ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ส.ส. เทียบข้อมูลก่อน-หลัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พ้นสภาชุด 2562

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้งปี 2562 กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 20 มี.ค. 2566 จำนวน 40 ราย ซึ่งเป็น "ล็อตสุดท้าย" ของสภาชุดที่ 25 ที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ
หนึ่งในจำนวนนี้คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่เข้าไปทำหน้าที่ ส.ส. ได้เป็นสมัยที่ 2 และยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรคด้วย ท่ามกลางการถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากบรรดา “นักร้องทางการเมือง” และ “องค์กรอิสระ” กรณีถือหุ้นไอทีวี และขายที่ดินปราณบุรีในราคาต่ำกว่าราคาประเมิน
นายพิธาแจ้งว่า มีทรัพย์สิน 85,023,720.18 บาท มีหนี้สิน 20,740,176.02 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 64,283,544 บาท
เมื่อเทียบกับบัญชีทรัพย์สินฯ ที่เขายื่นกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 25 พ.ค. 2562 แจ้งว่า มีทรัพย์สินร่วมกับคู่สมรส 137,785,190.85 ล้านบาท นั่นหมายความว่า นายพิธามีทรัพย์สินลดลง 52,761,470 บาท หลังผ่านเทอมแรกของการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร แต่ถ้าเทียบเฉพาะทรัพย์สินของตัวนายพิธาเอง ตอนปี 2562 แจ้งไว้ที่ 126,405,190.85 บาท นั่นเท่ากับว่า นายพิธามีทรัพย์สินลดลง 41,381,470.67 บาท
ในคราวยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เมื่อ 4 ปีก่อน นายพิธาระบุชื่อคู่สมรสคือ นางชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ “ต่าย” อดีตนักแสดงชื่อดัง และแจ้งรายการทรัพย์สินของอดีตภรรยาที่ในเวลานั้นยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน แต่ไม่ได้แจ้งรายได้ รายจ่าย และหนี้สินของเธอ แต่ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ รอบนี้ นายพิธาแจ้งสถานภาพโสด โดยหย่าเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2562 และมีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 1 คนคือ ด.ญ.พิพิม ลิ้มเจริญรัตน์
สำหรับรายการทรัพย์สินที่หัวหน้าพรรค ก.ก. แจ้งต่อ ป.ป.ช. ล่าสุด มี ดังนี้
- เงินสด 1,800,000 บาท
- เงินฝาก 286,045.7 บาท จาก 27 บัญชีธนาคาร
- เงินลงทุน 1,346,698.98 บาท รวม 65 รายการ ในจำนวนนี้มีเงินลงทุนในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หน่วย มูลค่า 44,100 บาท และบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) 830 หน่วย มูลค่า 41.50 บาท โดยแจ้งว่า “ผู้ยื่นในฐานะผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขที่แดง 1860/2550 ได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ตาย ให้รับโอนหลักทรัพย์หุ้นนี้อันเป็นกองทุนมรดกถือครองไว้แทนทายาทอื่น” นอกจากนี้ยังลงทุนในเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) หลายสกุล ได้แก่ BTC, ETH, BNB, ADA มีมูลค่าตั้งแต่ 8,927-69,498.75 บาท
- เงินให้กู้ยืม 15,000,000 บาท ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ให้แก่นายภาษิน ลิ้มเจริญรัตน์ น้องชาย เมื่อ 15 ธ.ค. 2563
- ที่ดิน 18 ล้านบาท เป็นที่ดินเนื้อที่ 14 ไร่ 62.7 ตารางวา ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
- โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง เป็นห้องชุดย่านคลองตันเหนือ 15 ล้านบาท
- ยานพาหนะ 5 คัน รวมมูลค่า 2,140,000 บาท ประกอบด้วย รถยนต์ ยี่ห้อ Majesty 2 ล้านบาท, รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 4 คัน มูลค่า 140,000 บาท
- สิทธิและสัมปทาน 19,413,985.5 บาท ประกอบด้วย ประกอบด้วย กรมธรรม์ประกันชีวิต 5 ฉบับ, สมาชิกราชกรีฑาสโมสร มูลค่า 1.5 ล้านบาท, ลิขสิทธิ์หนังสือ 4 เล่ม, ไมล์สะสมรอยัลออร์คิดพลัส (ROP)
- ทรัพย์สินอื่น ๆ อีก 10 รายการ รวมมูลค่า 12,036,990 บาท

ที่มาของภาพ, สำนักงาน ป.ป.ช.
