เปิด 3 สาเหตุ ทำไมบริษัทรับเหมารายใหญ่ที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำ ๆ จึงยังรับงานจากภาครัฐได้

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุเครนที่ใช้ก่อสร้างถล่มลงมาจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ จากบริษัทรับเหมาก่อสร้างเดียวกัน จะเกิดขึ้นสองวันติดต่อ และทำให้มีผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นช่วงเช้าวานนี้ (14 ม.ค.) ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อเครนเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานและทางยกระดับที่เรียกว่าคานลอนเชอร์ (Launching Gantry) ตกลงมาทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และบาดเจ็บ 66 ราย

เช้าวันนี้ เครนชนิดเดียวกันหล่นลงมาทับรถยนต์ที่กำลังแล่นอยู่บนถนนพระราม 2 ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ขณะกำลังมีการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว (M82) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 5 คน

ทั้งสองโครงการอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของประเทศ นั่นคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

ล่าสุด บริษัทออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรับปากว่าจะรับผิดชอบในการดูแล จ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยา และจะพิจารณาทบทวนปรับปรุงมาตราการด้านความปลอดภัยให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุร้ายและมีชื่อบริษัทดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างในปี 2560 ชิ้นส่วนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงหล่นลงมาและทำให้คนงานเสียชีวิต 3 รายหน้าวัดดอนเมือง และระหว่างการก่อสร้างรถไฟสายนี้ยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรถเครนของบริษัทพลิกคว่ำล้มทับรถยนต์คันอื่น ๆ ที่จอดอยู่บริเวณสถานีรถไฟดอนเมือง เป็นต้น

ในปี 2564 คนงานบริษัทอิตาเลียนไทยฯ หล่นจากคานทางยกระดับพระราม 2 ช่วง กม.19 เสียชีวิตระหว่างทำการติดตั้งแผ่นรองรับตัวคาน คาดว่าเป็นช่วงมุดเข้าใต้ท้องสะพานจึงถอดเข็มขัดนิรภัยออก

ในปี 2565 เกิดเหตุนั่งร้านก่อสร้างโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 4 ราย

ในเดือน มี.ค. 2568 โครงการก่อสร้างทางพิเศษสายพระราม 3 - ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ซึ่งบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบ ก็เกิดเหตุโครงสร้างนั่งร้านชั่วคราวสำหรับก่อสร้างคานขวางหรือ cross beam ถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย

ไม่ถึง 2 อาทิตย์ถัดมา เกิดเหตุตึก สตง. ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมียนมา โดยผู้ดำเนินการก่อสร้าง คือ กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) ซึ่งประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทยฯ และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด

โศกนาฏกรรมครั้งนี้มียอดผู้ประสบเหตุทั้งหมด 106 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตที่ระบุตัวตนได้อย่างน้อย 89 ราย

บริษัทอิตาเลียนไทยฯ มีทุนจดทะเบียนประมาณ 6,337 ล้านบาท และอยู่ในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้งานรับเหมาก่อสร้างโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐมาหลายสิบปี

จากการสืบค้นฐานข้อมูลขององค์การต่อต้านคอร์รัปชัน บีบีซีไทยพบว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2568 บริษัทนี้รับงานภาครัฐไปจำนวนทั้งสิ้น 354 โครงการ วงเงินสัญญาอยู่ที่ประมาณ 470,556 ล้านบาท

ในจำนวนนี้ส่งงานล่าช้ากว่ากำหนด 37 โครงการ (คิดเป็น 10.45%), ส่งงานครบถ้วน 49 โครงการ (13.84%), ส่งงานตามกำหนด 28 โครงการ (7.91%), จัดทำสัญญา/PO แล้ว 100 โครงการ (28.25%), อยู่ระหว่างดำเนินการ 97 โครงการ (27.40%), ไม่มียกเลิกสัญญา, และสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว 43 โครงการ (12.15%)

