“ยังเหลือใครเรียกผมว่าพ่ออีก” เสียงร่ำไห้จากชายที่สูญเสียครอบครัวและญาติพี่น้อง 103 คน ในกาซา

- Author, ลูซี วิลเลียมสัน
- Role, บีบีซีนิวส์ เมืองเจริโค
อาหมัด อัล-กูเฟรี เป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุระเบิดที่สังหารครอบครัวของเขา
เขาติดอยู่ในเมืองเจริโค ในเขตยึดครองเวสต์แบงก์ ห่างจากบ้านเกิดไป 80 กิโลเมตร ตอนที่ญาติและพี่น้องจำนวน 103 คนของเขาถูกสังหารจากปฏิบัติการโจมตีในเมืองกาซา
อาหมัดทำงานอยู่ในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ในวันที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 เขาไม่สามารถกลับไปหาภรรยาและลูกทั้ง 3 คนได้ เนื่องจากสงครามและการปิดล้อมทางทหารของอิสราเอล
เขาโทรหาครอบครัวในเวลาเดิมทุกวันเมื่อครั้งที่สัญญาณโทรศัพท์ยังใช้งานได้ และในช่วงเย็นวันที่ 8 ธ.ค. 2566 ซึ่งกำลังมีปฏิบัติการโจมตี ภรรยาของเขาก็อยู่ในปลายสาย
“เธอรู้ว่าเธอกำลังจะตาย” เขาบอก “เธอขอให้ยกโทษให้ หากที่ผ่านมามีอะไรก็ตามที่เธอทำไม่ดีกับผม ผมบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนั้นเลย และนั่นคือการโทรครั้งสุดท้ายระหว่างเรา”
ระเบิดขนาดใหญ่โจมตีบ้านลุงของเขาในเย็นวันนั้น คร่าชีวิตภรรยาและลูกสาวตัวน้อยทั้ง 3 คน ซึ่งมีชื่อว่า ทาลา เลนา และ นาจลา
ระเบิดยังพรากชีวิตแม่ของอาหมัด พี่ชายทั้ง 4 คน พร้อมกับครอบครัวของพวกเขา รวมถึงป้า ลุง ลูกพี่ลูกน้องของเขาอีกหลายสิบคน รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมดกว่า 100 คน ร่างไร้ชีวิตของบางคนยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
สองสัปดาห์ก่อน คือวันครบรอบวันเกิดของนาจลาซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็ก เธอกำลังมีอายุครบรอบ 2 ขวบหากยังมีชีวิตอยู่ ด้านอาหมัดยังพยายามทำใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น
ผู้เป็นพ่อไม่สามารถอุ้มศพของลูก ๆ หรือไปร่วมพิธีศพที่จัดขึ้นอย่างรีบเร่งได้ แต่เขายังคงพูดถึงลูก ๆ ด้วยประโยคกาลปัจจุบันภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยแต่น้ำตาคลอเบ้า
“ลูกสาวเป็นนกตัวน้อยของผม” เขาบอก “ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา”