ครองนาฬิกา 10 เรือน เนคไท 76 เส้น
เมื่อสำรวจเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย และของสะสมของนายพิธาที่ปรากฏในรายการทรัพย์สินอื่น ๆ ที่แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. มี ดังนี้
- เครื่องประดับ/เครื่องแต่งกาย: นาฬิกา 10 เรือน มูลค่า 5.7 ล้านบาท, สูท 16 ชุด มูลค่า 1.2 ล้านบาท, เนคไท 76 เส้น มูลค่า 228,000 บาท, เสื้อ 28 ตัว มูลค่า 188,000 บาท, รองเท้า 21 คู่ มูลค่า 150,000 บาท
- ของสะสม: พระเครื่อง 8 รายการ มูลค่า 2 ล้านบาท, กล้อง 2 ตัว มูลค่า 641,700 บาท
- ของใช้ส่วนตัว/ของใช้ในบ้าน: อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 28 รายการ มูลค่า 1,654,690 บาท, เฟอร์นิเจอร์ 1 ชุด มูลค่า 100,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง มูลค่า 166,700 บาท,
ขายทิ้ง คอนโดฯ-รถ
นายพิธาระบุว่า มีรายได้รวม 51,230,245 บาท มาจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. 1,362,720 บาท/ปี และยังแจ้งรายได้จากการขายทรัพย์สิน 3 รายการคือ ขายคอนโดมิเนียมเมื่อปี 2563 ได้เงิน 13,673,506 บาท ขายรถ 2 คันเมื่อปี 2562 ได้เงิน 936,000 บาท และขายหนังสือได้ 431,712 บาท หรือคิดเป็นรายได้ในระหว่างดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 3,418,376.5 บาท/ปี
ส่วนรายจ่ายของเขาอยู่ที่ 3,879,223.4 บาท แบ่งเป็น ค่าอุปโภคบริโภค 2,400,000 บาท, ค่าเบี้ยประกัน 80,973.4 บาท, ค่าท่องเที่ยว 100,000 บาท และเงินบริจาค 5,193,000 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีค่าใช้จ่าย 561,985.48 บาท แบ่งเป็น มีค่าอุปโภคบริโภค 120,000 บาท, ค่าเบี้ยประกัน 28,985.48 บาท และค่าเล่าเรียน 413,000 บาท เมื่อคิดเป็นรายจ่ายในระหว่างดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 1,298,250 บาท/ปี
สำหรับหนี้สินที่แจ้งไว้ 20,740,176.02 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี 807,414 บาท และหนี้สินอื่น 19,932,762 บาท ซึ่งระบุว่าเป็นหนี้ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เมื่อ 14 เม.ย.63 ซึ่งเป็นวันที่ทราบมูลหนี้โดยเป็นหนี้จากการค้ำประกัน
3 ปมร้อนจากบัญชีทรัพย์สินฯ พิธา
บีบีซีไทยตรวจสอบรายการทรัพย์สินฯ ของนายพิธาที่ตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้มีผู้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติความเป็น ส.ส. ของเขา โดยเทียบเคียงข้อมูลในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อปี 2562 กับกรณีพ้นจากตำแหน่งปี 2566 พบข้อมูล ดังนี้
หุ้นไอทีวี
ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. ปี 2562
บัญชีทรัพย์สินฯ ของนายพิธาที่ ป.ป.ช. เปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ปรากฏข้อมูลเรื่องการถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)
ก่อนที่สังคมจะทราบในภายหลังว่า นายพิธาได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2562
ในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 2566 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบว่า นายพิธาขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จากกรณีการถือหุ้นของ บมจ.ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
นายพิธาถึงออกมาระบุผ่านบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของเขาเมื่อ 9 พ.ค. 2566 ว่า “กรณีหุ้น ITV ผมไม่มีความกังวลเพราะ ไม่ใช่หุ้นของผม เป็นของกองมรดก ผมเพียงมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดก และได้ปรึกษาและแจ้งต่อ ป.ป.ช. ไปนานแล้ว”
