"ผมตายไปแล้ว 40 นาที" หลังโกงความตายสำเร็จ คุณพ่อชาวอังกฤษมองโลกใหม่เพื่อความสุขของครอบครัว

- Author, อเล็กซ์ เทย์เลอร์
- เวลาอ่าน: 7 นาที
โดยปกติแล้ว ความตายไม่ได้ทำให้คนเราได้มีชีวิตใหม่ แต่สำหรับแพทริค ชาร์นลีย์แล้ว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
แพทริคเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาเป็นคนที่มีมุมมองว่าเวลาว่างเป็น "เวลาที่เสียเปล่า" และมุ่งมั่นผลักดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ
แต่ด้วยการทำงานอย่างหนักหลายชั่วโมงติดต่อกันในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ในปี 2021 ทำให้คุณพ่อลูกสองซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงมากคนนี้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ขณะที่มีอายุ 39 ปี
เหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มต้นระหว่างการใช้เวลาช่วงเย็นอย่างธรรมดา ๆ ด้วยการกินไส้กรอกและมันฝรั่งทอดบนโซฟา แต่กลับลงท้ายด้วยการที่เขาหมดสติล้มลง
อาการหัวใจหยุดเต้นที่เกิดขึ้นกับแพทริคนั้น มีสาเหตุมาจากภาวะทางพันธุกรรม ทำให้เขาต้องอยู่ในภาวะเสียชีวิตทางคลินิกเป็นเวลาถึง 40 นาที ภรรยาของเขาทำการปั๊มหัวใจ ในขณะที่ลูกสาวและลูกชายของเขา ซึ่งตอนนั้นอายุ 9 และ 7 ขวบ วิ่งไปขอความช่วยเหลือ
ทว่าความพยายามใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจของหน่วยกู้ภัยกลับล้มเหลว ในระหว่างที่ชีวิตของเขากำลังจะจบลง ทีมกู้ชีพจึงลองฉีดสารอะดรีนาลิน ซึ่งเป็นเสมือน "การเสี่ยงครั้งสุดท้าย" แพทริคเปิดเผย
เขากล่าวเสริมว่า พวกเขา "พยายามใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า" จนภรรยาของเขาเริ่มสงสัยว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว
แล้วจู่ ๆ หัวใจของเขาก็เริ่มกลับมาเต้นอีกครั้ง
ต่อมาเขาก็ฟื้นจากอาการโคม่าที่กินเวลายาวนานถึงหนึ่งสัปดาห์ แล้วกลายเป็นคนใหม่ที่เปลี่ยนไป จากอาการบาดเจ็บที่สมองซึ่งส่งผลต่อการมองเห็น ความจำ และความแข็งแรงของร่างกาย
แม้จะไม่สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม แต่เขารู้สึกว่ามันทำให้เขาอยู่กับปัจจุบันและสานสัมพันธ์กับผู้อื่นได้มากขึ้น
เขาได้เล่าเรื่องราวนี้ในรายการทางพอดแคสต์ชื่อ Ready to Talk ของเอ็มมา บาร์เน็ตต์ว่า เรื่องนี้ได้เปลี่ยนมุมมองให้เขา ซึ่งเขาบอกว่า "จะไม่เปลี่ยนแปลง" แม้ว่าจะมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมก็ตาม
"ตื่นมาพร้อมกับการมองไม่เห็น"
ถึงกระนั้น การเดินทางมาสู่การยอมรับความจริงในวันนี้ก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างมาก
"ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับการมองไม่เห็น" เขากล่าวถึงความทรงจำแรกหลังจากตื่นจากอาการโคม่า "ผมกำลังประสบกับสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ได้ชินกับอาการเหล่านั้นเลย"
การสูญเสียการมองเห็นของเขาทำให้เกิดภาพหลอนที่ชัดเจน ปรากฏการณ์นี้รู้จักกันในชื่อกลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต (Charles Bonnet Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่สมอง "เติมเต็ม" ข้อมูลภาพที่หายไปอย่างกะทันหัน
ในขณะที่บางภาพนั้น "น่ากลัว" เขากล่าวว่าบางภาพก็รู้สึก "ดีมาก" และสวยงามอย่างแปลกประหลาด

