"เมื่อผมความจำเสื่อมเพราะอุบัติเหตุ พี่ชายฝาแฝดช่วยปกปิดความจริง ไม่ให้รู้ว่าเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ"

- Author, อลิเซีย เฮอร์นันเดซ
- Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)
คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้มีเหตุการณ์และคำบรรยายที่อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจได้
ในตอนที่อเล็กซ์มีอายุได้ 18 ปี เขาลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล แต่สมองกลับว่างเปล่า เพราะจดจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย ก่อนหน้านั้นเขาสลบไสลอยู่ในภาวะโคม่า ซึ่งทำให้ทุกสิ่งถูกลบออกไปจากความทรงจำจนหมดสิ้น เขาจำชื่อและอายุของตัวเองไม่ได้ รวมทั้งลืมเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาด้วย
มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาจำได้แม่นไม่ลืมเลือน นั่นก็คือ "มาร์คัส" พี่ชายฝาแฝดของเขา
พี่ชายของหนุ่มชาวอังกฤษผู้นี้ คือคนที่ช่วยฟื้นฟูความทรงจำในวัยเด็กและวัยรุ่นของอเล็กซ์ ให้ค่อย ๆ กลับคืนมาทีละน้อย รวมทั้งช่วยให้เขาระลึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่เคยมีกับบุคคลต่าง ๆ รอบตัว ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาในชีวิตของเขา
ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี แต่ในสิบปีต่อมา อเล็กซ์กลับค้นพบว่าความทรงจำวัยเยาว์ที่แสนจะงดงาม ซึ่งเขาเพียรพยายามปะติดปะต่อขึ้นมาใหม่นั้น ล้วนเป็นเรื่องโกหกอย่างสิ้นเชิง
อุบัติเหตุ
เมื่อปี 1982 อเล็กซ์ขึ้นนั่งซ้อนบนมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ซึ่งต่อมาเกิดอุบัติเหตุล้มคว่ำ จนมีเปลวเพลิงลุกไหม้และระเบิดอย่างรุนแรง "มีคนรีบนำตัวผมส่งโรงพยาบาล ตอนนั้นผมสลบไสลอยู่ในภาวะโคม่า เพราะได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหลายจุด หมอบอกกับพ่อแม่และครอบครัวของผมว่า ผมมีโอกาสฟื้นคืนสติน้อยมาก" อเล็กซ์เล่า
แม้จะเป็นเช่นนั้น มาร์คัสผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดของอเล็กซ์ ยังคงไม่หมดหวัง "เขาคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงและพูดคุยกับผมตลอด บางครั้งก็เล่นดนตรีให้ผมฟัง แล้วจู่ ๆ วันหนึ่งผมก็ฟื้นขึ้นมา ตอนนั้นผมมองหน้าเขาแล้วพูดว่า สวัสดีมาร์คัส"
ในตอนที่ฟื้นขึ้นมา อเล็กซ์สังเกตเห็นว่ามีหญิงผู้หนึ่งอยู่ในห้องคนไข้ของเขาด้วย เธอวิ่งลนลานไปรอบเตียงพร้อมกับร้องไห้ "ผมถามพี่ชายว่านั่นใคร มาร์คัสตอบว่านั่นแม่ไงล่ะ แต่ตอนนั้นผมจำแม่ไม่ได้เลย อันที่จริงผมจำแม้แต่ชื่อตัวเองยังไม่ได้ ผมรู้แค่ว่าเด็กหนุ่มในห้องคือพี่ชายฝาแฝดของผม และเขาชื่อมาร์คัส"
หมอบอกว่าการสูญเสียความทรงจำเป็นเรื่องปกติ สำหรับคนที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะและมีอาการโคม่า แต่ในกรณีของอเล็กซ์ หมอและพยาบาลต่างรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเขาจดจำเรื่องราวของพี่ชายฝาแฝดได้ดี ยิ่งกว่าเรื่องของตัวเองหรือเรื่องไหน ๆ เสียอีก