ภายหลังชนะเลือกตั้ง นายพิธาแจ้งผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 6 มิ.ย. 2566 ว่า ได้ดำเนินการโอนหุ้นไอทีวีให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง “เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV” โดยยืนยันว่า “ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด” พร้อมชี้ให้เห็นข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เพื่อสกัดกั้นรัฐบาลก้าวไกล ที่มีนายพิธาเป็นนายกฯ
ด้านนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า นายพิธามีการยื่นเอกสารการถือหุ้นไอทีวีเข้ามาเพิ่มเติม พร้อมทั้งแนบคำสั่งศาลเมื่อประมาณเดือน มี.ค. 2550 ให้เป็นผู้จัดการมรดก โดยต้องดูว่าโอนเมื่อไร วันที่พ้นจากตำแหน่งยังมีอยู่หรือไม่ ก็ต้องยื่น
“ป.ป.ช. ต้องไปเช็กจากสำเนา หรือต้นขั้วคำสั่งว่ามาจากศาลจริงหรือไม่ แต่ปรากฏว่าคำสั่งศาลนั้นมีมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งก็นับเป็นเวลา 15 ปีแล้ว และโดยปกติของเอกสารราชการ 10 ปีก็ทำลายแล้ว ดังนั้นจึงเป็นความยากลำบากในการตรวจสอบ แต่เพิ่งได้รับแจ้งมาว่าการแต่งตั้งให้นายพิธาเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผู้ใดคัดค้าน เพียงแต่อยู่ที่ว่าทรัพย์สินในกองมรดกมีเท่าไร ซึ่งต้องไปดูว่าในพินัยกรรมนั้นมอบให้ใครบ้าง นายพิธาอาจเป็นผู้จัดการมรดกที่ต้องไปทำการแบ่งให้ทายาท ซึ่งตรงจุดนี้ไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.” เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวเมื่อ 16 มิ.ย. 2566
ตอนพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ปี 2566
นายพิธาแจ้งข้อมูลหุ้นไอทีวี เป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน โดยระบุว่ามี 42,000 หน่วย มูลค่า 44,100 บาท ณ วันที่มีหน้าที่แสดงรายการทรัพย์สินฯ โดยแจ้งว่า “ผู้ยื่นในฐานะผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขที่แดง 1860/2550 ได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ตาย ให้รับโอนหลักทรัพย์หุ้นนี้อันเป็นกองทุนมรดกถือครองไว้แทนทายาทอื่น”

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ที่ดินปราณบุรี
ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. ปี 2562
นายพิธาแจ้งว่า ถือครองที่ดินตามโฉนดหมายเลข 13543 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 14 ไร่ 62.7 ตารางวา มูลค่า 18 ล้านบาท พร้อมระบุว่า “เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการรับมรดก”
ตอนพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ปี 2566
นายพิธาแจ้งข้อมูลตามเดิมว่า ถือครองที่ดิน 1 แปลง โฉนดหมายเลข 13543 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 14 ไร่ 62.7 ตารางวา มูลค่า 18 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายเหตุว่า “เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการรับมรดก” แบบเมื่อ 4 ปีก่อน
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเปลี่ยนมือหลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎรได้เพียง 7 วัน โดยมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายพิธา ในฐานะ “ผู้ขาย” (ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายณัฐพัชร์ สอนจันทร์ ดำเนินการแทน) กับนายดนัย ศุภการ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน อ.หัวหิน ในฐานะ “ผู้ซื้อ” เมื่อ 27 มี.ค. 2566 ในราคา 6,500,000 บาท ชำระเงินครบถ้วนแล้ว โดยผู้ซื้อระบุว่า “ซื้อไว้เพื่อเป็นที่นา” ขณะที่ราคาที่เจ้าหน้าที่ประเมินราคาที่ดินแปลงนี้อยู่ที่ 8,777,185 บาท เท่ากับนายพิธาจดทะเบียนขายในราคาต่ำกว่าราคาประเมิน 2,277,185 บาท โดยนายพิธาอ้างว่าที่ดินบางส่วนมีสภาพเป็นบ่อน้ำ
