นักวิทยาศาสตร์ผู้เลือกใช้ชีวิตในถ้ำ "ท่ามกลางความมืดมิดและไม่รู้เวลา" เผยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเวลาชีวิตอย่างไร ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มิเชล ซิฟเฟร ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งการศึกษาสาขานาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ (human chronobiology)

ไม่ว่าคุณจะใช้โทรศัพท์มือถือหรือนาฬิกาข้อมือ คุณอาจดูพวกมันวันละหลายครั้งเพื่อตรวจสอบเวลา

เวลามีบทบาทพื้นฐานในชีวิตของพวกเรา และนั่นคือเหตุผลที่อารยธรรมเก่าแก่ที่สุดยังหาวิธีการตรวจวัดโดยใช้ดวงอาทิตย์ แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่รู้ว่าเมื่อไรเป็นกลางวันหรือกลางคืน และไม่มีอุปกรณ์บอกเวลาอยู่กับตัว ?

นั่นคือสิ่งที่นักธรณีวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อว่ามิเชล ซิฟเฟร ถามตัวเองในช่วงทศวรรษที่ 1960

ความสงสัยในปริศนานี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันทางอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นซึ่งทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

ในปี 1961 ยูริ กาการิน จากโซเวียตได้กลายเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินทางสู่อวกาศ และเขาโคจรรอบโลกนาน 108 นาที

ซิฟเฟรสงสัยด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์ใช้เวลาในอวกาศมากขึ้น และมันจะส่งผลต่อวงจรการนอนหลับของเราอย่างไร

เพื่อตอบคำถามนั้น เขากลับเลือกเส้นทางเป็นมนุษย์ถ้ำ แทนที่จะเดินทางออกไปจากดาวโลกและมุ่งสู่อวกาศ

ซิฟเฟรเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2024 ในเมืองนีซ โดยมีอายุ 85 ปี เขาเคยเป็นนักสำรวจถ้ำในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาถ้ำ

ในปี 1962 เมื่อมีอายุได้เพียง 23 ปี เขาทำการทดลองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการศึกษานาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ (human chronobiology) ซึ่งเป็นสาขาที่เขาช่วยก่อตั้งเพื่ออุทิศให้กับการทำความเข้าใจกลไกและจังหวะทางชีวภาพเกี่ยวกับเวลาของร่างกายมนุษย์

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซิฟเฟรเข้าไปในถ้ำใต้ดินเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 1962 และออกมาจากถ้ำเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ปีเดียวกัน

เขาตั้งแคมป์ภายในถ้ำลึก 130 เมตร เป็นเวลา 2 เดือน และอยู่ตามลำพังโดยมีเพียงตะเกียงของคนงานเหมืองซึ่งเขาใช้เท่าที่จำเป็นเวลาเตรียมอาหาร

“ผมตัดสินใจจะใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ ไม่มีนาฬิกา อยู่ในความมืดโดยไม่รู้วันเวลา” เขาบอกในการสัมภาษณ์กับโจชัวร์ โฟร์ จากนิตยสาร Cabinet ในปี 2008

ซิฟเฟรทำการทดลองกับธารน้ำแข็งใต้ดินของเทือกเขาแอลป์เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้นด้วย

“ผมให้ทีมงานอยู่ตรงทางเข้าถ้ำ ผมตัดสินใจว่าจะโทรหาพวกเขาเมื่อผมตื่นขึ้น ตื่นขึ้นมากิน และก่อนที่ผมจะหลับ โดยที่พวกเขาไม่มีสิทธิโทรหาผมก่อน ดังนั้นผมจึงไม่รู้เลยว่าข้างนอกเป็นเวลากี่โมงแล้ว” เขาอธิบาย

ด้วยวิธีดังกล่าว เขาสามารถแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มี “นาฬิกาชีวภาพ” แม้มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ค้นพบว่านาฬิกานี้ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยระยะเวลา 24 ชั่วโมงอย่างที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน

เวลาหยุดลง

ในช่วง 8 สัปดาห์ที่เขาอยู่ในถ้ำ ซิฟเฟรกินและนอนก็ต่อเมื่อร่างกายบอกให้เขาทำ

นอกเหนือไปจากการรายงานต่อทีมภาคพื้นผิวที่เขาทำอยู่ทุกครั้ง นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยังตรวจสอบอีกสองสิ่งด้วยตัวเอง นั่นคือตรวจวัดอัตราชีพจร และนับ 1 ถึง 120

การตรวจสอบอย่างหลังนำไปสู่การค้นพบอันน่าอัศจรรย์ที่สุดครั้งหนึ่งของการทดลอง เป้าหมายการนับ 1 ถึง 120 คือ ให้ซิฟเฟรนับมันตามความรู้สึกเป็นวินาที ขณะที่ทีมด้านนอกบันทึกเวลาจริงควบคู่กันไปด้วย

นี่คือวิธีที่ทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่าซิฟเฟรนับช้าลงกว่าเวลาจริง

