อิหร่าน-อิสราเอล: เมื่อมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการหยุดยิง การโจมตีที่เสี่ยงสูงของทรัมป์ก็อาจคุ้มค่า

    • Author, แอนโทนี ซูร์เชอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เสี่ยงเดิมพันนำพาสหรัฐฯ เข้าไปอยู่ในความขัดแย้งที่กำลังเลวร้ายลงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แต่มันอาจจะคุ้มค่า อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันอังคาร (24 มิ.ย.) ว่าอิสราเอลและอิหร่านได้ตกลงการหยุดยิงแล้ว โดยเขาบอกว่าเป็นการหยุดยิงที่อาจนำไปสู่การเกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

และในท้ายที่สุดแล้ว หากประธานาธิบดีอเมริกันเป็นผู้ที่มายุติสงครามที่เขาเรียกว่า "สงคราม 12 วัน" ได้จริง ก็จะถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ถอยห่างจากการเข้าใกล้ความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาค ควบคู่ไปกับการดึงอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ได้โจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มิ.ย.)

"หากอิสราเอลยุติการรุกรานที่ผิดกฎหมายต่อประชาชนชาวอิหร่านภายในเวลาไม่เกิน 4.00 น. ตามเวลาในกรุงเตหะราน เราก็ไม่มีความตั้งใจที่จะโต้ตอบอีกต่อไป" นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวในแถลงการณ์

ต่อมารัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่า พวกเขาได้ตกลงต่อข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ หลังจากที่ "ประสบความสำเร็จต่อเป้าหมาย" ในการโจมตีอิหร่านแล้ว

ดูเหมือนว่าทั้งอิหร่านและอิสราเอลเกือบจะสามารถลดอุณหภูมิของสถานการณ์ได้แล้ว หลังเดดไลน์ ณ เวลา 4.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงเตหะราน (6.30 น. ตามเวลาในประเทศไทยวันนี้) มาถึง และมีรายงานว่าการโจมตีโดยอิสราเอลได้ยุติลงไปแล้ว

แต่ความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวก็แสดงตัวออกมาให้เห็นหลังจากนั้นเพียง 2 ชั่วโมง เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวหาว่าอิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และให้คำมั่นว่าจะตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทางด้านอิหร่านได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ละเมิดข้อตกลงใด ๆ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทางด้านรัฐบาลทรัมป์คงหวังว่านี่จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชั่วคราว และหวังว่าในที่สุดข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการเคารพจากทั้งอิหร่านและอิสราเอล

การประกาศหยุดยิงของทรัมป์มีขึ้นหลังจากวันที่วุ่นวายในภูมิภาคแห่งนี้ เมื่ออิหร่านเดินหน้าตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (21 มิ.ย.)

ข้อมูลจากรายงานก่อนหน้านี้ชี้ว่า ขีปนาวุธทุกลูกของอิหร่านที่ยิงไปยังฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในกาตาร์ถูกสกัดกั้นไว้ได้หมด และไม่มีชาวอเมริกันได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่เกิดความเสียหาย

ระหว่างการแถลงต่อประชาชนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อคืนวันเสาร์ (21 มิ.ย.) เขาเตือนว่าหากอิหร่านโจมตีสหรัฐฯ สหรัฐฯ จะโต้ตอบอย่างรุนแรงและท่วมท้น เขาให้คำมั่นว่ามีเป้าหมายอีกหลายแห่งที่กองกำลังอเมริกันสามารถโจมตีได้อีก หากมีความจำเป็น

เป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมงที่โลกรอดูว่าอิหร่านจะทำอย่างไร และเมื่ออิหร่านได้โจมตีกลับ ความสนใจของโลกก็ได้เหวี่ยงกลับไปที่ผู้นำสหรัฐฯ และอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เขาได้มีถ้อยแถลงออกมาครั้งแรก

"อิหร่านได้ตอบโต้อย่างเป็นทางการต่อการทำลายฐานทางนิวเคลียร์อย่างสิ้นซากของเรา มันเป็นการตอบโต้ที่เบามาก ซึ่งก็เป็นไปตามที่เราคาด และมันถูกต้านทานกลับไปอย่างมีประสิทธิภาพ" ทรัมป์ โพสต์บนโซเชียลมีเดียของเขา

ทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านถูกนำเอานิวเคลียร์ออกจาก "ระบบ" ของตัวเองแล้ว และเสริมว่า "บางทีตอนนี้อิหร่านอาจสามารถเดินหน้าในการสร้างสันติและความสงบสุขในภูมิภาคได้"

ด้วยความเสียหายที่เกิดอย่างจำกัดตามการรายงาน ดูเหมือนทรัมป์มีความโน้มเอียงว่าจะรอดูท่าทีของอิหร่าน โดยมีความหวังว่าอิหร่านจะยินยอมเจรจาอย่างจริงใจ และเบื้องหลังของเรื่องนี้ ทำเนียบขาวกล่าวว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับตัวกลางการเจรจาจากกาตาร์และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลแล้ว เพื่อหารือรายละเอียดของการหยุดยิง

การโจมตีอิหร่านของทรัมป์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงสูง แต่ฉากทัศน์หนึ่งที่ถือว่าประสบผลสำเร็จได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว

สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นในเดือน ม.ค. ปี 2020 ตอนที่ทรัมป์ออกคำสั่งให้สังหารนายพลคาเซ็ม สุเลมานี ผู้นำกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard) ในกรุงแบกแดด ตอนนั้นอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีใส่ฐานทางการทหารหลายแห่งในอิรัก ทำให้มีทหารอเมริกันกว่า 100 นายได้รับบาดเจ็บ แต่สหรัฐฯ เลือกจะไม่ตอบโต้เพื่อยกระดับสถานการณ์ ในเหตุการณ์นั้นถือได้ว่าคนที่สุขุมเยือกเย็นกว่าย่อมมีชัย

ตามการรายงานของสื่อสหรัฐฯ ในการโจมตีของอิหร่านล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (23 มิ.ย.) อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกไปยังฐานทัพอเมริกันในจำนวนเท่า ๆ กับจำนวนลูกระเบิดที่เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ใช้โจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์

และการที่อิหร่านแจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังรัฐบาลกาตาร์ก่อนการโจมตี ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าเขายินดีในเรื่องนี้ เป็นการบ่งชี้ว่าอิหร่านเลือกตอบโต้อย่างได้สัดส่วน มิใช่การยกระดับความรุนแรงให้หนักหนาขึ้น

ตลอดทั้งวัน ทรัมป์ดูเน้นไปที่เรื่องการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน การรายงานข่าวของสื่ออเมริกัน และข้อแนะนำของนายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ระบุว่ามีชาติอื่นส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์ให้กับอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ หลายคนระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ทำจริงตามคำขู่ หากถูกละเมิด ซึ่งต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน ๆ

ถ้าอิหร่านจะโจมตีอีกระลอก และหากมีชาวอเมริกันเสียชีวิต หรือเกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะมีแรงกดดันอย่างมากต่อทรัมป์ให้ต้องตอบโต้

แต่ ณ ตอนนี้ ทรัมป์ดูเหมือนกำลังมองหาทางลงจากการสถานการณ์ที่จะเกิดการสู้รบกันมากขึ้น และทั้งอิสราเอลและอิหร่าน ก็ดูเหมือนพร้อมที่จะเดินตามแนวทางนี้