เอเปค : กลุ่มราษฎรแจ้งความเอาผิด คฝ. หลังตาขวา “พายุ ดาวดิน” บาดเจ็บสาหัส

อานนท์ นำภา

ที่มาของภาพ, อานนท์ นำภา

คำบรรยายภาพ, พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 รับเรื่องจากนายอานนท์ นำภา เมื่อ 19 พ.ย. พร้อมระบุจะตั้งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าใครมีพฤติการณ์การกระทำความผิดจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วย

เหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุม “ราษฎร” ในระหว่างที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มี “พายุ ดาวดิน” เสี่ยงตาบอด

ในขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศ “ความสำเร็จอย่างงดงาม” ของการประชุมระดับชาติที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อ 19 พ.ย. นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และคณะ ได้เดินทางไปยัง สน.สำราญราษฎร์ เพื่อแจ้งความเอาผิด พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผู้กำกับการ (ผกก.) สน.สำราญราษฎร์ ในฐานะหัวหน้าการสลายการชุมนุม รวมถึงเจ้าหน้าตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ทุกระดับชั้นที่มีส่วนใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมบริเวณ ถ.ดินสอ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. โดยมี น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่ม "ราษฎร" และแนวร่วมไปให้กำลังใจ

นายอานนท์บอกว่า “พยานหลักฐานทั้งหมดได้บ่งชี้อย่างชัดเจนแล้วว่ามีการสลายการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีการใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุมและสื่อมวลชน” นายอานนท์กล่าว โดยบอกอีกว่าทำเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานและเพื่อเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษไม่ให้มีการกระทำแบบนี้ซ้ำอีก 

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ กล่าวว่า มีโอกาสน้อยมากที่ตาขวาของนายพายุ บุญโสภณ หรือ “พายุ ดาวดิน” นักเคลื่อนไหว ซึ่งถูกตำรวจ คฝ. ยิงด้วยกระสุนยาง จะกลับมามองเห็นได้ เพราะว่าส่วนต่าง ๆ ในลูกตาแตกทั้งหมด และก็ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรายอื่น ๆ อีกหลายราย อาทิ คนที่โดนกระบองฟาดเข้าที่หน้าจนกระดูกบริเวณเบ้าตาแตก

ด้าน พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น. 6) รับเรื่องจากนายอานนท์ นำภา พร้อมระบุจะตั้งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าใครมีพฤติการณ์การกระทำความผิดจะถูกแจ้งข้อกล่าวหา

ตำรวจสลายการชุมนุม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตำรวจ คฝ. ปะทะกับ สมณะ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มราษฎรหยุดเอเปค เมื่อ 18 พ.ย.

ตำรวจสลายการชุมนุม “ราษฎรหยุดเอเปค 2022”

วานนี้ (18 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มใช้กระสุนยางกับประชาชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” ในระหว่างเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย ส่วนฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ระบุว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย

ภายหลังกลุ่ม “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” เคลื่อนพลออกจากลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งพวกเขาใช้เป็นสถานที่ปักหลักชุมนุมและพักค้างตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. ก่อนเดินเท้ามุ่งสู่สถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ช่วงเช้าวันที่ 18 พ.ย. เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้นำชาติต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุม ทั้งตำรวจและผู้ชุมนุมเกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันบริเวณ ถ.ดินสอ ก่อนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลังแนวร่วมราษฎรพยายามทลายแนวกั้นของตำรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่ คฝ. เริ่มใช้โล่ และยิงกระสุนยางใส่มวลชน

ตำรวจประกาศให้ผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนเร่งออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะจะสลายการชุมนุม

สำหรับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็น 1 ใน 20 สถานที่ที่รัฐบาลประกาศห้ามชุมนุม

หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำทั้งปรับ นอกจากนี้เจ้าพนักงานฯ อาจกำหนดเงื่อนไขหรือมีคำสั่งให้ถือปฏิบัติ หากฝ่าฝืนโทษ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กลุ่มราษฎรเคลื่อนขบวนออกจากลานคนเมืองได้เพียง 300 เมตร ก็ต้องหยุดอยู่บน ถ.ดินสอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถตำรวจมากีดขวางถนนไว้

ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” เกิดขึ้นเพื่อยื่น 3 ข้อเรียกร้องต่อผู้นำโลก ประกอบด้วย

  • เรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG) รวมถึงระเบียบกฎหมายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ที่พยายามนำเสนอให้ที่ประชุมเอเปครับรอง โดยให้เหตุผลว่า “เป็นแนวคิดที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนชั้นนำในประเทศ และสร้างผลกระทบมหาศาลให้กับประชาชนไทยและประชาคมโลกในอนาคต”
  • เรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ยุติบทบาทในการเป็นประธานการประชุมเอเปคโดยทันที เพราะ “ไม่มีความชอบธรรมที่จะลงนามข้อตกลงร่วมกับผู้นำกลุ่มเอเปค” และ “เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อประชาชน และต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ”
  • เรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ยุบสภา และเปิดทางให้มีการเลือกตั้ง พร้อมกับจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง
ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลัง “ราษฎร” เคลื่อนขบวน

บีบีซีไทยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับจากกลุ่ม “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” เคลื่อนขบวน ไว้ ดังนี้

08.20 น. น.ส. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ แกนนำกลุ่ม “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่า จะเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดของเส้นทาง ซึ่งจะมี “ทีมกรุยทาง” พยายามเจรจาเพื่อลดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และ “ไปให้ใกล้ที่สุด” กับสถานที่จัดการประชุมผู้นำเอเปค

08.40 น. ผู้ชุมนุมจัดรูปขบวนเป็นแถวตอนเรียง 8 ก่อนออกเดินเท้าจากลานคนเมืองเข้าสู่ ถ.ดินสอ และมีนายบารมี ชัยรัตน์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน เป็นผู้คุมรถกระบะดัดแปลงเป็นรถเครื่องขยายเสียง 1 คัน เพื่อคอยสื่อสารกับมวลชน สลับกับปราศรัยโจมตีรัฐบาล ทว่าเคลื่อนขบวนไปได้เพียง 200 เมตร ก็ต้องหยุดอยู่ด้านข้างศาลาว่าการ กทม. เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางเครื่องกีดขวางเป็นแผงรั้วเหล็ก

09.08 น. ผู้กำกับ สน.สำราญราษฎร์ เจ้าของพื้นที่ ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า ผู้ชุมนุมกำลังฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ชุมนุมสาธารณะ “ขออย่าให้เกิดความไม่เรียบร้อยต่อบ้านเมือง ขอให้ท่านกลับไปที่ลานคนเมืองเวลานี้” นอกจากนี้ยังแจ้งสื่อมวลชนให้ขึ้นไปบนบาทวิถี

09.15 น. ผู้ชุมนุมได้รื้อทลายแนวกั้นของตำรวจ ก่อนเดินเท้ามุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และต้องพบกับแนวกั้นที่ 2 ของตำรวจ โดยมีการนำรถตำรวจมาจอดขวางทาง และวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) พร้อมโล่ป้องกัน

09.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศเตือนผู้ชุมนุมอีกครั้งว่ากำลังทำผิดกฎหมาย พร้อมระบุว่า หากมวลชนคนใดฝ่าแนวรถเข้ามา ตำรวจจะจับกุมทันที

09.27 น. ผู้ชุมนุมที่อยู่แนวหน้าเริ่มดันรถตำรวจที่นำมากีดขวางไว้ ขณะที่ตำรวจแจ้งสื่อมวลชนให้ช่วยกันบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานว่าใครทำลายทรัพย์สินของทางราชการ

09.40 น. ตำรวจควบคุมตัวนางวรวรรณ แซ่อั้ง หรือ “ป้าเป้า” ขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังหลังพยายามฝ่าแนวกั้นตำรวจ คฝ.

ป้าเป้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "ป้าเป้า" คือผู้ชมนุมคนแรกที่ถูกควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขัง

10.10 น. ผู้ชุมนุมแนวหน้าได้ลากรถตำรวจที่กีดขวางทางออกไปได้ 1 คัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. พร้อมโล่และปืน ออกจากหลังแนวรถดังกล่าว รุกคืบมาทางมวลชน จนเกิดการปะทะกันของสองฝ่าย โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้ถีบโล่ตำรวจ ปาก้อนหินใส่ และใช้ไม้ฟาด ขณะที่ตำรวจก็นำโล่ผลักดันมวลชนกลับ และบางนายเริ่มใช้กระสุนยาง