“ผมใช้เวลา 5 นาที ในการนับ 120 วินาที หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในทางจิตใจแล้วผมกำลังเผชิญประสบการณ์ระยะเวลา 5 นาที แต่รู้สึกว่ามันคือ 2 นาที”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เวลาภายในถ้ำห่างไกลจากเวลาที่ใช้อ้างอิงในทางธรรมชาติหรือตามที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น เขาพบว่ามันดำเนินไปช้ากว่า

ความรู้สึกที่ช้าลงนี้ได้รับการยืนยันเมื่อซิฟเฟรโผล่ออกมาจากถ้ำ และเมื่อเวลาผ่านไปสองเดือน เขากลับเป็นเพียงคนเดียวที่เชื่อว่าเวลาเพิ่งผ่านไปแค่เดือนเดียว

“ในทางจิตใจของผม เวลาลดลงไปครึ่งหนึ่ง” เขาบอก

48 ชั่วโมง

การค้นพบของซิฟเฟรชี้ให้เห็นว่าหากไม่มีจังหวะชีวิตที่ถูกนำทางโดยธรรมชาติ เช่น การขึ้น-ลงของดวงอาทิตย์ ร่างกายของเราดูเหมือนว่าจะมีนาฬิกาภายในที่ทำงานในรอบระยะเวลาประมา 48 ชั่วโมง

ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนผ่านการทดลองอื่น ๆ ของนักสำรวจถ้ำชาวฝรั่งเศสที่ดำเนินมาตลอดอายุการงานมากกว่า 50 ปีของเขา โดยใช้ตัวเองเป็นผู้ทดสอบหรือคนอื่น ๆ

หลังจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “การแยกตัวออกจากโลก” ในปี 1962 เขาได้ทำการทดลองภายในถ้ำอีก 5 ครั้งกับอาสาสมัคร (ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 1 คน) โดยแต่ละครั้งกินเวลา 3-6 เดือน

ซิฟเฟรสังเกตว่าในที่สุดทุกคนก็เข้าสู่รอบนาฬิกาชีวิต 48 ชั่วโมงนี้

“พวกเขามีกิจกรรมต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 36 ชั่วโมง ตามด้วยการนอนหลับ 12 -14 ชั่วโมง” เขาบอก

“หลังจากการค้นพบนี้ กองทัพฝรั่งเศสได้สนับสนุนเงินทุนให้กับผมจำนวนมาก พวกเขาต้องการวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะให้ทหารทำซ้ำกิจกรรมของพวกเขาในช่วงสภาวะที่ตื่นอยู่” เขาเปิดเผยกับนิตยสาร Cabinet

กระทรวงกลาโหมของฝรั่งเศสยังสนใจการทดลองด้วยเหตุผลอื่น ๆ ด้วย ในขณะนั้นพวกเขาเพิ่งเปิดตัวโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์และต้องการทราบผลกระทบต่อสุขภาพของลูกเรือที่ปฏิบัติภารกิจเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้ นาซา (NASA) ก็สนใจด้วย เพราะต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของภารกิจอวกาศระยะยาว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซิฟเฟรทำการทดลองหลายครั้งในถ้ำเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของอายุที่มีต่อเวลาทางจิตใจ

หน่วยงานทั้งสองให้เงินทุนแก่โครงการที่สองของซิฟเฟรในปี 1972 ด้วย ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกัน 10 ปีนับจากเขาอยู่ในถ้ำเทือกเขาแอลป์ครั้งแรก โดยในครั้งนี้เขาได้ลงไปใต้ดินอีกครั้งแต่เปลี่ยนเป็นถ้ำในสหรัฐฯ และอยู่ในนั้นนานกว่าเดิม

เป้าหมายคือใช้ชีวิต 6 เดือนในถ้ำมิดไนท์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเดล ริโอ รัฐเท็กซัส

“ผมสนใจศึกษาผลกระทบความชราภาพด้านอายุที่มีผลต่อเวลาทางจิตใจ แผนการของผมคือทดลองทุก ๆ 10 หรือ 15 ปี เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในสมองที่รับรู้เวลาหรือไม่” เขาอธิบาย

เขายังยอมรับด้วยว่าเขาต้องการคลายข้อสงสัยว่าทำไม "ทุกคนที่ผมเคยให้ไปใช้ชีวิตใต้ดินมีวัฏจักรการนอนหลับ/ตื่น 48 ชั่วโมง ยกเว้นผมเอง"

ในที่สุด การทดลองนี้ก็จบลงด้วยระยะเวลา 205 วัน (ราว 7 เดือน) เขาจึงเข้าสู่รอบ 48 ชั่วโมงเหมือนคนอื่น แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

“ผมตื่นต่อเนื่องเป็นเวลา 36 ชั่วโมง ตามด้วยนอนหลับอีก 12 ชั่วโมง ผมไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างวันที่ยาวนานเหล่านั้นกับวันที่มีเพียง 24 ชั่วโมงได้เลย” เขาบอก

“บางครั้งผมก็หลับไป 2-18 ชั่วโมง และไม่สามารถบอกความแตกต่างได้”

“ผมคิดนั่นเป็นประสบการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน” เขาสรุป

“มันเป็นปัญหาเรื่องเวลาทางจิตวิทยา ดังนั้นมันเป็นปัญหาของมนุษย์ แต่เราไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วเวลาคืออะไร”