You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วิเคราะห์ปัจจัย-ปัญหาต้นตอเหตุเครนถล่มพระราม 2 เกิดซ้ำ ๆ เพราะเหตุใด
เมื่อเวลาราว 09.15 น. ของวันนี้ (15 ธ.ค.) เกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่ม ลงมาทับรถยนต์จำนวนสองคัน บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก หน้าโรงแรมปารีส พื้นที่ จ.สมุทรสาคร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 5 คน
ร.ต.ท.ไพโรจน์ พิณทิพย์ รอง สว.จร. สภ.เมืองสมุทรสาคร เปิดเผยกับสถานีวิทยุข่าวจราจรและความปลอดภัย สวพ.91 ว่า ในเหตุดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย บาดเจ็บ 5 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังดำเนินการค้นหาผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม
ที่ผ่านมา การก่อสร้างบนถนนพระราม 2 เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ละครั้งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย และมักเกิดกับผู้รับเหมารายเดิมซ้ำ ๆ
บีบีซีไทยสนทนากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัย และปัญหาที่เป็นต้นตอของอุบัติเหตุในการก่อสร้างบนถนนเส้นนี้ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก ดังนี้
รศ.ดร.คมสัน มาลีสี นักวิชาการด้านวิศวกรรมโยธาและอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการถล่มลงมาของเครนที่ถนนพระราม 2 เบื้องต้นมองว่าเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการทำงานของเครน หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า เครนลอนเชอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการติดตั้งคานสะพานด้วยโครงเหล็กเลื่อน
"ครั้งนี้เช็คเบื้องต้นพบว่าตัวสแปนระหว่างช่วงเสายาวเพิ่มขึ้น ดังนั้นเวลามันยาวเพิ่มเติม แรงและน้ำหนักต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเครนก็จะมากขึ้น เครนตัวนี้ดูจากสภาพแล้วคือมันรับแรงไม่ได้ คือมันหล่นลงและก็หักทับลงมาตรงกลางอาจจะเป็นไปได้ว่ามันมีการรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น"
รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นกระบวนการก่อสร้างที่ไม่ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย และตั้งข้อสังเกตว่าได้มีการกำหนดและปฏิบัติตามมาตรฐานก่อสร้างหรือไม่ ทั้งการตรวจสอบความมั่นคง (stability) ของเครน หรือการบิดตัวการแอ่นตัว
"ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้เราจะไม่รู้เลยว่ามีจุดที่มันเฟล เราจะป้องกันไม่ได้ รู้อีกทีคือมันหล่นไปข้างล่างแล้ว" อธิการบดี สจล. กล่าว
"ถ้าสแปนมันยาวกับเครนเดิมที่มา เราต้องดูว่ามันรับแรงไหวไหม แล้วโครงสร้างเวลานาน ๆ มันมีการล้าด้วย ฉะนั้น กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องมีการประเมิน และต้องระมัดระวังอย่างดี"
เวลาเราควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง ก่อนที่จะเริ่มยกชิ้นส่วน หนึ่ง ต้องมอนิเตอร์ ตรวจสอบชิ้นส่วนเกอรเดอร์อยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ เพราะว่ามีการใช้มาหลายโครงการ เมื่อใช้มาหลายโครงการมันอาจจะเกิดความล้ามากขึ้น รอยต่อรอยเชื่อมจะยังมีความสบูรณ์อยู่หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ หรือแม้กระทั่งหากมีการโมดิฟาย(ปรับปรุง) หรือปรับช่วงความยาวขึ้น อันนี้มีการรีเช็คหรือเปล่า ว่าโมดิฟายเป็นไปตามหลักวิศวกรรมหรือเปล่า
ผศ.ดร.อาทิตย์ เพชรศศิธร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวกับบีบีซีไทย ในการควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง ก่อนที่จะเริ่มยกชิ้นส่วนคือต้องมอนิเตอร์ตรวจสอบชิ้นส่วนยกเกอร์เดอร์ว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ เพราะอาจมีการใช้งานมาหลายโครงการ นี่เป็นประเด็นที่ต้องย้อนกลับไปดูว่ามีการตรวจสอบในขั้นตอนนี้หรือไม่