ภาพการถ่ายทอดสดจากวอยซ์ทีวีแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ตำรวจนายหนึ่งเล็งปืนใส่ผู้ชุมนุม และมีกระสุนและประกายไฟออกมา นอกจากนี้ ยังมีตำรวจอีกหลายนายยิงกระสุนยางในช่วงชุลมุนราว 3 นาที ก่อนที่เหตุการณ์จะสงบลง โดยมีชายที่อยู่ฝั่งผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกหามออกจากพื้นที่ที่เกิดเหตุ รวมถึงมีการจับกุมผู้ชุมนุมที่แนวหน้าหลายคน ก่อนควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขัง

10.15 น. มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ขึ้นประกาศผ่านรถเครื่องขยายเสียง พร้อมโชว์หลักฐานเป็นปลอกกระสุน โดยบอกว่า “นี่คือกระสุนยางที่ยิงมาใส่เรา ยิงกระสุนยางใส่พี่น้องทำไม ละอายแก่ใจบ้างไหม”

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, มายด์-ภัสราวลี แกนนำราษฎร นำปลอกกระสุนยางมาแสดงให้ดู หลังตำรวจ คฝ. และผู้ชุมนุมปะทะกัน พร้อมปราศรัยโจมตีการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่

10.30 น. พล.ต.ต. อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงชี้แจงกรณีใช้กระสุนยางว่า เพื่อการป้องกันตนเองจากผู้ที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ขณะเดียวกันมีการจับกุมผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมายซึ่งหน้าไป 10 คน

10.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้มวลชนออกจากพื้นที่ เพราะจะเริ่มสลายการชุมนุมในเวลา 11.00 น.

11.00 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชนรายงานว่า มีการจับกุมผู้และควบคุมตัวผู้ชุมนุมอย่างน้อย 6 คนไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง

11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้สื่อมวลชนและประชาชนออกจากนอกพื้นที่ ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมขึ้นปราศรัยว่าจะตั้งเวทีรอเจ้าหน้าที่สถานทูตที่จะมาร่วมสังเกตการณ์

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ต่อมา ชุมนุมนำเตาอั้งโล่และกระทะขึ้นไปตั้งบนหลังคารถตำรวจที่ขวาง ถ.ดินสอ อยู่ ก่อนจุดไฟเผาพริกเผาเกลือ และใช้พัดลมเป่าควันให้ฟุ้งกระจายไปยังฝั่งตำรวจ คฝ. ทำให้เจ้าหน้าที่รีบใช้เครื่องดับเพลิงฉีดสกัด และเริ่มเกิดความชุลมุน

12.30 น. ตำรวจ คฝ. ยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณ ถ.ดินสอ ยึดรถเครื่องขยายเสียง และควบคุมตัวผู้ชุมนุมบางส่วนไป ทำให้ผู้ชุมนุมแตกฮือกลับไปทางศาลาการ กทม. ขณะที่บางส่วนก็ได้ปาพลุควันสีและขวดใส่ฝั่งเจ้าหน้าที่

ภายหลังเหตุการณ์สงบลง นพ.ทศพร เสรีรักษ์ เปิดเผยว่า พบเห็นผู้บาดเจ็บมี 3 คน คนแรกเป็นช่างภาพหญิงของสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รับบาดเจ็บที่ตาด้านขวา มีเลือดไหลเต็มตา หลังปฐมพยาบาลเบื้องต้น พบว่ามีรอยแผลฉีกขาดถึงเยื่อบุตาขาวด้านใน แต่ไม่ทราบสาเหตุ คนที่สอง เป็นผู้ชาย ถูกยิงด้วยกระสุนยาง 2 รอย และคนที่สาม ไม่แน่ชัดว่าได้รับบาดเจ็บจากอะไร แต่พบว่านอนฟุบบนพื้น คาดว่าศีรษะอาจกระแทกพื้น

“ตูมตาม ๆ ขึ้นมา เห็นขบวนการตำรวจเดินเรียงหน้าเข้ามา” และ “มันไม่ควรใช้ความรุนแรง ประชาชนมาด้วยความสงบ ไม่เห็นต้องสลายอะไรเลย ถึงเวลาก็ชุมนุมไป ทำกิจกรรมไป ก็ควรจบด้วยดี ไม่ควรต้องใช้กำลังกับประชาชน” นพ. ทศพร กล่าว

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, วัยรุ่นปาพลุควันสีจากฝั่งผู้ชุมนุมใส่ฝั่งเจ้าหน้าที่

12.40 น. ทวิตเตอร์ของสื่อ 2 สำนัก เปิดเผยว่า มีผู้สื่อข่าวถูกทำร้ายร่างกายและควบคุมตัวในระหว่างการสลายการชุมนุมของตำรวจ คฝ.

  • เดอะ อีสาน เรคคอร์ด รายงานว่า วรัญญู คงสถิตย์ธรรม หรือบุ๊ค นักข่าวพลเมืองของ The Isaan Record “ถูกจับกุมขณะรายงานสดทาง FB Live ยังไม่ทราบว่านำตัวไปที่ไหน” โดยก่อนหน้านั้นสำนักข่าวนี้ได้ทวีตข้อความว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายขณะรายงานสดบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มต้าน APEC 2022”
  • เดอะ แมทเทอร์ รายงานว่า “ผู้สื่อข่าว The MATTER ถูกเจ้าหน้าที่ใช้กระบองฟาดและเตะเข้าที่ศีรษะ ทั้งที่ใส่ปลอกแขนและยืนยันตัวว่าเป็นสื่อมวลชน”
คฝ.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตำรวจ คฝ. ได้รับคำสั่งให้กระชับพื้นที่ฝั่งผู้ชุมนุม แนวร่วมราษฎรจึงถอยร่นกลับไปที่หน้าศาลาว่าการ กทม.

14.30 น. ผู้ชุมนุมที่ถอยกลับไปตั้งหลักที่ลานคนเมืองเริ่มทยอยเก็บของใช้ส่วนตัว หลังแกนนำประกาศให้ทั้งหมดถอนกำลัง และมุ่งหน้าไปชุมนุมที่ สน.ทุ่งสองห้อง แทน เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมถูกจับไประหว่างการปะทะ 25 คน

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สภาพพื้นที่ ถ.ดินสอ ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างตำรวจ คฝ. กับผู้ชุมนุมราษฎร เมื่อ 18 พ.ย.

ตำรวจแจงจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง

พล.ต.ต. อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกกองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจรการประชุมเอเปค (กอร.รปภ.จร.) เปิดแถลงข่าวชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ผู้ชุมนุมประมาณ 350 คน ได้เคลื่อนขบวนเพื่อเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องต่อที่ประชุมเอเปค ซึ่งการเคลื่อนขบวนเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขในการขอชุมนุมสาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่ได้เจรจาแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชุมนุมทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่ผู้ชุมนุมฝ่าฝืน มีการขว้างปาสิ่งของ ทำลายรถกระบะของตำรวจเสียหาย และต่อสู้ขัดขวางทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเข้าจับกุมแต่ผู้ชุมนุมยังไม่หยุด มีการวางเพลิงรถตำรวจ จึงมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ตามยุทธวิธี

ตำรวจจึงมีความจำเป็นต้องใช้กำลังป้องกันตนเอง และทำการจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 25 คน ถูกนำตัวไปดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่, วางเพลิง, ทำให้ทรัพย์สินราชการเสียหาย, ทำร้ายร่างกาย, ผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และข้อหาอื่น ๆ อยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มเติม

ส่วนกรณีสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บทั้งที่สวมปลอกแขนสื่อมวลชนนั้น โฆษก ตร. กล่าวว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังด่วนสรุปไม่ได้ ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมและชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยเร็ว

สำหรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 1 คน ที่คิ้วขวา สื่อมวลชน 1 คน ส่วนผู้บาดเจ็บรายอื่นอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม

ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 นาย ทรัพย์สินเสียหายจำนวนหลายรายการ

ตร.

ที่มาของภาพ, กองสารนิเทศ ตร.

คำบรรยายภาพ, พล.ต.ต. อาชยน ไกรทอง โฆษกกองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจรการประชุมเอเปค เปิดแถลงข่าวที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ และตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนหลังเกิดเหตุปะทะที่ ถ.ดินสอ เมื่อ 18 พ.ย.

กำหนดเงื่อนไขประกันตัว 25 แนวร่วมราษฎร

สำหรับแนวร่วมราษฎรที่ถูกจับกุมและตั้งข้อหามีทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 21 คน และหญิง 4 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 มาตรา 216 และความผิดในข้อหาอื่น ๆ อาทิ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ

หลังสอบปากคำเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมดในวงเงินประกันตัวคนละ 20,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเข้าร่วมชุมนุม และห้ามประกาศเชิญชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมมั่วสุมหรือกระทำการใด ๆ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง