายสนับสนุนประชาธิปไตยในร้านค้าทั่วฮ่องกง

ประชาชนนับล้านคนเดินขบวนในฮ่องกง เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับนักศึกษาผู้ประท้วงในกรุงปักกิ่ง จนถึงปี 2020 ฮ่องกงได้จัดพิธีไว้อาลัยครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่

ไหลกล่าวในภายหลังว่า เขา "ไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับจีนเลย" จนกระทั่งถึงตอนนั้น ้เพราะเขาอยากลืมช่วงเวลาที่เคยอยู่ในจีนมาโดยตลอด แต่ "ทันใดนั้น มันก็เหมือนกับแม่ของผมกำลังเรียกหาผมในความมืดมิดของยามค่ำคืน"

Lai (on the right), in a black shirt, was sitting on the ground behind a lit candle during the 2015 vigil commemorating the 1989 Tiananmen Square crackdown

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไหล เข้าร่วมพิธีจุดเทียนรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 เป็นประจำ พิธีรำลึกในฮ่องกง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่จัดงานรำลึกที่ใหญ่ที่สุด ถูกห้ามจัดตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

'ทางเลือกก็คือ เสรีภาพ'

ในปีต่อมา ไหลได้เปิดตัวนิตยสารชื่อเน็กซ์ (Next) และในปี 1994 ได้ตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกถึงหลี่เผิง "นักฆ่าแห่งปักกิ่ง" ผู้มีบทบาทสำคัญในการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยเขาเรียกหลี่เผิงว่า "ลูกของไข่เต่าที่ไร้สติปัญญา"

นั่นทำให้รัฐบาลจีนโกรธแค้นอย่างมาก โดยในระหว่างปี 1994 ถึง 1996 ร้านค้าจิออร์ดาโน ในกรุงปักกิ่ง และแฟรนไชส์อีก ​​11 แห่งในนครเซี่ยงไฮ้ต้องปิดตัวลง ไหลขายหุ้นของเขาและลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท

"ถ้าผมแค่ทำงานหาเงินต่อไป มันก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม แต่ถ้าผมเข้าสู่ธุรกิจสื่อ ผมก็จะส่งมอบข้อมูล ซึ่งนั่นคือทางเลือก และทางเลือกก็คือเสรีภาพ" ไหลกล่าวในสารคดีปี 2007

ในไม่ช้าเขาก็กลายเป็น "ผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน" ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกง โดยเขาได้พบปะกับผู้นำเพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ ลี วิง ตัต อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตกล่าว

เขากลายเป็นนักวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเปิดเผย โดยเขาเคยเขียนไว้ในปี 1994 ว่า "ผมต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง เพราะผมเกลียดทุกสิ่งที่จำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล" เขายังเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษให้จีนในปี 1997 อีกด้วย

เขาเขียนว่า "หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมมานานกว่าศตวรรษ ชาวฮ่องกงรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของมาตุภูมิ แต่เราควรจะรักมาตุภูมิแม้ว่ามันจะไม่มีเสรีภาพหรือ?"

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการส่งมอบอำนาจ เจียง เจ๋อหมิน ผู้นำจีนในขณะนั้น ได้ให้สัญญาว่าชาวฮ่องกงจะเป็นผู้ปกครองฮ่องกง และเมืองนี้จะมีอิสระในการปกครองตนเองในระดับสูงเป็นเวลา 50 ปี

Jimmy Lai, wearing a grey vest and a suit jacket, stands in front of shelves of colourful tees at one of the Giordano shops in this photo dated 1993

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แบรนด์จิออร์ดาโน เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเสื้อผ้าที่ผลิตสินค้าตามกระแสแฟชัน (fast-fashion)

ขบวนการร่ม (Umbrella Movement) หรือการชุมนุมประท้วงในฮ่องกงในปี 2014 ซึ่งจุดประกายจากการที่รัฐบาลจีนปฏิเสธ ที่จะอนุญาตให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีในฮ่องกง กลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งสำหรับชีวิตไหล

ผู้ประท้วงยึดครองย่านธุรกิจหลักของฮ่องกงเป็นเวลา 79 วัน โดยไหลเข้าร่วมการประท้วงทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น โดยไม่ย่อท้อ แม้จะมีชายคนหนึ่งขว้างเครื่องในสัตว์ใส่เขา

"ตอนที่ตำรวจเริ่มยิงแก๊สน้ำตา ผมอยู่กับเจ้าอ้วน" อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติลี เล่า

การเคลื่อนไหวสิ้นสุดลงเมื่อศาลสั่งให้เคลียร์พื้นที่ประท้วง แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมอ่อนข้อ ห้าปีต่อมา ในปี 2019 ฮ่องกงก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เนื่องจากแผนการที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งจะอนุญาตให้ฮ่องกงส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่

สิ่งที่เริ่มต้นจากการเดินขบวนอย่างสันติกลับกลายเป็นความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นสนามรบเป็นเวลาหกเดือน ผู้ประท้วงที่สวมชุดสีดำขว้างก้อนอิฐและระเบิดเพลิง บุกเข้าไปในรัฐสภา พร้อมกับจุดไฟเผา ตำรวจปราบจลาจลยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วง