"เมื่อใช้มาหลายโครงการมันอาจจะเกิดความล้ามากขึ้น รอยต่อรอยเชื่อมจะยังมีความสมบูรณ์อยู่หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งหากมีการโมดิฟาย หรือปรับช่วงความยาวขึ้น อันนี้มีการรีเช็คหรือเปล่าว่าการโมดิฟายเป็นไปตามหลักวิศวกรรม"
อุบัติเหตุก่อสร้างพระราม 2 ซ้ำซาก มีปัจจัยเกิดจากอะไร
อุบัติเหตุการก่อสร้างที่ถนนพระราม 2 ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง คือ อุบัติเหตุคานก่อสร้างด้านบนช่วง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ใกล้ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ ถล่มลงมาเมื่อเช้ามืดวันที่ 29 พ.ย. 2567 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย
ในครั้งนั้น รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล.เคยให้การวิเคราะห์กับบีบีซีไทยถึงปัจจัยที่ทำให้การก่อสร้างบนนถนนพระราม 2 เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งว่า เกิดจากปัจจัยหลัก ๆ 3 ประการได้แก่ ระยะทางไกล รับเหมาช่วงต่อหลายเจ้า และทักษะผู้รับเหมารายย่อยแตกต่างกัน, การลงทุนกับมาตรฐานความปลอดภัยไม่สูงพอ และช่องว่างของการตรวจสอบกระบวนการก่อสร้าง
อุบัติเหตุรอบนี้ในปี 2569 รศ.ดร.คมสัน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เหตุปัจจัยยังมีครบถ้วนทั้งสามประการ พร้อมกับไล่เรียงคำอธิบายดังนี้
- ระยะทางไกล-รับเหมาช่วงต่อหลายเจ้า-ทักษะผู้รับเหมารายย่อยแตกต่างกัน
อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ด้วยการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลและมีหลายโครงการ การรับเหมาก่อสร้างมีการใช้ผู้รับเหมารายย่อยหรือซับคอนแทรกเตอร์หลายเจ้าในการก่อสร้าง ข้อสังเกตคือ "องค์ความรู้ของแต่ละคนที่มีอยู่กับมาตรฐานเรื่องของการใช้โอเวอร์เฮดเครนใหญ่ ๆ มีการตรวจสอบมีการวัดที่ดีพอหรือไม่"
รศ.ดร.คมสัน บอกว่าการก่อสร้างด้วยโอเวอร์เฮดเครนขนาดใหญ่ลักษณะนี้ ประสบการณ์ของวิศวกรรมแต่ละคนในประเทศไทยยังมีน้อย เนื่องจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มักมีบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ได้รับงานจากภาครัฐ เมื่อมีการกระจายงานให้ซับคอนแทรกเตอร์รายย่อยลงไป ประสบการณ์อาจจะมากน้อยแตกต่างกัน
"เรื่องพวกนี้ประสบการณ์วิศวกรแต่ละคน บ้านเราถือว่าน้อยมาก เพราะโครงการใหญ่ ๆ มันจะอยู่กับพาร์ทเนอร์ไม่กี่บริษัทที่ทำเกี่ยวกับตัวลอนเชอร์ เพราะนั้น พอเป็นซับคอนแทรกเตอร์ที่ย่อย ๆ ลงไป ประสบการณ์หรือองค์ความรู้ต่าง ๆ มันก็จะน้อยลง มันก็จะถูกทอนลงไป แต่เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ การก่อสร้างในที่สูง ซึ่งมีกิจกรรมและการจราจรอุปสรรคอยู่ข้างล่างยิ่งต้องระมัดระวังมาก ๆ"
บีบีซีถามว่าแล้วเหตุใดเหตุจึงเกิดกับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อธิการบดี สจล. กล่าวว่า "ประสบการณ์ในการก่อสร้างลักษณะนี้มีบริษัทรับเหมาใหญ่ไม่กี่บริษัท แต่บริษัทอิตาเลียนไทยฯ เขารับในพื้นที่เยอะ เพราะมีประสบการณ์ แต่เวลารับเยอะก็อาจมีการแบ่งงานก่อสร้างเป็นช่วง ๆ กระจายให้แต่ละผู้รับเหมาคนอื่นเข้าไปช่วยงาน เพราะฉะนั้นบริษัทอื่น ๆ เขาไม่ได้รับงานก่อสร้างที่สูงจากพื้นดินขึ้นไป ดังนั้น จึงมีโอกาสที่เกิดการเฟลตกลงมาและมีผลกระทบต่อปาร์ตี้ที่ 3-4"
"ส่วนใหญ่แล้วสะพานยกระดับ ทางด่วนยกระดับก็เป็นอิตาเลียนไทยฯ ที่รับเหมาในบ้านเรา มีไม่มีเจ้าที่เป็นเจ้าของผู้ทำสัญญารับเหมารายหลัก ๆ"
- การลงทุนกับมาตรฐานความปลอดภัยไม่สูงพอ
รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่ามาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างตัวโอเวอร์เฮดเครนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ด้วยกำหนดมาตรฐานกันใหม่ เพราะเห็นว่าเหตุการเกิดขึ้นติดกันสองวันทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเรื่องกระบวนการก่อสร้างจากมุมมองโลกภายนอกมองมา