"ผมคิดว่าแฝดแท้ (identical twins) หลายคู่ ไม่ต้องพูดบอกกล่าวหรืออธิบายเรื่องใด ๆ กับคู่แฝดของตัวเองมากนัก เพราะพวกเขารู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญาณว่า คู่แฝดของตนกำลังคิดอะไรอยู่ แฝดแท้จะเข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง มันเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง" อเล็กซ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เด็กในร่างผู้ใหญ่
หลังจากประสบอุบัติเหตุตอนอายุ 18 ปี อเล็กซ์รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนเด็กในร่างของผู้ใหญ่ เขาพยายามอย่างยากลำบากที่จะเรียนรู้โลกและสิ่งรอบตัวอีกครั้ง โดยต้องเรียนรู้ทักษะพื้นฐานอย่างเช่นการผูกเชือกรองเท้าใหม่ ซึ่งทำให้เขาไม่ต่างไปจากเด็กเล็กเลย
มาร์คัสก้าวเข้ามารับหน้าที่พี่เลี้ยง เพื่อช่วยให้อเล็กซ์เรียนรู้ถึงการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ นอกจากนี้ยังต้องแบกรับภาระหนัก ในการเติมเต็มข้อมูลของอดีตที่ผ่านมา ลงไปในช่องว่างความทรงจำของน้องชาย "ผมต้องสอนเขาใหม่ว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน ตรงนี้คือครัว ตรงนั้นคือห้องน้ำ นี่คือห้องนอนของเรา นี่แปรงสีฟันของเธอ แล้วนี่ก็รองเท้าของเธอ เรียกได้ว่าต้องบอกต้องสอนกันใหม่ทั้งหมด" มาร์คัสเล่า
ตัวของอเล็กซ์เองก็มีคำถามมากมาย แต่มาร์คัสกลับบอกน้องชายเพียงว่า "ผมบอกเขาว่าเราเป็นครอบครัวธรรมดาที่เหมือนกับคนทั่วไป ผมมักจะให้เขาดูภาพถ่ายในอดีต เช่นภาพเราสองคนอยู่ที่ชายหาด อเล็กซ์จะมองภาพแล้วพูดแค่ว่า อ๋อ...นี่คือช่วงวันหยุดของครอบครัว เขาไม่ซักไซ้ไล่เลียงหรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม เขาถามเพียงว่าเราไปไหนมาบ้าง หรือเคยมีรถยนต์แบบไหน อะไรทำนองนั้น"
หลังฟื้นจากภาวะโคม่า อเล็กซ์ยังต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไปอีกหลายเดือน เมื่อเขากลับบ้านจึงได้รู้ว่า เขาและพี่ชายฝาแฝดเป็นลูกของแม่ที่เกิดกับสามีคนแรก ส่วนจอห์น ลูอิส พ่อบังเกิดเกล้าของพวกเขานั้น ได้เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในตอนที่พวกเขาเพิ่งเกิดมาและมีอายุเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น
หลังกลับบ้านอเล็กซ์จึงได้รู้ว่า แม่มีลูกอีกสองคนกับสามีใหม่คือนายแจ็ก ดัดลีย์ ส่วนน้องชายน้องสาวต่างบิดาของเขามีชื่อว่า โอลิเวอร์และอะแมนดา
หลังออกจากโรงพยาบาล อเล็กซ์ยังคงต้องพึ่งพามาร์คัสต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปะติดปะต่อความทรงจำในอดีต "มาร์คัสแนะนำให้ผมรู้จักกับแฟนสาวของตัวเอง แต่สำหรับผมในตอนนั้นแล้ว เธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เพิ่งได้พบกันครั้งแรก มาร์คัสยังบอกว่าเขามีงานทำแล้ว และไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของพ่อแม่อีกต่อไป ผมเชื่อทุกอย่างที่เขาพูดโดยไม่คิดสงสัยเลย"
มาร์คัสยังช่วยให้อเล็กซ์ปรับตัว เพื่อกลับคืนสู่วงสังคมของตนเองได้อีกครั้ง โดยก่อนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำจะเริ่มขึ้น มาร์คัสจะช่วยสรุปข้อมูลให้น้องชายฟังว่า แขกที่พวกเขาจะได้เจอมีใครบ้าง มีความสัมพันธ์กับอเล็กซ์อย่างไร และได้รู้จักกันมานานแค่ไหนแล้ว
"อเล็กซ์จะทักทายผู้คน โดยแสร้งทำเป็นว่าทุกสิ่งเรียบร้อยปกติดี และเขารู้จักทุกคนที่ได้เจอ เขาแค่ต้องการจะเป็นเด็กวัยรุ่นอายุสิบแปดธรรมดา ๆ และไม่อยากจะแบกรับการตีตราเรื่องความจำเสื่อม ทั้งไม่อยากเห็นผู้คนปฏิบัติกับเขา ในแบบที่แปลกแยกแตกต่างจากผู้อื่น" มาร์คัสกล่าว