แม้เกิดเหตุตึก สตง. ถล่มในต้นปี 2568 แต่ในปีงบประมาณ 2568 บริษัทก็ยังคว้างานภาครัฐไปได้อีก 9 โครงการ วงเงินรวมกันประมาณ 3,102.75 ล้านบาท จากข้อมูลเว็บไซต์ภาษีไปไหน โดยโครงการที่มีมูลค่าสูงสุด คือ การก่อสร้างโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนกรุงเทพมหานครและศูนย์สำรวจและเฝ้าระวังชายฝั่งของกรุงเทพมหานคร ในงบประมาณ 1,620 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่บริษัทอิตาเลียนไทยฯ เท่านั้นที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำ ๆ แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐโครงการอื่น ๆ ที่อยู่ในมือเอกชนรายอื่นก็มีประวัติลักษณะเดียวกัน แต่ก็ยังสามารถคว้างานภาครัฐได้อย่างต่อเนื่อง

บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลจากหลายฝ่าย เพื่อวิเคราะห์ว่าเหตุใดบริษัทรับเหมาที่เกิดเหตุอุบัติร้ายแรงซ้ำ ๆ ยังคงประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐได้ และดูเหมือนว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาขนาดใหญ่ในเชิงโครงสร้าง

1. ปัญหาการจัดชั้นผู้รับเหมาและเกณฑ์การคัดเลือก

นายธิปไตร แสละวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลและนักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันแต่ละหน่วยงานของภาครัฐมีระเบียบการจัดชั้นผู้รับเหมาเป็นของตนเองตามสเปค (specification) ที่คิดว่าเหมาะสม แทนที่จะมีมาตรฐานกลางที่ออกจากกรมบัญชีกลางซึ่งสามารถทำได้ด้วยการหารือกับหน่วยงานเจ้าของโครงการให้ออกมาเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ประเด็นต่อมาที่มีการพูดถึงอย่างมากคือ รายละเอียดของเกณฑ์ที่กำหนดว่าบริษัทผู้รับเหมาจะอยู่ในลำดับชั้นไหน โดยปัจจุบันเกณฑ์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ทุนจดทะเบียนของบริษัท ประวัติการรับงาน และการเป็นเจ้าของเครื่องจักร ซึ่งเขามองว่าทั้งสามเกณฑ์หลัก ๆ นี้ไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันที่นวัตกรรมธุรกิจและเทคโนโลยีการก่อสร้างพัฒนาไปอย่างมาก และหลายบริษัทก็มีโมเดลธุรกิจที่เน้นการเช่าเครื่องจักร (Asset Light Model) มากขึ้น

เขาเห็นด้วยว่าการจัดชั้นผู้รับเหมาเป็นเรื่องดี เพราะสามารถคัดเลือกบริษัทที่มีคุณสมบัติเข้ามารับงานก่อสร้างในแต่ละประเภทได้ตรงความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือต้องการบริษัทที่มีทุนหนาพอสมควร ไม่ใช่ใครก็มารับงานอะไรก็ได้ แต่หากเกณฑ์จัดชั้นของผู้รับเหมาออกแบบมาไม่ดี ก็อาจกลายเป็นการจำกัดการแข่งขันของบริษัทผู้รับเหมาไปโดยปริยาย กีดกันบริษัทหน้าใหม่ ๆ ที่มีความสามารถให้สามารถขยับขึ้นมารับงานโครงการที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้

นักวิจัยอาวุโสจากทีดีอาร์ไอผู้นี้ชี้ให้เห็นว่า ภาครัฐควรนำหลักความยั่งยืนขององค์กรหรือ ESG เข้ามาใช้ร่วมด้วย

ESG ย่อมาจาก Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล)

"ผมคิดว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบันคือ ไม่ใช่ดูแค่ทุนจดทะเบียน ประวัติการทำงาน และเครื่องจักร แต่ต้องดูว่าผู้รับเหมาดูแลแรงงานได้ไหม เพราะงานก่อสร้างเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานสูง ผู้รับเหมาก็ต้องควรมีมาตรฐานดูแลแรงงานด้วย และประเด็นความปลอดภัยควรนำมาเป็นแต้มต่อในการจัดชั้นผู้รับเหมา รวมถึงด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อการจัดชั้นผู้รับเหมาไม่ได้ให้น้ำหนักกับ ESG ขนาดนั้น มันก็จะได้ผู้รับเหมาที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมขนาดนั้น"