เขาบอกว่าทั้งภาครัฐ วิศวกรรมสถาน หรือสภาวิศวกร ต้องการนั่งคุยกันแล้วว่าในกรณีของการใช้ โอเวอร์เฮดเครนแบบลอนเชอร์ ต้องมีการกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติม เช่น การวัดจุดที่เป็น critical point (จุดสำคัญ ๆ ) จุดต่าง ๆ วิศวกรต้องไปกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบที่ชัดเจนขึ้น เพราะต้องนี้ปัญหามันเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
"ที่ผ่านมาหลาย ๆ มีคนบอกว่าให้ติดกล้องวรจรปิด ถ้าเราติดธรรมดาก็เห็นการก่อสร้างธรรมดา แต่ critical point อย่างตัวลอนเชอร์เครน เราติดกล้องเพื่อมอนิเตอร์การขยับตัว ซึ่งตัวนี้ต้องชัดลงไป ไม่ใช่การติดกล้องวงจรปิดธรรมดามันช่วยไม่ได้ มันต้องรู้ว่าจุดไหนของลอนเชอร์ที่มันจะเฟล เพื่อให้เรารู้ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา" รศ.ดร.คมสันระบุ
- ช่องว่างของการตรวจสอบกระบวนการก่อสร้าง
จากอุบัติเหตุคานสะพานและเครนถล่มที่ถนนพระราม 2 เมื่อปี 2567 อธิการบดี สจล. กล่าวว่า มาตรฐานการตรวจสอบไม่มีการปรับอะไรเพิ่มเติมจากเหตุเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้ว
รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่าการป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุในโครงการก่อสร้างสาธารณะ ประเทศไทยไม่มีหน่วยงานของรัฐไปตรวจสอบในกระบวนการก่อสร้างได้ดีพอ เพราะส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาบริษัทที่ปรึกษา ดังนั้น การก่อสร้างสาธารณะ นอกจากผู้รับเหมาแล้ว บริษัทที่ปรึกษาถือเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมมาตรฐานงานก่อสร้าง
แต่สำหรับกรณีการก่อสร้างทางยกระดับนี้ อธิการบดี สจล. บอกว่า บริษัทที่ปรึกษาโดยทั่ว ๆ ไปอาจมีศักยภาพในการตรวจสอบกระบวนการก่อสร้างลักษณะทั่วไปที่ไม่ได้มีการยกระดับ แต่โครงการที่พระราม 2 เป็นโครงสร้างยกระดับตลอดสาย จึงอาจต้องใช้บริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ซึ่งจากกกรณีนี้ไม่แน่ชัดว่ามีใครมอนิเตอร์พฤติกรรมความผิดปกติของเครนหรือไม่
"อันนี้มันเป็นการก่อสร้างที่พิเศษ เป็นตัวโอเวอร์เฮดเครนขนาดใหญ่ มันต้องเอาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เอาใครมาเป็นคอนซัลต์(ที่ปรึกษา) ตัวนี้ก็อันตราย และต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะทั้งทางด้านโครงสร้างและ mechanical [กลไกเครื่องจักรกล] จริง ๆ เข้ามาช่วยดูตรงนี้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก" รศ.ดร.คมสัน
คมนาคม เตรียมประกาศยุติการก่อสร้างที่เกี่ยวกับทางยกระดับทั้งหมดชั่วคราว
ต่อมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กำลังอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุ
โดย นายพิพัฒน์เปิดเผยกับรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ว่าตนขอแสดงความเสียใจ "ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อผู้สูญเสีย และญาติ ๆ ของผู้สูญเสีย"
เขากล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นทราบมาว่าโครงการก่อสร้างที่เกิดอุบัติเหตุนั้นอยู่ในขั้นตอนการหยุดปฏิบัติงาน จึงยังไม่ทราบว่าเกิดเหตุดังกล่าวได้อย่างไร
"โครงการนี้หยุดการปฏิบัติงาน ในขณะนี้ ก็เลยไม่แน่ใจ เพราะท่านอธิบดีกรมทางหลวงก็ยังไม่ถึงที่เกิดเหตุยังไม่ได้รายงานเข้ามาว่า จริง ๆ แล้วหยุดปฏิบัติงานอยู่ หรือปฏิบัติงานอยู่ ถ้าหยุด เหตุนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร" นายพิพัฒน์ตั้งคำถาม
รมว.คมนาคม ยังเผยด้วยว่า จุดก่อสร้างทางยกระดับที่เกิดเหตุ ดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับเหมารายเดียวกันกับบริษัทที่ดูแลการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ที่เกิดเหตุเครนก่อสร้างตกลงมาทับขบวนรถไฟข้างล่าง ที่บ้านถนนคต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บอีก 66 ราย