ที่มาของภาพ, Patrick Charnley
ครั้งหนึ่ง หลังจากการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด เขาเกิดความเชื่อมั่นว่าพยาบาลชาวอเมริกันคนหนึ่งกำลังพยายามฆ่าเขา
แต่ภาพหลอนเหล่านี้ก็อาจให้เกิดความสงบได้เช่นกัน ครั้งหนึ่งเขาไปที่สถานพักฟื้นในเทือกเขาแอลป์ ที่ซึ่งเขามองออกไปเห็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ขณะที่พยาบาลคุยกันอยู่ห้องข้าง ๆ ประสบการณ์ครั้งนั้นกลับทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างมีความสุข
เมื่อการมองเห็นของเขาเริ่มกลับคืนมาอย่างช้า ๆ แพทย์ก็ตระหนักว่า ปัญหาการมองเห็นของเขานั้นเชื่อมโยงกับการบาดเจ็บที่สมอง การมองเห็นของเขายังคงบกพร่องในบางส่วน เทียบสภาพได้กับการ "มองผ่านกล้องโทรทรรศน์"
การทดสอบความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นทำให้เขาอยู่ในกลุ่ม 2% ล่างสุดในด้านความจำและความเร็วในการประมวลผล แม้ว่าจะดีขึ้นมากแล้ว แต่เขาก็ยังคงมีปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจอย่างมาก
แต่ผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบจากการบาดเจ็บของเขาเพิ่งปรากฏชัดเจนเมื่อเขากลับบ้าน
"ผมมีชีวิตที่เติมเต็มยิ่งขึ้น"
ความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงทำให้เขาต้องจัดการพลังงานของตนเอง "ผมไม่เคยตื่นนอนมาด้วยความรู้สึกสดชื่นเลย ผมตื่นมาด้วยความเหนื่อยล้าทุกวัน และมันก็แย่ลงเรื่อย ๆ ในระหว่างวัน" เขาอธิบาย
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจที่ต้องปรับตัว โดยเขาพบว่าเขา "ไม่สนใจอะไรเลย" หลังจากการฟื้นตัวในระยะแรก นี่ไม่ใช่ภาวะซึมเศร้าโดยตรง แต่เป็นภาวะที่เรียกว่าภาวะเฉื่อยชาทางพยาธิวิทยา ซึ่งเขาอธิบายว่ารู้สึกเหมือน "ล่องลอยไปตามกาลเวลา" โดยไม่มีสาเหตุ
การบำบัดและการใช้ยาช่วยฟื้นฟูแรงจูงใจของเขาโดยนักจิตวิทยาได้สนับสนุนให้เขานึกถึงชีวิตที่เขาได้สูญเสียไป ถึงกระนั้นเขาเองก็ยังคิดถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และการเข้ากับคนวัยเดียวกันด้วยการ "มีส่วนร่วมในสังคม" ตามที่คาดหวัง รวมถึงการเล่นกับลูก ๆ อย่างกระตือรือร้น
เขายังรู้สึกเสียใจกับภรรยาของเขา ซึ่งเขารู้สึกว่าเขาได้ "มอบ" ความทรงจำของเขาให้เธอ "ความจริงก็คือ เธอคือผู้ดูแลผมจริงๆ" เขายอมรับ
"ผมใช้ชีวิตราวกับว่าผมเป็นคนแก่ชราจริง ๆ"
แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย แต่เขากล่าวว่าในหลาย ๆ ด้านเขาชอบชีวิตแบบนี้มากกว่า เขาเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเขียน และบอกว่าตอนนี้เขามีเวลามากขึ้นที่จะสนุกกับชีวิต
"ตอนนี้ผมใช้แบบสโลว์ไลฟ์ไม่ใช่เพราะเลือกเอง แต่เพราะต้องทำ แต่ผมรู้สึกยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ผมมองเห็นความสวยงามในสิ่งต่าง ๆ มากกว่าเมื่อก่อน… ผมรู้สึกว่าผมมีชีวิตที่เติมเต็มยิ่งขึ้นด้วยการใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ" เขากล่าว
"มุมมองของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผมรู้สึกขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่"

ที่มาของภาพ, Patrick Charnley
ในด้านความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัวก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเช่นกัน
เขาสามารถหัวเราะกับความแปลกประหลาดของอาการป่วยของเขากับครอบครัวได้ "ผมคิดว่าเราแน่นแฟ้นกว่าเดิมจริง ๆ… เรามีความผูกพันใกล้ชิดกันมากขึ้นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น" เขากล่าวเสริม
"สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือครอบครัวมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ผมสามารถทุ่มเทให้กับพวกเขาได้มากขึ้น ก่อนหน้านี้ผมใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวแค่เพียงผิวเผิน" เขากล่าว
สถานการณ์พิเศษนี้ทำให้เขาสามารถหลุดพ้นจากงานประจำวันอันน่าเบื่อได้
"หลายคนรู้สึกแบบนั้น… ผมยุ่งเกินไปจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต ผมจะไม่เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้น
"ถึงแม้จะมีข้อจำกัด แต่ผมก็ชอบชีวิตของผมตอนนี้ ผมชอบอยู่บ้านเมื่อลูก ๆ กลับจากโรงเรียน ผมชอบที่ไม่ต้องรีบร้อนจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่ง"

