อเล็กซ์ค่อย ๆ รู้สึกชื่นชอบ และสนุกสนานกับชีวิตใหม่มากขึ้นทีละน้อย เขาเรียนขับรถซ้ำอีกครั้ง ออกหางานทำจนได้งาน และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ แต่กลับพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับบุคคลสองราย ไม่ค่อยราบรื่นนัก
"ผมพยายามจะรักษาความสัมพันธ์กับแฟนเอาไว้ แต่มันก็ล้มเหลว เธอกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม ผมไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเราเลย" อเล็กซ์กล่าว "อีกคนหนึ่งคือแม่ของผม ด้วยเหตุผลบางประการ ผมไม่สามารถจะสานสัมพันธ์กับแม่ได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันยากมากที่จะทำใจยอมรับได้ว่า เธอเป็นแม่ของผม"
ความลับดำมืดจากอดีต
การสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอเล็กซ์ เนื่องจาก "แจ็ก" พ่อเลี้ยงหรือสามีใหม่ของแม่แก่กว่าเขามาก ทั้งยังปกครองบ้านด้วยความเข้มงวด
อเล็กซ์เล่าว่า "เวลาที่เขาเข้ามาในห้อง พวกเราจะต้องยืนขึ้นและเรียกเขาว่าท่าน พวกเราจะไม่เฉียดกรายเข้าไปใกล้ห้องของเขาเลย เว้นแต่จะถูกเรียกหรือเชื้อเชิญให้เข้าไป พวกเราจะพูดคุยกับเขาได้ ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น" อเล็กซ์ยังบอกว่าเขาค่อย ๆ คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ จนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปในที่สุด
ส่วน "จิล" แม่ของอเล็กซ์นั้น มาร์คัสกล่าวถึงเธอว่า "แม่เป็นผู้หญิงตัวสูงและเสียงดัง เธอชอบเข้าสังคมและเป็นคนที่สวยมาก ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ เธอจะเป็นจุดสนใจของงานเสมอ เธอมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน"
พ่อเลี้ยงของอเล็กซ์และมาร์คัส เสียชีวิตลงในปี 1990 ห้าปีต่อมาแม่ของพวกเขาก็ลาโลกตามไป อเล็กซ์กล่าวยอมรับในภายหลังว่า แม้เขาจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกไม่สำเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มรักใคร่ผูกพันกับแม่มากขึ้น จนทำใจได้ยากยิ่งเมื่อแม่เสียชีวิต
"มันทำใจยากจริง ๆ ผมเพิ่งทำความรู้จักกับแม่ตอนอายุ 18 แต่พออายุได้ 30 แม่ก็จากไปเสียแล้ว ผมชอบเธอมากจริง ๆ ตอนที่แม่เสียชีวิตผมถึงกับนอนร้องไห้ แต่ในขณะนั้นเอง ผมก็สังเกตเห็นว่าไม่มีใครร้องไห้เลย นอกจากผมแล้วไม่มีใครใส่ใจกับเรื่องที่แม่ตายอย่างจริงจัง ผมจึงเกิดความสงสัยว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง" อเล็กซ์กล่าว
ความสงสัยนั้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพบว่าแม่ของเขาเป็นโรคชอบเก็บสะสมสิ่งของ (hoarding disorder) โดยเธอขนสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปเก็บไว้ในห้องของตัวเองและห้องใต้หลังคาจนเต็มแน่น เมื่ออเล็กซ์และมาร์คัสไปจัดการกับสิ่งของเหล่านี้หลังงานศพเสร็จสิ้น จึงได้พบ "ของแปลก ๆ บางอย่าง"

ที่มาของภาพ, Dave Benett/Getty Images
ในจำนวนนั้นมีของขวัญที่บรรดาญาติมิตรส่งมาให้พวกเขา แต่แม่กลับเก็บเอาไว้เอง โดยไม่เคยส่งต่อให้อเล็กซ์หรือมาร์คัสเลย พวกเขายังพบตู้ใบเล็กที่เธอซุกซ่อนเอาไว้ในห้องนอน "ในลิ้นชักของตู้ มีรูปถ่ายของอเล็กซ์กับผมตอนสิบขวบ พวกเราเนื้อตัวเปลือยเปล่าไม่สวมเสื้อผ้า แต่แม่ตัดส่วนหัวของเราออกไปจากรูปใบนั้น" มาร์คัสเล่า