ไหลเป็นแนวหน้าในการประท้วงและถูกจำคุก 20 เดือน ฐานเข้าร่วมการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาต 4 ครั้ง ผู้ประท้วงคนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า เขาประหลาดใจที่เห็นไหล "สำหรับผม เขาเป็นนักธุรกิจที่ยุ่งมาก แต่เขาก็ยังมาเข้าร่วม"

Jimmy Lai, in a blue tee, was putting a towel over his head during a pro-democracy march on 31 Aug 2019. Behind him were dozens of other protesters, many of them wearing surgical masks.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จิมมี ไหล ถูกพบเห็นบ่อยครั้งในช่วงการประท้วงที่กินเวลานานหลายเดือนเมื่อปี 2019

หนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ นำเสนอข่าวอย่างครอบคลุม หรือที่นักวิจารณ์มองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับขบวนการต่อต้านรัฐบาล

รอนนี ตง ที่ปรึกษารัฐบาลกล่าวว่า ไหลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประท้วง เพราะแอปเปิล เดลี่ใช้สโลแกนที่ "เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง" คือ การต่อต้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีน ซึ่ง "ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ต้องการก่อความวุ่นวายในฮ่องกง"

ประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดีความมั่นคงแห่งชาติของเขาที่กินเวลานานกว่า 156 วัน คือแอปเปิล เดลี่ มีบทบาทในการปลุกปั่นหรือไม่ และไหลมีอำนาจควบคุมจุดยืนของหนังสือพิมพ์มากน้อยเพียงใด

ตามคำให้การของเชิง คิม-ฮุง อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแม่ของแอปเปิล เดลี่อย่าง เน็กซ์ ดิจิทัล (Next Digital) และจำเลยที่ผันตัวมาเป็นพยานฝ่ายโจทก์ ไหลสั่งให้ทีมบรรณาธิการ "กระตุ้นให้ประชาชนออกไปบนท้องถนน" หลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้ หนังสือพิมพ์ถูกบุกค้นสองครั้งและในที่สุดก็ถูกปิดตัวลงในปี 2021

ในช่วงที่การประท้วงรุนแรงที่สุด ไหลได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อพบกับรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกง หนึ่งเดือนก่อนที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติจะถูกบังคับใช้ ไหลได้เปิดตัวแคมเปญที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียง แม้จะมีการต่อต้านภายใน โดยเรียกร้องให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในขณะนั้น เพื่อ "ช่วยฮ่องกง"

ศาลตัดสินว่าทั้งหมดนี้เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง

"ไม่มีใครที่มีสติสัมปชัญญะควรคิดว่าฮ่องกงจะสามารถดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองใด ๆ ได้โดยปราศจากการยอมรับอย่างเงียบ ๆ จากรัฐบาลจีน" ตงกล่าว การประท้วงในปี 2014 และ 2019 "ขัดกับสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง"

Pro-Beijing protesters hold a placard showing Jimmy Lai on a leash held by Donald Trump in this photo from 2021. Behind the protesters, two Chinese flags are flown.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้สนับสนุนรัฐบาลจีนมองว่าไหลเป็นผู้ทรยศและขี้ข้าชาติตะวันตก

ทางการจีนกล่าวว่า ฮ่องกงได้เปลี่ยนจาก "ความวุ่นวายไปสู่การปกครอง" และ "ความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น" แล้ว เนื่องมาจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและรัฐสภาที่ประกอบด้วย "ผู้รักชาติเท่านั้น" แต่ผู้วิจารณ์ รวมถึงชาวฮ่องกงหลายแสนคนที่เดินทางออกจากฮ่องกงไปแล้ว กล่าวว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างถูกปิดกั้น และเสรีภาพของเมืองถูกจำกัดอย่างรุนแรง

ลี สมาชิกสภานิติบัญญัติ ก็เป็นหนึ่งในนั้น "ตอนที่ผมมาถึงสหราชอาณาจักรครั้งแรก ผมฝันร้าย ผมรู้สึกผิดมาก ทำไมเราถึงใช้ชีวิตในที่อื่นได้อย่างอิสระ ในขณะที่เพื่อนที่ดีของเราถูกจำคุก ?"

ครอบครัวของไหลเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขามาหลายปีแล้ว โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเขาเนื่องจากเขาเป็นโรคเบาหวาน แต่คำเรียกร้องของพวกเขาถูกปฏิเสธมาโดยตลอด รัฐบาลและทีมกฎหมายของไหลในฮ่องกงกล่าวว่าความต้องการทางการแพทย์ของเขาได้รับการดูแลแล้ว

คาร์เมน ซาง ลูกสะใภ้ของไหล ซึ่งอาศัยอยู่ในฮ่องกงกับครอบครัว กล่าวว่าลูก ๆ ของเธอคิดถึงคุณปู่ และคิดถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำใหญ่ ๆ ที่เขาจัดขึ้นทุกสองสัปดาห์ เมื่อก่อนเสียงดังของไหลทำให้ลูกของเธอกลัวเขา แต่ "พวกเขารักการไปบ้านคุณปู่... พวกเขาคิดว่าคุณปู่เป็นคนตลก"

แต่เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าฮ่องกงในปัจจุบันจะมีพื้นที่ให้สำหรับไหลหรือไม่

"ถ้ามีฝุ่นเข้าตา คุณก็แค่เอาออกไป ใช่ไหม"