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคประชาชน อดีตรองประธานคนที่ 1 ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าปัญหาที่ผ่านมาคือผู้รับเหมาที่ขึ้นชั้นแล้วไม่สามารถถูกลดชั้นได้ และไม่มีระบบตัดแต้มผู้รับเหมา หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ทำงานล่าช้า ส่งผลให้บริษัทที่มีประวัติไม่ดีก็ยังสามารถทำงานต่อได้

"หมายความว่าต่อให้เขาทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นพันคน แต่ถ้าเขามีศักยภาพที่จะประมูลงานอยู่ได้ หมายความว่าสามารถเสนอราคาต่ำสุดได้ เขาก็ยังมีสิทธิตามกฎหมายของรัฐไทย สามารถที่จะประมูลงานกับภาครัฐ" นายศุภณัฐ กล่าว

แนวคิดดังกล่าวคือสิ่งที่เรียกว่า "สมุดพก" โดยคนแรก ๆ ที่ริเริมเรื่องนี้คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลเศรษฐา เนื่องจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีม่วง ไปจนถึงการก่อสร้างหลายโครงการบนถนนพระราม 2 เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ให้สัมภาษณ์กับรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 MCOT เช้าวันนี้ว่า เพิ่งมีการประกาศกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟที่สีคิ้วเพียง 1 วัน

เธอบอกว่ากฎกระทรวงฉบับนี้ให้อำนาจในการลดชั้นผู้รับเหมา โดยพิจารณาจากคะแนน และสามารถระงับการยื่นงานของผู้รับเหมาได้

"มีเหตุอันหนึ่งเขียนไว้ว่าถ้ามีคนทำประมาท ผู้รับเหมาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้มีอันตรายต่อทรัพย์สินเป็นเสียประโยชน์ของรัฐหรือมีผลต่อรัฐ ก็สามารถเพิกถอน [ผู้รับเหมา] ได้"

อธิบดีกรมบัญชีกลางบอกว่า ในตอนนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังทำระเบียบที่ออกมารองรับกฎกระทรวงฉบับนี้ คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ม.ค. และส่งลงประกาศราชกิจจานุเบกษาต่อไป

เธอยืนยันว่าสามารถบังคับใช้กับทุกโครงการที่กำลังดำเนินงานอยู่ รวมถึงโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายศุภณัฐบอกว่ากฎกระทรวงดังกล่าวใช้เวลาเกือบ 3 ปี ผ่านนายกรัฐมนตรีมา 3 คนกว่าจะประกาศใช้ออกมาได้ และในตอนนี้ก็ยังต้องรอระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์การตัดแต้มผู้รับเหมาต่อไปอีก

"การที่เราไม่เร่งรัด ไม่จัดลำดับความสำคัญ ไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นก่อน ก็ไปเจอกระบวนการทำงานแบบราชการทั่วไป มันก็เช้าชามเย็นชาม เสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น มันก็เลยช้า"

เขากล่าวต่อว่ารัฐบาลควรเร่งรัดให้กระทรวงการคลังออกระเบียบการตัดแต้มในสมุดพกให้เร็วขึ้น เนื่องจากบริษัทเดียวกันนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนแล้ว และควรกำชับเนื้อหาของเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เฉียบคม เพื่อทำให้มั่นใจว่าสามารถเอาผิดบริษัทผู้รับเหมาได้จริง

ในรายการเดียวกัน นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ให้สัมภาษณ์ว่าการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสามารถทำได้โดยอาศัยมาตรา 109 ว่าด้วยการทิ้งงาน ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุไว้ทั้งหมด 6 ลักษณะกระทำการ ได้แก่