"เมื่อเกิดเหตุ เกิดการสูญเสียเช่นนี้ เราต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า สุดท้ายแล้วเป็นอุบัติเหตุ หรือเป็นเหตุอย่างอื่นที่มีเหตุแทรกซ้อนหรือไม่ เพราะบังเอิญว่าเหตุที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เกิดจากผู้รับเหมารายเดิม ๆ...ก็เป็นอิตาเลียนไทยเหมือนเดิม" นายพิพัฒน์บอก
เขาชี้ว่า วันนี้จะมีการประชุมกับปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณายุติการก่อสร้างที่เกี่ยวกับทางยกระดับ "ทั้งหมด" ชั่วคราว ไม่บังคับแค่กับเพียงบริษัทผู้รับเหมาใดบริษัทหนึ่ง
"ไซต์ก่อสร้างทั้งหมด เราคงต้องประกาศให้มีการหยุดการก่อสร้างทั้งหมดในเบื้องต้น วันนี้หลังลงที่เกิดเหตุก็จะทราบเหตุ และท่านปลัดจะมีคำสั่งอีกครั้ง" นายพิพัฒน์ระบุ
โดย รมว.คมนาคม ยอมรับว่าการยุติการก่อสร้างชั่วคราวจะทำให้เกิดความ "เสียหายแน่นอน" แต่ก็ต้องทำ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และยอมรับว่าเหตุเครนก่อสร้างถล่มที่เกิดสองวันติดต่อกัน คือเมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) และวันนี้ ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจต่อภาครัฐ
"ไม่เช่นนั้น เหตุมันเกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ผมก็คิดว่าพี่น้องคนไทยก็คงขาดความเชื่อมั่นในการก่อสร้าง ทั้งหมด ในระบบต่าง ๆ ที่เป็นของกระทรวงคมนาคม" เขากล่าว
นายกฯ สั่งยกเลิกสัญญา บ.อิตาเลียนไทย 2 สัญญา
หลังเกิดเหตุทันที นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าได้รับรายงานเหตุแล้ว แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด และยอมรับว่า "ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร" พร้อมกับส่ายหัวต่อเหตุที่เกิดขึ้น
ต่อมาหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงเหตุที่เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และพระราม 2 นายกฯ เผยว่าบริษัทผู้รับเหมารายนี้ยังได้กำกับดูแลโครงการก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกิดเหตุร้ายแรง เช่น ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม, โครงสร้างของรถไฟฟ้าความเร็วสูงหล่นทับรถไฟ และโครงสร้างทางด่วนที่ถนนพระราม 2 ถล่ม เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย แต่จนถึงวันนี้ก็ยัง "ไม่มีการขึ้นบัญชีดำ"
"ถ้าจะเอาตัวรอด บอกว่าเป็นรัฐบาลรักษาการก็ได้ แต่เราเป็นหน่วยงานราชการที่ต้องดำเนินการ เพื่อเกิดความชัดเจนและการสร้างมั่นใจให้พี่น้องประชาชน" นายอนุทินบอก
นายกฯ เปิดเผยด้วยว่าได้สั่งการกระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง ในสองโครงการที่เกิดเหตุวันนี้และวานนี้
"ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมไปบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และดำเนินคดีตามข้อกฎหมายทั้งหมดที่มี รวมถึงขึ้นบัญชีดำ ซึ่งจะเป็นผลสืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญา โดยได้รับข้อแนะนำจากกฤษฎีกาและอัยการสูงสุด" นายกฯ ระบุ
นายอนุทิน บอกด้วยว่าการบอกเลิกสัญญา และการขึ้นบัญชีดำเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและต่างชาติ
"วันนี้ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เพื่อก่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชน ความพึงพอใจต่อความรู้สึกของคนที่สูญเสีย และสร้างความมั่นใจให้กับคนต่างชาติ ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ที่บอกว่ามีขนส่งที่ดี มีโลจิสติกที่ดี ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ลงแรงไป ลงทุนไปอาจจะสูญเปล่าได้" นายอนุทินกล่าว
"มันล้มเหมือนโดมิโนลงมาเลย" ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าวินาทีเกิดเหตุ