คำถามที่เกิดขึ้นคือ ที่ดินมรดกแปลงนี้โอนเป็นชื่อของนายพิธาตั้งแต่เมื่อใด
หากนำโฉนดที่ดิน และหนังสือหนังสือสัญญาขายที่ดิน ที่สำนักข่าวอิศราเปิดเผยไว้ มาจัดทำเป็นไทม์ไลน์สรุปข้อมูลได้ ดังนี้
- 23 มี.ค. 2538 ออกโฉนดในนามนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ (ระบุไว้ที่หน้าโฉนด)
- 18 ก.ย. 2549 นายพิธาได้ที่ดินมาโดย “การรับโอนมรดก” (ระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายที่ดิน ข้อ 4 ซึ่งวันที่ 18 ก.ย. 2549 เป็นวันที่บิดาของเขาเสียชีวิต)
- 10 เม.ย. 2560 นายพิธาในฐานะ “ผู้จัดการมรดก” นายพงษ์ศักดิ์ (ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 1860/2550 ลว. 16 มี.ค. 2550) โอนมรดกมาให้นายพิธา (ระบุไว้ที่ ด้านหลังโฉนด สารบัญจดทะเบียน)
- 27 เม.ย. 2566 นายพิธาขายที่ดินให้นายดนัย ศุภการ (ระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายที่ดิน และด้านหลังโฉนด สารบัญจดทะเบียน)
ต่อมา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดนายพิธา ในฐานะผู้จัดการมรดก ถึงดำเนินการโอนที่ดินปราณบุรีให้กับตัวเองในฐานะทายาทตั้งแต่ปี 2560 แต่กรณีหุ้นไอทีวี กลับไม่ดำเนินการใด ๆ และถือครองมาถึง 17 ปี
“ถ้าเอากรณีโอนที่ดินปราณบุรีปี 2560 ให้ตัวเองมาเทียบเคียง แสดงว่าการจัดการมรดกอื่น ๆ น่าจะต้องจัดการไปแล้วเช่นกันหรือไม่ เพราะหุ้นไอทีวี นายพิธาก็ใส่ชื่อตัวเองตั้งแต่ช่วงปี 2549-2550” นายเสรีกล่าวเมื่อ 26 มิ.ย.
ขณะนี้ทั้งนายเสรี และนายเรืองไกร ต่างส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์มรดกของนายพิธาไปให้สำนักงาน กกต. เรียบร้อยแล้ว
ทรัพย์สินของอดีตภรรยา

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. ปี 2562
ในคราวยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เมื่อ 4 ปีก่อน นายพิธาระบุชื่อคู่สมรสคือ นางชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ “ต่าย” อดีตนักแสดงชื่อดัง และมีบุตรในสมรส 1 คนคือ ด.ญ.พิพิม ลิ้มเจริญรัตน์ อายุ 3 ปี (ในขณะนั้น) พร้อมระบุที่อยู่ของบุตรสาวเป็นที่อยู่เดียวกับนายพิธา
สำหรับรายการทรัพย์สินของอดีตภรรยาที่ในเวลานั้นยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน นายพิธาแจ้งว่ามีมูลค่ารวม 11,180,000 บาท แบ่งเป็น ยานพาหนะ 1 คันคือรถยนต์ ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู มูลค่า 3 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่น ๆ รวมมูลค่า 8,180,000 บาท ได้แก่ ชุดเครื่องเพชร 1 ชุด มูลค่า 3 ล้านบาท, นาฬิกา 4 เรือน มูลค่า 2.94 ล้านบาท, กระเป๋า 8 ใบ มูลค่า 1.09 ล้านบาท, เปียโน 1 ตัว มูลค่า 500,000 บาท, รองเท้า 12 คู่ มูลค่า 400,000 บาท และกล้อง Leica 1 ตัว มูลค่า 250,000 บาท
อย่างไรก็ตามไม่มีการแจ้งรายได้ รายจ่าย และหนี้สินของต่าย-ชุติมา
ส่วนทรัพย์สินของ ด.ญ.พิพิม แจ้งว่า มีเงินฝาก 200,000 บาท และยังระบุรายจ่ายไว้ที่ 680,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 480,000 บาท และค่าเล่าเรียน 200,000 บาท
นายพิธาชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ว่า ได้แจ้งนางชุติมาขอความร่วมมือให้ทราบแล้ว นางชุติมาไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้ไม่ทราบได้ว่ารายการทรัพย์สินของนางชุติมา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีอะไรบ้าง จึงได้ยื่นเฉพาะที่ได้ค้นพบและปรากฎในเอกสารและที่พบในสื่อต่าง ๆ
ตอนพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ปี 2566
นายพิธาไม่ได้แจ้งชื่อคู่สมรสแล้ว และไม่ปรากฏรายการทรัพย์สินใด ๆ ของอดีตภรรยา