  • เป็นผู้ยื่นข้อเสนอที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไม่ยอมไปทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือกับหน่วยงานของรัฐภายในเวลาที่กำหนด
  • คู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐหรือผู้รับจ้างช่วงที่หน่วยงานของรัฐอนุญาตให้รับช่วงงานได้ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงในหนังสือนั้น
  • เมื่อปรากฏว่าผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐกระทำการอันมีลักษะเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือกระทำการโดยไม่สุจริต
  • เมื่อปรากฏว่าผลการปฏิบัติตามสัญญาของที่ปรึกษาหรือผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างมีข้อบกพร่อง ผิดพลาด หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานรัฐอย่างร้ายแรง
  • เมื่อปรากฏว่าผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบ หรือควบคุมการก่อสร้าง หรือผู้ประกอบการงานก่อสร้างไม่ปฏิบัติตามมาตรา 88 ที่ระบุว่าผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมการก่อสร้างที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ประกอบการก่อสร้างในงานนั้น
  • การกระทำอื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฏกระทรวง

"แต่กรมบัญชีกลางไม่สามารถลุกขึ้นมาประกาศว่าจะให้ใครอยู่ในบัญชีแบล็คลิสต์ (บัญชีดำ) ได้ คนที่จะต้องเสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณาคือหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานต้องไปดูว่าคู่สัญญาของเขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เขาจะสามารถส่งมาให้กระทรวงการคลังประกาศแบล็คลิสต์หรือเปล่า" อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว

เธอบอกด้วยว่า "ที่ผ่านมายังไม่มีส่วนราชการไหนเลย แม้เป็นคู่สัญญากับผู้รับเหมาที่มีเหตุ ยังไม่มีใครส่งเรื่องมายังกรมบัญชีกลางหรือกระทรวงการคลังประกาศ [ให้เป็นผู้] ทิ้งงานกับคนกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ยังแบล็คลิสต์ไม่ได้"

นางแพตริเซียเน้นย้ำด้วยว่า กระทรวงการคลังเซ็นประกาศผู้รับเหมาที่ทิ้งงานทุกเดือน แต่ไม่เคยมีการเสนอชื่อให้กรมบัญชีกลางแบล็คลิสต์กลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีปัญหาอุบัติเหตุใหญ่ ๆ ส่งเข้ามาจนถึงตอนนี้

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ระบุว่าหากผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาอยู่ในรายชื่อผู้ทิ้งงาน ห้ามหน่วยงานรัฐทำการจัดซื้อจัดจ้างกับผู้ทิ้งงาน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลที่ผู้ทิ้งงานเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของนิติบุคคลนั้นด้วย เว้นแต่ว่าจะได้รับการเพิกถอนออกจากการเป็นผู้ทิ้งงาน

อธิบดีกรมบัญชีกลางแนะว่าหน่วยงานสามารถไล่ข้อตามสัญญาว่าจ้างได้เลยว่าผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามข้อใดบ้าง และนำมาเป็นเหตุเป็นผลเพื่อระบุว่าคู่สัญญาเป็นผู้ทิ้งงานได้ เช่น รายละเอียดว่าด้วยการรับจ้างช่วง เงื่อนไขการควบคุมการก่อสร้าง ไปจนถึงมาตรการความปลอดภัย

"ดังนั้นดีเทล (รายละเอียด) จึงเป็นสิ่งสำคัญ" เธอกล่าว

ทว่านายศุภณัฐเห็นต่าง และให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการนำมาตรา 109 ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มาใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเห็นได้ว่าเมื่อหน่วยงานของรัฐไม่สามารถจัดการผู้รับเหมาด้วยประเด็น "ความไม่ปลอดภัย" จึงพยายามเลี่ยงไปใช้ช่องทางอื่น ๆ เช่น มาตรา 109 ว่าด้วยการทิ้งงานแทน ทั้งที่จริงแล้วผู้รับเหมาไม่ได้ทิ้งงาน แต่มีปัญหาเรื่องมาตรฐานการทำงาน