"ไม่มีอะไรเตือนล่วงหน้า แต่ว่าจังหวะล้ม มันล้มเหมือนโดมิโนลงมาเลย ตรงทางฝั่งขวาล้มเอนลงมาก่อน แล้วฝั่งนี้ก็แทงลงมา แล้วก็มีเสียงดังเหมือนมีอะไรถล่ม" ศิวนาถ ใจซื่อกุล หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซีไทย
เขาบอกว่าตอนนั้นเป็นเวลาราว 9.10 น. และยอมรับว่าตน "ตกใจ กลัวเหมือนกัน" แต่จากนั้นราว 5-10 นาที ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจจุดเกิดเหตุ
เขาบอกด้วยว่า เนื่องจากตนทำงานบริเวณนี้ จึงทราบว่าปกติแล้วโครงการก่อสร้างบริเวณดังกล่าวจะมีการปฏิบัติงานแค่ในช่วงเวลากลางคืน "กลางวันจะไม่มีใครมาทำงาน"
ชายวัย 31 ปี รายนี้บอกต่อไปว่า ตนคาดหวังให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเพิ่มมาตรฐานการทำงาน เนื่องจากไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
"ทุกคนก็น่าจะคิดเหมือนกันเรื่องความปลอดภัย คือถ้ามันได้มาตรฐานมันก็คงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อยากให้เล็งเห็นถึงมาตรฐานในการจัดการเรื่องนี้ จะได้ไม่เกิดเหตุต่อ ๆ ไปอีก...ทุกคนที่ใช้ถนนใช้รถก็ตาสีตาสา ไม่มีใครรู้อนาคตว่ามันจะร่วงหรือหล่นมาวันไหน" เขาบอก
อิตาเลียนไทยฯ เป็นผู้รับจ้าง หลังอนุมัติเมื่อปี 64
สำนักงานข่าวในไทยหลายสำนัก เช่น สำนักข่าวไทยรัฐ รายงานว่าบริเวณจุดเกิดเหตุ คือ บริเวณทางยกระดับ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 7 กม.30+300 บนถนนพระราม 2 ช่วง จ.สมุทรสาคร
โดยจากการตรวจสอบของบีบีซีไทยพบว่า โครงการก่อสร้างนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 1 – 10 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 64 ซึ่งตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นอกจากนี้ กรมทางหลวง ยังเคยรายงานด้วยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาและลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact - IP) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 นี้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2564
สำหรับโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ช่วงเอกชัย - บ้านแพ้ว มีระยะทางรวม 16.4 กม. วงเงินก่อสร้าง 18,759 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน และมีแผนเปิดให้บริการในปี 2568 โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 10 ตอน ดังนี้
- ตอน 1 ระยะทาง 2.17 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท อุดมศักดิ์เชียงใหม่ จำกัด มูลค่างาน 1,757 ล้านบาท
- ตอน 2 ระยะทาง 2.19 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า กรุงธน-ไทย มูลค่างาน 1,861 ล้านบาท
- ตอน 3 ระยะทาง 1.06 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า วีเอ็น มูลค่างาน 1,910 ล้านบาท
- ตอน 4 ระยะทาง 1.26 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด มูลค่างาน 1,876 ล้านบาท
- ตอน 5 ระยะทาง 1.66 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท บางแสนมหานคร จำกัด มูลค่างาน 1,903 ล้านบาท
- ตอน 6 ระยะทาง 1.10 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า ยูเอ็น-เอเอสไอ มูลค่างาน 1,865 ล้านบาท
- ตอน 7 ระยะทาง 1.43 กิโลเมตร พร้อมสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน มูลค่างาน 1,868 ล้านบาท ผู้รับจ้าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
- ตอน 8 ระยะทาง 2.15 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า ซีซีเอสพี-เดอะซีอีซี มูลค่างาน 1,910 ล้านบาท
- ตอน 9 ระยะทาง 2.14 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า ซีเอ็มซี-ทีบีทีซี มูลค่างาน 1,859 ล้านบาท
- ตอน 10 ระยะทาง 1.13 กม. ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า เอส.เค. มูลค่างาน 1,946 ล้านบาท
โดยตอนที่ 7 ที่ระบุว่าผู้รับจ้างคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) คือบริเวณที่มีรายงานว่าเป็นจุดเกิดเหตุในวันนี้