อาหมัดลบรูปลูกสาวทั้งสามคนออกจากภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์พกพา เพื่อช่วยให้ทำใจได้ง่ายขึ้น
เขาปะติดปะต่อเรื่องราววันเกิดเหตุโจมตีจากคำบอกเล่าของญาติ ๆ และเพื่อนบ้านที่รอดชีวิตมาได้ 2-3 คน
โดยพวกเขาบอกว่า ขีปนาวุธโจมตีมาตรงทางเข้าบ้านก่อน
“พวกเขารีบหนีออกจากตัวบ้านและไปยังบ้านของลุงที่อยู่ใกล้ ๆ กัน” เขาบอก “15 นาทีต่อมา เครื่องบินขับไล่ก็โจมตีบ้านหลังนั้น”
อาคารสี่ชั้นที่ครอบครัวถูกสังหาร ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนตรงศูนย์การแพทย์ซาฮาบาในย่านเซย์ตูนของกาซา ซิตี
ตอนนี้มันกลายเป็นกองซากคอนกรีต เราสามารถเห็นถ้วยพลาสติกลายจุดสีเขียวสดใสและเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ซากโครงรถสีเงินที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูป จอดอยู่ใกล้กับซากกองหินคอนกรีตที่ยื่นออกมา
ฮามิด อัล-กูเฟรี หนึ่งในญาติของอาหมัดที่รอดชีวิต บอกกับบีบีซีว่า พวกเขาพยายามหนีขึ้นไปบนเนินเมื่อการโจมตีเริ่มขึ้น ส่วนผู้ที่หลบภัยอยู่ภายในอาคารล้วนเสียชีวิตทั้งหมด
“มันเป็นวงล้อมการโจมตี” เขาบอก “มีการโจมตีบ้านที่อยู่ถัดจากเราไปเพียง 4 หลัง แล้วพวกเขาก็เริ่มโจมตีบ้านทีละหลังในทุก ๆ 10 นาที”
“ครอบครัวกุเฟรี 110 คนอยู่ในนั้น ลูก ๆ และญาติของพวกเรา” เขาบอก “พวกเขาเกือบทั้งหมดถูกคร่าชีวิต”
ผู้รอดชีวิตบอกว่า ผู้สูงอายุมากสุดที่เสียชีวิตคือคุณยายวัย 98 ปี และผู้เสียชีวิตที่มีอายุน้อยที่สุดคือเด็กชายที่เพิ่งคลอดได้เพียง 9 วันก่อนหน้า
ญาติอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องและมีชื่อว่าอาหมัดเช่นเดียวกัน บรรยายถึงการระเบิดครั้งใหญ่ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศ
“ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า” เขาบอก “หากบางคนไม่ออกจากพื้นที่ ผมคิดว่าจะมีอีกหลายร้อยคนที่ถูกคร่าชีวิต บริเวณนี้ดูแตกต่างไปจากที่เคย มันเคยเป็นที่จอดรถ ที่เก็บสำรองน้ำ มีบ้านสามหลัง และบ้านขนาดใหญ่มากอีกหนึ่งหลัง แรงระเบิดทำลายย่านที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้ทั้งหมด”
ฮามิดบอกว่าผู้รอดชีวิตต้องช่วยกันนำศพออกมาจากซากปรักหักพังจนถึงเช้าตรู่
“เครื่องบินบินวนไปมาบนท้องฟ้า ขณะที่โดรนสี่ใบพัดยิงลงมาที่เรา ขณะกำลังพยายามนำศพพวกเขาออกมา” อาหมัดผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง กล่าว
“เรานั่งอยู่ในบ้าน และพบว่าตัวเองอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” อัมม์ อาหมัด อัล-กุเฟรี บอกกับบีบีซี “ผมกระเด็นจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าพวกเขาพาผมออกมาได้ยังไง เราเห็นความตายอยู่ตรงหน้านี่เอง”
ตอนนี้ผ่านไปเกือบสามเดือนแล้ว แต่พวกเขายังคงพยายามไปให้ถึงศพบางส่วนที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ครอบครัวช่วยกันระดมเงินจ้างนักขุดตัวเล็ก ๆ เพื่อเข้าไปตามร่องของซากปรักหักพัง
“เราเก็บศพได้ 4 ศพ [วันนี้]” อาหมัดบอกกับบีบีซี “รวมถึงภรรยาของพี่ชายผมและโมฮัมเหม็ดที่เป็นหลานชาย พวกเขาถูกดึงออกมาเป็นชิ้น ๆ พวกเขาอยู่ใต้ซากปรักหักพังมาเป็นเวลากว่า 75 วันแล้ว”
หลุมศพชั่วคราวของพวกเขาตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน โดยมีสัญลักษณ์เป็นไม้และแผ่นพลาสติก
อาหมัดซึ่งติดอยู่ในเมืองเจริโค ยังไม่ได้ไปเยี่ยมหลุมศพของพวกเขา
“อะไรที่ทำให้ผมต้องถูกกีดกันจากแม่ เมีย ลูก และพี่ชายของผม” เขาถาม “พวกเขาล้วนเป็นพลเรือน”
บีบีซีถามไปยังกองทัพอิสราเอลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาของครอบครัวอาหมัด ที่ระบุว่าพวกเขาตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางอากาศ โดยทางกองทัพอิสราเอลบอกว่าไม่ทราบถึงการโจมตีครั้งนี้ และกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ ไอดีเอฟ ได้ใช้ “มาตรการป้องกันที่เป็นไปได้ เพื่อลดอันตรายต่อพลเรือน” ในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส
ในช่วงก่อนและหลังครอบครัวของเขาถูกสังหาร พบว่ามีการสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังอิสราเอลและนักรบฮามาสในพื้นที่เชไจยา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของอัล-กุเฟรีไปทางใต้เพียงไม่กี่ช่วงถนน
ในการอัปเดตรายวันเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. กองทัพอิสราเอลรายงานว่า “สามารถระบุกลุ่มผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งที่ติดอาวุธด้วยขีปนาวุธต่อต้านรถถัง” เข้าใกล้กองกำลังในพื้นที่เชไจยา จึงเรียกเฮลิคอปเตอร์เข้ามาโจมตีกลุ่มดังกล่าว

นอกจากนี้ กองทัพอิสราเอลยังกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ได้โจมตีเป้าหมายการก่อการร้ายในฉนวนกาซา ขณะที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินดำเนินไป
พื้นที่ของเซย์ตูนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัว กลายเป็นจุดสนใจของปฏิบัติการล่าสุดโดยไอดีเอฟ
ด้านอาหมัดซึ่งติดอยู่ในเมืองเจริโคพร้อมกับพ่อของเขา ซึ่งเป็นคนงานก่อสร้างในเขตยึดครองเวสต์แบงก์เช่นเดียวกัน ยังคงติดต่อกับญาติที่รอดชีวิตในเขตกาซา แต่หลังจากติดอยู่ที่ที่ห่างไกลจากบ้านอันเป็นที่รักของเขาหลายเดือน และเริ่มหมดหวังกับการจะได้กลับไป ตอนนี้เขาก็ไม่แน่ใจอีกแล้วว่าจะได้กลับไปที่นั่นหรือไม่
“ความฝันของผมแหลกสลายในกาซา” เขาบอก “ผมควรกลับไปหาใครหรือ จะเหลือใครเรียกผมว่าพ่อ ใครจะเรียกผมว่าที่รักอีก ภรรยาเคยบอกว่าผมเป็นทั้งชีวิตของเธอ แล้วใครจะพูดแบบนั้นกับผมตอนนี้”