เขาบอกว่าหากภาครัฐพยายามใช้มาตรานี้ยกเลิกสัญญาผู้รับเหมา ผู้รับเหมาจะนำเรื่องขึ้นศาลแน่นอน เพราะจริง ๆ แล้วผู้รับเหมาไม่ได้ทิ้งงาน ยังทำงานอยู่ และหากมีการฟ้องร้องต่อศาลก็จะทำให้โครงการหยุดชะงัก ไม่สามารถหาผู้รับเหมามาทำงานต่อได้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้รับเหมามักมีข้ออ้างที่โยนความผิดกลับมาให้ภาครัฐได้ เช่น อ้างว่ารัฐส่งมอบพื้นที่ล่าช้า หรือพื้นที่ไม่พร้อม ทำให้เขาเข้าทำงานไม่ได้ ซึ่งในวงการก่อสร้าง เรื่องการพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิดจนนำไปสู่การทิ้งงานนั้น "ไม่ใช่เรื่องที่เล่นกันง่าย ๆ"

2. ปัญหาการผูกขาด การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และสินบน

นายธิปไตร นักวิจัยอาวุโสจากทีดีอาร์ไอ บอกว่าในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง หากเป็นโครงการใหญ่ ๆ ก็จะมีบริษัทใหญ่ ๆ อยู่เพียง 4-5 แห่งที่มีศักยภาพรับงานได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีบริษัทอื่น ๆ ที่มีศักยภาพสามารถเข้ามาแข่งขั้นในลำดับชั้นเดียวกันกับบริษัทผู้รับเหมาเหล่านี้ แต่กลับถูกจัดชั้นให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าทำให้ไม่สามารถเข้ามายื่นประมูลงานแข่งขันในประเภทเดียวกันได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่แจกแจงรายละเอียดไปแล้วข้างต้น

เขาบอกว่าบางครั้งคนในวงการก่อสร้างตั้งข้อสังเกตว่ามีการแบ่งเค้กระหว่างผู้รับเหมาบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านั้นหรือไม่ ในลักษณะตกลงกันไว้แล้วว่าสัญญาไหนบริษัทจะรับไปโดยทำทีเป็นแข่งประมูลกันบังหน้า

"ตัว red flag ที่เราต้องดูคือช่องว่างของราคาของผู้ชนะในการประมูลเบอร์ 1, เบอร์ 2, และเบอร์ 3 นั้นต่างกันแค่ไหน หากต่ำกว่ากัน 1-2% อันนี้เป็นข้อสมมติฐานว่าน่าจะรู้กัน"

อีกปัญหาหนึ่งคือสินบนหรือเงินใต้โต๊ะ ซึ่งนายธิปไตรบอกว่าตัวเลขเงินสินบนตอนนี้อยู่ที่ 20-30% ของงบประมาณ และจากข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายทราบดีว่าการประเมินต้นทุนการก่อสร้างภาครัฐนั้นมักไม่สะท้อนราคาตลาด และต่ำกว่าต้นทุนจริง ๆ เสมอ ในเมื่อผู้รับเหมาต้องจ่ายเงินสินบนสูง 20-30% แต่ก็ต้องคงกำไรไว้ด้วย ทำให้บริษัทต้องลดต้นทุนในทุก ๆ ทาง

"ดังนั้นอาจจะแปลได้ว่าอาจไปลดมาตรฐาน safety (ความปลอดภัย) หรือเปล่า" นายธิปไตร กล่าว

"ผลพวงของผลกระทบที่ตามมาคือพอมันมีผู้รับเหมาหน้าเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ได้งานของภาครัฐ มันก็ทำให้คนที่เก่ง ๆ ไม่อยากจ่าย kickback (เงินสินบน) ไม่อยากเข้ามายุ่งในตลาดนี้ แปลว่าเราเสียผู้รับเหมาคุณภาพดี กีดกันผู้รับเหมาคุณภาพดีออกจากตลาดด้วยเงิน kickback อันนี้"

นายธิปไตรบอกว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทก่อสร้างจากต่างประเทศที่มีธรรมาภิบาลที่ดีไม่เข้ามายุ่งกับโครงการก่อสร้างของภาครัฐ โดยเฉพาะบริษัทตะวันตกที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลกำกับเข้มงวด และการจ่ายเงินสินบนถือเป็นเรื่องต้องห้าม