อเล็กซ์รู้สึกกลัวและสับสนกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้เขากับมาร์คัสจะสนิทกันมาก แต่สองพี่น้องก็ไม่ได้พูดคุยกันต่อถึงเรื่องภาพปริศนาของแม่
ยิ่งไปกว่านั้นอเล็กซ์ยังเกิดความสงสัยว่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่มาร์คัสกับโอลิเวอร์ซึ่งเป็นน้องชายต่างบิดา ต่างก็เข้ารับการบำบัดทางจิตเวชทั้งสองคน อเล็กซ์จึงตัดสินใจจะลองเข้ารับการบำบัดที่ว่านี้ด้วย โดยหวังว่ามันจะช่วยให้เขาค้นพบสิ่งสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับตัวตนของเขาเอง
"นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มฉุกคิดว่า อาจมีบางสิ่งในอดีตของพวกเรา ที่ไม่มีใครยอมบอกให้ผมได้รับรู้"
ถามหาความจริง
อเล็กซ์ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดกับนักจิตวิทยาคนเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่มาร์คัสและโอลิเวอร์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ นักจิตบำบัดผู้นั้นไม่อาจเปิดเผยความลับของคนไข้อื่นแก่อเล็กซ์ได้ แม้จะเป็นพี่น้องของเขาเองก็ตาม
จนกระทั่งในการบำบัดครั้งหนึ่ง "นักจิตบำบัดถามคำถามบางอย่าง ที่ไปกระตุ้นจิตใจส่วนลึกของผมแบบแปลก ๆ ผมร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ นักจิตบำบัดจึงบอกให้ผมไปพูดคุยอย่างเปิดอกกับพี่น้องของตัวเอง และถามหาความจริงจากพวกเขา"
"ตอนนั้นมาร์คัสอยู่ในห้องครัว ผมเดินเข้าไปบอกเขาตรง ๆ ว่า ผมสงสัยว่าแม่จะเคยล่วงละเมิดทางเพศกับพวกเรา มาร์คัสที่ยืนถือถ้วยชาอยู่ มีสีหน้าซีดเผือดจนขาวเหมือนกระดาษ และทำถ้วยชาหล่นลงพื้นทันที เขาตอบรับด้วยการพยักหน้าและบอกผมว่ามันเป็นเรื่องจริง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป"

ที่มาของภาพ, Reproducción
มาร์คัสบอกว่า แม่เคยทำการล่วงละเมิดทางเพศกับลูกของตัวเอง จนถึงขั้นยอมให้ผู้ชายที่เธอรู้จักมักคุ้นข่มขืนลูก ๆ โดยที่สามีใหม่ของเธอไม่ระแคะระคายถึงเรื่องนี้เลย
แม้อเล็กซ์จะจำเหตุการณ์ที่ถูกล่วงละเมิดไม่ได้ แต่ผลกระทบจากการเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง ดังนั้นในตอนที่เขามีอายุได้ 32 ปี อเล็กซ์จึงต้องรวบรวมปะติดปะต่อความทรงจำในอดีตขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่สอง เพราะความทรงจำแห่งวัยเด็กอันงดงาม ที่เขาเคยจินตนาการขึ้นมาตอนอายุ 18 และยึดถือว่าเป็นความจริงไว้นานถึง 14 ปี ต้องแตกสลายไม่มีชิ้นดีด้วยการสนทนาเพียงครั้งเดียว
โอกาสครั้งที่สอง
เมื่อตอนที่อเล็กซ์เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากภาวะโคม่า มาร์คัสบอกว่าในตอนนั้นเขามีทางเลือกแค่สองทาง นั่นคือบอกความจริงอันโหดร้ายกับน้องชาย หรือโกหกเพื่อปลดปล่อยเขาจากพันธนาการของอดีต
"ทำไมผมต้องให้เด็กหนุ่มอายุ 18 ที่อยู่ในภาวะเปราะบางอ่อนแอ รับรู้เรื่องราวที่ทำใจได้ยากขนาดนั้น ในขณะที่ผมสามารถจะมอบบางสิ่งที่น่ารื่นรมย์ และช่วยสร้างความสบายใจให้กับเขาได้" มาร์คัสกล่าว
"ในตอนนั้นผมตัดสินใจอย่างมีสติสัมปชัญญะว่า จะสร้างเรื่องราวของครอบครัวเราขึ้นมาใหม่ ผมบอกน้องว่าบ้านเราไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดกันทุกปี ทั้งที่จริงแล้วไม่เคยไปเลย ผมเริ่มแต่งเรื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกู่ไม่กลับ ซึ่งเท่ากับว่าผมสร้างความเป็นจริงใหม่ให้กับน้องทั้งหมด ผมเล่าเรื่องโกหกติดต่อกันนานหลายปี จนตัวเองเริ่มจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่มันก็เป็นการช่วยเหลือน้องและตัวของผมเองด้วย" มาร์คัสกล่าวอธิบาย
ทว่าการสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาเองก็มีราคาที่ต้องจ่าย มาร์คัสต้องเสแสร้งเล่นละครและฝืนใจทำในหลายสิ่ง เพื่อรักษาภาพลวงของวัยเยาว์ที่แสนสุขให้อเล็กซ์เห็น เช่นต้องแสร้งทำว่าทุกอย่างปกติดีตอนอยู่กับครอบครัว เขาถึงกับยอมไปงานวันเกิดของแม่ด้วยซ้ำ "แต่ตอนที่ผมทำถ้วยชาหล่นลงพื้นในครัว ทุกสิ่งล้วนพังทลายลงทั้งหมด" มาร์คัสกล่าว
อเล็กซ์ค่อย ๆ รับรู้ถึงเรื่องราวในอดีตมากขึ้นเรื่อย ๆ เขายังได้รู้ว่า การล่วงละเมิดทางเพศหยุดลงตอนพวกเขาอายุ 14 ปี เพราะมาร์คัสเริ่มรู้จักต่อสู้ขัดขืนเพื่อปกป้องตนเอง แต่เคราะห์ร้ายกลับไปตกอยู่กับโอลิเวอร์ น้องชายต่างบิดาผู้น่าสงสาร ซึ่งยังคงถูกล่วงละเมิดต่อไปอีกเป็นเวลานาน
"ผมจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้เลย ผมคิดว่าตอนที่ตัวเองความจำเสื่อม ก็จะสูญเสียอารมณ์ความรู้สึกในตอนนั้นไปด้วย แต่การเปิดเผยความจริง ได้ปลดปล่อยอารมณ์ปั่นป่วนที่เก็บกดไว้จนเหมือนพายุหมุนออกมา ผมรู้สึกแย่กับทุกสิ่ง รวมทั้งการที่ต้องอยู่ในบ้านของพ่อแม่หลังออกจากโรงพยาบาล โดยไม่รู้เลยว่าเคยเกิดอะไรขึ้นที่นั่น" อเล็กซ์กล่าว
มักจะมีคนถามอเล็กซ์บ่อย ๆ ว่า รู้สึกโกรธพี่ชายที่โกหกเกี่ยวกับเรื่องในอดีตหรือไม่ อเล็กซ์ตอบว่าสิ่งที่พี่ชายฝาแฝดทำลงไปนั้น คือการพยายามปกป้องเขา ไม่ให้ถูกช่วงเวลาที่เลวร้ายในวัยเด็กตามมาหลอกหลอน
"หากเขาบอกเรื่องพวกนี้กับผม ในตอนที่เพิ่งฟื้นจากภาวะโคม่า สภาพจิตใจของผมตอนนั้นคงรับไม่ได้แน่ อย่างน้อยในตอนที่ผมค้นพบความจริง ผมก็เข้มแข็งขึ้นจนสามารถแสวงหาความช่วยเหลือได้แล้ว ผมว่าภาวะโคม่าช่วยรักษาสุขภาพจิตของผมเอาไว้ แต่ผมก็ต้องจัดการกับอารมณ์ที่เก็บกดเอาไว้ด้วย เพราะจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น"

ที่มาของภาพ, David M. Benett/Dave Benett/Getty Images for Netflix
อเล็กซ์ยังบอกว่าประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก ทำให้พวกเขาสามพี่น้องหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างเปิดอก เพื่อที่จะพยายาม "เป็นคนที่ดีขึ้นและเข้มแข็งขึ้น" ทุกวันนี้อเล็กซ์ทำงานกับองค์กรการกุศลหลายแห่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ
ปัจจุบันอเล็กซ์และมาร์คัสมีครอบครัวแล้ว ทั้งคู่ต่างก็มีบุตรสองคนอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน พวกเขากำลังสร้างความทรงจำใหม่เกี่ยวกับครอบครัว ที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง
เมื่อปี 2013 อเล็กซ์และมาร์คัส ลูอิส ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ "บอกสิว่าฉันเป็นใคร" (Tell Me Who I Am) ซึ่งพวกเขาเขียนร่วมกับโจอันนา ฮอดจ์กิน ต่อมาเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีในชื่อเดียวกัน โดยออกฉายและสตรีมทางเน็ตฟลิกซ์ครั้งแรก เมื่อปี 2019