"ถ้าจะต้องมาพาร์ทเนอร์กับบริษัทไทย เราจะเห็นว่าบริษัทฝรั่งไม่อยากมาพาร์ทเนอร์กับคนไทย เพราะว่าเดี๋ยวไปจ่าย kickback อีก มันก็จะมีบริษัทจีน... อะไรแบบนี้... ที่ไม่ได้แคร์มาก"

นักวิชาการอาวุโสจากทีดีอาร์ไอเสนอว่าภาครัฐควรนำเกณฑ์ ESG มาใช้ให้มากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม เช่น ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และมาตรการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ หรือ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ซึ่งเอื้อให้ผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการได้

เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่าตราบใดที่การทุจริตคอร์รัปชันยังคงฝังรากอยู่ มันจะส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิตของประชาชนต่อไป ดังนั้นจึงต้องจัดการปัญหานี้ในวงการก่อสร้างโครงการภาครัฐให้ได้

3. การกำกับและตรวจสอบที่อ่อนแอ

นายศุภณัฐให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวเครนเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานและทางยกระดับที่เรียกว่าคานลอนเชอร์ (Launching Gantry) ตกลงมา

เขาตั้งข้อสังเกตว่าในปัจจุบันเกิดการขยายตัวใช้เครนชนิดนี้ในหลายโครงการ เนื่องจากสะดวกต่อการก่อสร้าง และไม่ต้องปิดถนนซึ่งทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาเดือดร้อน แต่คำถามต่อมาคือจำนวนบุคลากรที่มีทักษะมีจำนวนมากพอที่จะคุมงานเหล่านั้นหรือไม่

"อาจจะมีแค่ 5-6 บริษัทที่มีความพร้อม แต่ถึงเวลามี 30-40 งานพร้อมกัน ไม่มีทางที่ 5-6 บริษัทนั้นกระจายไปทุกงานได้ บุคลากรไม่พร้อมก็กลายเป็นว่ามันเกิดปัญหาว่าคุณอาจทำผิดพลาดหรือเปล่า แน่นอนว่าบริษัทผู้รับเหมามีเงินซื้อเครื่องจักร แต่องค์ความรู้และประสบการณ์มันซื้อกันไม่ได้"

อดีตรองประธานคนที่ 1 ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างฯ กล่าวต่อว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายแรง หน่วยงานต่าง ๆ ก็จะตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนหาสาเหตุ แต่คณะกรรมการแต่ละคณะต่างสอบสวนเป็นกรณี ๆ ไป ตั้งขึ้นแล้วสลายตัวลงเมื่อจบงาน ทำให้ "ไม่เคยมีการถักทอความรู้" เพื่อหาข้อสรุปบทเรียนในภาพรวมของระบบนิเวศการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ผลการสอบสวนยังเน้นนำไปใช้ในการฟ้องร้องทางคดีในศาล แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเสนอนโยบายใหม่ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก

อีกอุปสรรคหนึ่งคือฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนสามารถกดดูในแผนที่ได้เลยว่าโครงการที่เกิดเหตุเป็นของบริษัทใด ก็ยังไม่มี ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วในการก่อสร้างถนนหรือทางรถไฟหนึ่งเส้นทางมักแบ่งสัญญายิบย่อยหลายสิบสัญญา ทำให้ยากต่อการหาผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น

"อย่างเหตุเครนถล่มพระราม 2 วันนี้ มันควรกดดูได้เลยว่าเป็นของบริษัทนี้ รายละเอียดสัญญาแบบนี้ วิศวกรคนนี้ สามารถกดดูได้กระทั่งภาพจากกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทมส์ มีประวัติการเข้า-ออกงาน กรมธรรม์คุ้มครองประชาชนอยู่ที่เท่าไร กรณีไหนบ้าง" นายศุภณัฐ กล่าว

เขาบอกด้วยว่าสภาวิศวกรซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลวิชาชีพควรมีบทบาทเชิงรุกมากกว่านี้และมีบทลงโทษวิศวกรที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น และควรพัฒนาระบบที่ตรวจสอบไขว้ได้ว่าวิศวกรรับงานซ้อนเกินขีดความสามารถจนส่งผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยในการควบคุมงานหรือไม่